ข่าวนี้ที่ 1

สศช.หั่นจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 7.8-7.3% คลังชู 3 นโยบายฟื้นศก.

สศช.หั่นจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 7.8-7.3% คลังชู 3 นโยบายฟื้นศก.

 

    สศช.เผยจีดีพี Q2/63  หดตัว 12.2% พร้อมหั่นเป้าทั้งปีเป็นหดตัว 7.8-7.3% ต่ำสุดนับแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง วงการชี้ไทยเข้าสู่ภาวะศก.ถดถอยแล้ว ขณะที่ยอดผู้ว่างงานพุ่งสูงสุดรอบ 10 ปี หรือ 40 ไตรมาสที่ 7.5 แสนคน รวมว่างงานสะสม 2 ล้านคน ฟากคลังชู 3 นโยบายเร่งด่วนฟื้น ศก. ยืนยันถังไม่แตก  

 

*** จีดีพี Q2/63 ติดลบ 12.2% ปรับลดเป้าทั้งปีเป็นติดลบ 7.8-7.3%

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2/63 หดตัว12.2% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 1/63 ที่ติดลบ 2% สาเหตุมาจากภาคการส่งออกและบริการ รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลง จากผลกระทบของโควิด-19 ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัว  

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 63 คาดว่าจีดีพีจะติดลบ 7.5% (ค่ากลาง) หรืออยู่ในกรอบติดลบ 7.8% ถึงติดลบ 7.3% ลดลงจากประมาณการที่สภาพัฒน์คาดไว้ครั้งก่อนที่ติดลบ 6% ถึงติดลบ5%  เนื่องจากปัจจัยกดดันจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง ภาวะถดถอยรุนแรงของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ผลกระทบโควิด-19 ในประเทศ และปัญหาภัยแล้ง

    สำหรับการส่งออกปีนี้คาดจะ ติดลบ 10% , การบริโภคภาคเอกชนติดลบ 3.1% ,การลงทุนรวมติดลบ 5.8% แบ่งเป็นการลงทุนภาคเอกชน ติดลบ 10.2% และการลงทุนภาครัฐเติบโต 8.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยติดลบ 1.2% ถึง 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5% ของจีดีพี   


*** ยอดว่างงาน Q2/63 สูงที่สุดในรอบ 10 ปี 

      ขณะที่ตัวเลขผู้ว่างงานสะสมปัจจุบันประมาณกว่า 2 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ว่างงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่ 4 แสนคน และผู้ว่างงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคมอีก 1.76 ล้านคน และคาดว่าทั้งปีไม่น่าจะว่างงานถึง 8 ล้านคน เนื่องจากประเทศไทยสามารถกลับมาเปิดเมืองได้เร็ว และยังสามารถควบคุมการแพร่เชื้อโตวิด-19 ได้ดี 

    หากดูเฉพาะไตรมาส 2/63 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 2% สูงกว่าอัตราการว่างงาน 1% ในไตรมาส 1/63 และในไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 7.5 แสนคน เทียบกับผู้ว่างงานจำนวน 3.8 แสนคนในช่วงเดียวกันในปีก่อน และนับเป็นไตรมาสที่มีจำนวนผู้ว่างงานสูงที่สุดในรอบ 10 ปี 
(40 ไตรมาส) ขณะที่เฉลี่ยครึ่งแรกของปี 2563 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.5%  

    เบื้องต้นคาดว่างบประมาณ ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท  จะช่วยให้เกิดการจ้างงานได้ราวๆ 4 แสนตำแหน่ง แต่ยังต้องจับตากลุ่มเสี่ยง ในกลุ่มอาชีพอิสระประมาณ 16 ล้านคน ที่อาจตกงานเพิ่ม

     ส่วนสถานการณ์การเมืองที่มีการชุมนุมในขณะนี้ ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้นมา หากการเมืองไม่นิ่งก็จะกดดันต่อการใช้จ่ายของประชาชนหรือการบริโภคของภาคเอกชน และการลงทุน

*** จีดีพี Q2/63 หดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์   

     กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2/63 ที่หดตัว12.2%  เป็นอัตรารุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี และหดตัว 9.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวถือว่าลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ 

    นอกจากนี้ มองว่า แรงส่งของการฟื้นตัวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงขึ้น อาจจำกัดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินบาทในระยะถัดไป

     สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่าจีดีพีของไทยในไตรมาสที่ 2 ที่หดตัวรุนแรง มีแนวโน้มกดดันค่าเงินบาท จากแนวโน้มการหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจเป็นตัวเลขสองหลักจากการระบาดของไวรัสโคโรนาที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก 

    ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/63  สะท้อนว่าไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว โดยจีดีพีไตรมาสดังกล่าวหดตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้คือ -13.0% YoY พร้อมกันนี้ สศช.ได้ปรับลดประมาณการจีดีพีทั้งปี63 ที่กรอบประมาณการ -7.8 % ถึง -7.3% (ค่ากลาง -7.5%) จากกรอบประมาณการ -6.0% ถึง -5.0% (ค่ากลาง -5.5%) ณ เดือน พ.ค. ถือเป็นแนวโน้มการหดตัวรุนแรงที่สุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีสมมติฐานว่าสหรัฐฯ และจีนจะไม่มีการกำหนดภาษีการค้าระหว่างกันเพิ่มเติม  

*** คลัง เผย 3 ความท้าทาย ศก.หด-ว่างงานเพิ่ม-เม็ดเงินจำกัด 

     นายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับสื่อมวลชนหลังจากเข้ารับตำแหน่งในวันแรกว่า คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังมีความท้าทายประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1.เศรษฐกิจหดตัว 2.ว่างงานเพิ่ม 3.เม็ดเงินมีจำกัด

    ด้านแรกเศรษฐกิจหดตัว โดยหดตัวมากที่สุดในไตรมาส 2/63  จากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง การใช้จ่ายลดลง เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวกระทบกับการส่งออก ขณะที่ครึ่งปีหลังทิศทางเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น

     ด้านที่สอง อัตราการว่างงานยังคงเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 745,000 คน หรือ 2% ของกำลังแรงงาน มีแรงงานมากกว่า 2 ล้านคน ที่ไม่ได้รับเงินเดือน แต่มีงานรอที่จะกลับไปทำ

     ด้านที่สาม คือ เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด โดยเม็ดเงินงบประมาณรายจ่าย พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ และ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปแล้ว และในช่วงที่เหลือมีเม็ดเงินงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีความคุ้มค่า

*** ชู 3 นโยบายเร่งด่วนฟื้นศก. ยืนยันคลังไม่ถังแตก

     สำหรับนโยบายเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.แก้ไขปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงการจ้างงานให้กับประชาชนในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย 2.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ผู้ประกอบการรายเล็กสายป่านสั้น โดยจะเข้าไปเสริมสภาพคล่อง ปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายเล็ก คาดว่ามาตรการในการช่วยเหลือจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 วันนี้

    3.กระตุ้นการท่องเที่ยว การบริโภค ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนอีกด้านที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการเดินทาง และการจับจ่ายใช้สอยลดลง ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งกระตุ้นทั้งด้านการท่องเที่ยว และการบริโภค

    "จะดูแลประชาชนให้มีกิน ผมก็ยังตอบไม่ได้ว่าปัญหาโควิด-19 เฟส 2 จะมีในไทยไหม แต่ด้วยความหวังว่าที่ทุกคนร่วมกัน ประชาชนสำคัญที่สุด หวังว่าจะมี และเราก็มองว่าปัญหาก็จะแก้ง่ายขึ้น แต่หากมีเฟส 2 ทุกอย่างจะยากมากขึ้น" นายปรีดี กล่าว

*** รักษาระดับหนี้สาธารณะ 60% ต่อจีดีพี 

     นายปรีดี กล่าวว่า สำหรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปนั้น จะต้องวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่หลังโควิด-19 โดยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้มีการเติบโตที่ลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว ควบคู่กับรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ 60% ต่อจีดีพี เร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน

     นอกจากนี้ จะต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม พัฒนากลไกการรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และกำกับดูแลสถาบันเฉพาะกิจของรัฐให้ดำเนินการตามพันธกิจท่ามกลางปัจจัยท้าทาย

     นายปรีดี กล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสวิพากวิจารณ์กันว่า กระทรวงการคลังถังแตกนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นแบบนั้น และไทยไม่เคยถังแตก และเป็นไปตามปกติที่จะมีรายรับและรายจ่ายเข้ามาเหลื่อมระยะเวลากัน ซึ่งอาจจะทำให้มีเงินเพิ่มและลดเป็นบางช่วงเวลาได้ ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด  

      
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด