ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทยยังอยู่ในเกณฑ์'ร้อนแรง' ลุ้นฟันด์โฟวล์ไหลเข้ากลางปีนี้

หุ้นไทยยังอยู่ในเกณฑ์'ร้อนแรง' ลุ้นฟันด์โฟวล์ไหลเข้ากลางปีนี้

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)" เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน พุ่ง 14.8% ยังอยู่ในเกณฑ์ "ร้อนแรง" มองฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นกลางปีนี้ รับศก.-ท่องเที่ยวฟื้น คาดโบรกฯเล็งเพิ่มเป้ากำไรบจ.-ดัชนีหุ้นไทย หลังงบ Q4/63 ออกมาดีกว่าคาด ด้าน ASPS ชี้ฟันด์โฟลว์ยังมีสัญญาณเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง
 
*** ดัชนีเชื่อมั่นนลท.พุ่ง 14.8% ยังอยู่ในเกณฑ์ `ร้อนแรง`

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 152.19 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.8% จากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 132.55 จุด โดยยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
    โดยปัจจัยที่หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน คือ ความคาดหวังการคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 จากการที่ไทยได้รับวัคซีนลอตแรกเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีผู้ติดเชื้อ รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ
    ส่วนกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนสนใจลงทุนมากที่สุดคือกลุ่มการท่องเที่ยว รองลงมา คือ หมวดธนาคารและหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด คือ กลุ่มเหล็ก รองลงมาคือหมวดแฟชั่นและหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

*** มองฟันด์โฟลว์ยังไหลเข้าต่อเนื่อง

    นายไพบูลย์ กล่าวว่า แนวโน้มของกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) คาดว่ามีโอกาสไหลกลับเข้ามาเป็นบวกในตลาดหุ้นไทยช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า และภาวะการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะทยอยกลับมา หลังจากเริ่มมีการฉีดวัคซีนในประเทศแล้ว รวมถึงสภาพคล่องทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังมีอยู่จำนวนมาก
    ส่วนเป้าหมายหุ้นที่ต่างชาติสนใจน่าจะกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ 20 อันดับแรก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบงก์,พลังงาน และเริ่มมีเข้ามาซื้อหุ้นสนามบินและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศท้ายๆที่ได้รับวัคซีนและยังไม่มีแผนเปิดประเทศที่ชัดเจน จึงทำให้ให้คาดว่าอาจต้องใช้เวลากว่าภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นกลับมาพอสมควร
    สำหรับแรงกดดันจากทิทางบอนด์ยีลด์ของสหรัฐฯที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางฟันด์โฟลว์ต่างชาติให้ไหลออกไปเหมือนกับช่วงปี 56 ที่ราว 2 แสนล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาเม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปมากแล้ว และภาวะเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคก็ยังดีกว่ารอบที่แล้วมาก 
    ประกอบกับคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯจะไม่รีบร้อนปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว แม้ในช่วงระยะสั้นอาจปรับตัวขึ้นเกิน 2% แต่ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะเป็นเพียงแค่ช่วงไตรมาสเดียวและหลังจากนั้นจะปรับตัวลดลง เนื่องจากตัวเลขคนว่างงานของสหรัฐฯที่ยังสูงกว่า 6% กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่ยังเหลือและกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมา ซึ่งจะส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐค่อยๆปรับตัวลงได้

*** โบรกฯเล็งเพิ่มเป้ากำไรบจ.-ดัชนี หลังงบ Q4/63 ดีกว่าคาด

    นายไพบูลย์ กล่าวว่า เทรนด์หลังจากนี้โบรกเกอร์ต่างๆอาจจะทยอยปรับเพิ่มเป้าประมาณการกำไรบริษัทจดทะบียน(บจ.)และเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยขึ้น หลังจากกำไรของบจ.ในไตรมาส 4/63 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับประเทศไทยเริ่มมีการนำเข้าวัคซีนเข้ามาฉีดให้ประชาชนบ้างแล้ว
    "มุมมองส่วนตัวยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และการเข้ามาของวัคซีน ซึ่งหากภาครัฐยอมเปิดให้ภาคเอกชนจัดหาวัคซีนเข้ามาในประเทศได้ด้วยจะยิ่งทำให้เป้าหมายทำได้รวดเร็วขึ้น"
 
*** ASPS มองฟันด์โฟลว์มีแนวโน้มไหลเข้าหุ้นเอเชีย

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด  (ASPS) ระบุว่า เม็ดเงินยังคงเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย (Bond Yield 10 ปี สหรัฐยังดีดตัวสูงขึ้นสูงกว่า 1.5%) และมีโอกาสไหลเข้ามาในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยฯ คาดการณ์ทิศทางของการเคลื่อนย้ายเม็ดเงิน รวมถึงตลาดหุ้นที่ต่างชาติจะให้น้ำหนักมากขึ้นมีดังนี้
    1.ต่างชาติยังให้น้ำหนักตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น และ Fund Flow ยังมี Momentum ไหลเข้าต่อเนื่อง สะท้อนได้จากผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี (ytd) ของตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย นั้นปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้นในฝั่งยุโรปหรือสหรัฐ อาทิ ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้น 7.7%, อินโดนีเซีย 6.7%. และไทย 6.5% ขณะที่ตลาดหุ้นเยอรมนี และสหรัฐ (Nasdaq) ปรับตัวขึ้นมาเพียง 2.6% และ 0.8% เท่านั้น
    นอกจากนี้ต่างชาติยังหันมาลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคมากขึ้นในเดือน มี.ค. นี้ (mtd) ที่ผ่านมาแล้ว 3 วันทำการ มียอดซื้อสุทธิสะสมรวม 528 ล้านเหรียญ และเป็นการซื้อสุทธิเกือบทุกประเทศ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ถูกซื้อสุทธิ 117 ล้านเหรียญ หรือ 3.5 พันล้านบาท
    2.เม็ดเงินลงทุนมีการโยกย้ายจากหุ้น Tech มาที่หุ้น Cyclical มากขึ้น สังเกตได้จากตลาดหุ้น Nasdaq (ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหุ้น Tech) ซึ่งปีนี้ไม่ค่อย Outperform และช่วง 2 วันที่ผ่านมา ยังปรับตัวลงแรงถึง 4.5% ในทางกลับกันหุ้น Cyclical หรือหุ้นฟื้นตัวตามเศรษฐกิจกลับ Outperform ได้ดี อาทิ หุ้น Chevron +22.6%ytd, Goldman-Sachs +26.8%ytd และ Boeing +6.7%ytd เป็นต้น
    สรุปคือ Fund Flow ยังคงมีการโยกออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยน้ำหนักส่วนใหญ่โฟกัสไปที่หุ้นที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ (Cyclical) รวมถึงตลาดหุ้นเอเชียที่ยัง Laggard ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์จากประเด็นดังกล่าวไปเต็มๆ
    กลยุทธ์ในยามที่ตลาดหุ้นไทยราศีจับ เน้นหุ้นที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ ราคา Laggard อย่าง BDMS, CPN และ AAV เป็น Toppicks







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด