ข่าวนี้ที่ 1

หุ้น"อิเล็กฯ-อาหาร"เฮ! รับอานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 3 ปี

หุ้น

   เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องแตะ 33.43 บาท/ดอลลาร์(9 ส.ค.) อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี หลังศก.อ่อนแอ ฟันด์โฟลว์ไหลออก โบรกฯมองหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-อาหาร รับอานิงส์จากบาทอ่อนมากสุด ส่วนหุ้นสายการบิน-พลังงาน-โรงไฟฟ้า ต้องระวังผลกระทบเชิงลบ

 

*** ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินวานนี้ (9 ส.ค.64) ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.43 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งกลับมาอ่อนค่าราว -11% จากที่มีการแข็งค่ามากสุดในช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ราว 30.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ช่วง ก.ค.61 ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์ชั้นนำเริ่มมาให้ความสนใจกับหุ้นที่ได้รับอานิสงส์และผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามากขึ้น

 

*** KTBS คาดเงินทุนไหลกลับ-ศก.ไทยชะลอ ต้นตอบาทอ่อนค่า

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) หรือ KTBS เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจากเงินเฟ้อของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐออกมาคาดการณ์ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดจากเดิมปี 68 เป็นปี 66 ทำให้เกิดการไหลกลับของเงินทุน กอปรกับปัจจัยภายในประเทศเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบของโควิด-19

    โดยมุมมองของ KTBST คาดว่าเงินบาทจะเริ่มกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในช่วงปลายปี 64 จากการเปิดประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่งจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่าคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อหุ้นหรืออุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิจัยจัดทำบทวิเคราะห์ประเมินไว้ โดยหุ้นที่น่าสนใจจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ได้แก่ หุ้นที่มีแนมโน้มผลการดำเนินงานเติบโตดีจากปัจจัยเฉพาะตัวและมีแรงหนุนจากค่าเงินบาทอ่อนค่า รวมถึงราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ โดยหุ้นที่แนะนำคือ KCE , TU , MEGA , SUN , EPG และ NER 

 

*** ประเมินกลุ่มหุ้นที่คาดว่าได้ประโยชน์

    ฝ่ายวิจัย  KTBST ระบุว่า สำหรับหุ้นหรืออุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ 1.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น โดยหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นบวกคือ KCE +6% และ HANA +5% ,

    2.กลุ่มอาหาร เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น โดยหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นบวกคือ SUN +8%,TU +3%, CPF +5%, ASIAN +5%, GFPT +2%, 3.กลุ่มเกษตร เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น โดยหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นบวกคือ STA +6%, NER +3%, GFPT +2% และ

    4.อุตสาหกรรมอื่นๆที่ได้ผลกระทบเชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อน เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ได้แก่ SMPC ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 8-10% , MEGA ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 8% , EPG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 3-4%

 

 *** กลุ่มหุ้นที่คาดว่าได้รับผลกระทบเชิงลบ

    ส่วนหุ้นหรืออุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลลบจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ 1.กลุ่มสายการบิน THAI, AAV, BA มีโครงสร้างต้นทุนเป็นเงินสกุลดอลลาร์ราว 60% ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น, 2.กลุ่มพลังงาน เนื่องจากมี negative net exposure ต่อการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินบาท ส่งผลให้อาจจะมีการบันทึก unrealized fx loss สำหรับ PTTGC TOP IVL ขณะที่ผลกระทบต่อ PTTEP และ SPRC น่าจะมีจำกัดเพราะมีการใช้ USD เป็น functional currency, 

    3.กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากมีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์ส่งผลให้มีการบันทึก unrealized fx loss เข้ามา อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าวเป็นเพียงรายการทางบัญชีและไม่ได้มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด ทั้งนี้หุ้นที่มีผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวประกอบด้วย GULF, BGRIM, GPSC, RATCH,GUNKUL และ 4.กลุ่มอื่นๆ เช่น TVO จะทำให้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น (บริษัทนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศราว 75-80%) ทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าจะทำให้กำไรลดลงประมาณ 3%

 

*** กรุงศรี คาดเงินบาทอ่อน ฉุดฟันด์โฟลว์ไหลออกตลาดหุ้น

    บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ค่อนข้างอ่อนแอ และการอ่อนค่าของเงินบาทครั้งนี้เป็นบวกต่อธุรกิจส่งออก อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอาหาร แต่เป็นลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ไหลออก อย่างไรก็ตามกลุ่มส่งออกที่ได้อานิสงส์จากกรณีเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ HANA, KCE , TU, CPF , GFPT, ASIAN , EPG และ SUN

 

*** SMT รับบาทอ่อนหนุนกำไรเล็กน้อย 

    นายวิรัตน์ ผูกไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า สำหรับเงินบาทที่อ่อนค่าในปัจจุบัน ส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีการทำประกันความเสี่ยง (Hedging) ไว้ทั้ง 2 ขา เพื่อรองรับกับอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนไม่ว่าจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าก็ตาม

    ทั้งนี้บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้โต 30% ที่ 2,500-2,600 ล้านบาท แม้ว่าในครึ่งปีแรกจะทำได้แล้ว 1,200 ล้านบาท และ ในครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรกก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทั้งภาวะเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อคู่ค้าของบริษัท จึงทำให้บริษัทไม่ได้ปรับเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง

    อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมี Backlog ราว 2,500 ล้านบาท ทยอยส่งมอบให้ลูกค้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ทั้งหมด ขณะที่มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ล่วงหน้าประมาณ 600-1,000 ล้านบาท โดยถ้าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดดีขึ้นในปลายไตรมาส 3 นี้ คาดว่าในไตรมาส 4 ก็สามารถผลิตสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าได้ทันที ซึ่งต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

*** TU อวด Q2/64 ทำกำไรนิวไฮ

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่าผลประกอบการงวดไตรมาส 2/64 มีกำไร 2,342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.5% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่กำไร 1,716.22 ล้านบาท โดยมียอดขายอยู่ที่ 35,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ตามยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มสูงขึ้น 28.7% และยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสูงขึ้น 12.5% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 19%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด