ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทย ต.ค. ปรับฐาน กรอบ 1,550-1,660 จุด

หุ้นไทย ต.ค. ปรับฐาน กรอบ 1,550-1,660 จุด

          โบรกเกอร์ คาดหุ้นไทยเดือน ต.ค. แกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,660 จุด แนะจับตา Bond Yield สหรัฐ เสี่ยงทำตลาดหุ้นโลก-ไทย ปรับฐาน แต่มองเป็นโอกาสสะสม ด้านกลยุทธ์ลงทุน เป็นจังหวะทยอยซื้อ เน้น Domestic Play - Re-Start Economy  ขณะที่ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.64)  นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 7.6 หมื่นลบ. 

           *** บล.ทิสโก้ ชี้หุ้นไทยเสี่ยงปรับฐาน แนะเป็นโอกาสซื้อ 

          นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการ สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ประเมินตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค. ว่า จะมีแนวรับสำคัญที่ 1,590-1,600 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,640-1,660 จุด โดยหุ้นเด่นในเดือน ต.ค.นี้ จะเน้นหุ้นที่คาดงบจะออกมาดี และราคาพักฐานลงมาก่อนหน้านี้มีโอกาสฟื้นตัวขึ้น แนะนำ BBL-JWD-MTC-SFLEX-SMPC-SPALL-SPRC และ TWPC 

          อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 21-22 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยเฟดอาจเริ่มต้นลดการซื้อสินทรัพย์ลง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต (Dot Plot) ในเดือน ก.ย. บ่งชี้ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 66 และอาจจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 67 โดยการแสดงท่าทีดังกล่าว ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นทะลุ 1.5% โดยประเด็นดังกล่าวทิสโก้ประเมินว่า Bond Yield ที่แตะระดับ 1.7-1.8% ขึ้นไป อาจกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทยเกิดการปรับฐาน จากระดับการประเมินมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวมากขึ้น 

          ทั้งนี้ หากหุ้นไทยเกิดการปรับฐานขึ้น จากประเด็นดังกล่าว มองเป็นจังหวะทยอยเข้าซื้อ เนื่องจากมีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า 

          *** คาด SET ต.ค. แกว่งในกรอบ 1,550-1,650 จุด 

          นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค. จะแกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,650 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในเดือนนี้ มองว่า จะอยู่ที่พัฒนาการของ Bond Yield ของสหรัฐ เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนในตลาดยังไม่เชื่อการส่งสัญญาณแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต (Dot plots) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกมาก่อนหน้านี้มากนัก 

          ดังนั้นหากมีตัวเลขเศรษฐกิจใดก็ตามที่ทำให้ความเชื่อเหล่านี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น จะทำให้ระดับ Fed Funds futures ในตลาดยกตัวสูงขึ้นได้ จนส่งผลให้ Bond yield และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผ่านมาตรวัด Earning yield gap ที่ลดลง

          ขณะที่ปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามพัฒนาการเชิงบวกทางด้านวัคซีนและการคลาย Lockdown ในประเทศที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักมากขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่นับรวม กับ Upside risk ที่อาจเกิดขึ้น หากภาครัฐมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในปีงบประมาณใหม่ หลังจากที่ได้มีการปรับเพิ่มระดับเพดานหนี้สาธารณะมาอยู่ที่ 70% ของจีดีพีไปก่อนหน้านี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นได้จริง ประเมินว่าจะส่งผลบวกต่ออุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ

          *** แนะนำลงทุน 15 หุ้น ใน 5 กลุ่ม

          นายณัฐชาต กล่าวว่า ในเชิงกลยุทธ์แนะนำเพียงแค่การถือครองหุ้นในส่วนเดิมที่ได้เข้าสะสมก่อนหน้านี้ที่บริเวณดัชนี 1,600 จุด  ส่วนการเพิ่มน้ำหนักใหม่ยังไม่แนะนำจนกว่าดัชนีจะลงมาใกล้เคียงกับระดับแนวรับ เดือนนี้ที่ 1,550 จุด และยังคงโฟกัสไปที่กลุ่มหุ้น Domestic play โดยเฉพาะ Domestic consumption ที่อิงไปกับการฟื้นตัวของภาคแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ

          สำหรับหุ้นที่แนะนำ มี 15 บริษัทดังนี้ 1.กลุ่มค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้น ได้แก่ CPALL-COM7-MAKRO-HMPRO-GLOBAL-DOHOME 2.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ต่อการใช้ไฟของภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่มากขึ้น ได้แก่ GULF-GPSC-BGRIM 3.หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมันจากอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ OR และ PTG 

          4.กลุ่มธุรกิจ AMC ที่เรามองไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ SCB แต่ราคากลับปรับตัวลงมาแรง ได้แก่ JMT-CHAYO  5.หุ้น 2 บริษัทที่อยู่ในธีม Index rebalancing ซึ่งจากการคำนวณของเราพบว่าหุ้นที่มีลุ้นถูกนำเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand Standard Index ในรอบถัดไปจะได้แก่ TTB ส่วนหุ้นที่มีลุ้นถูกนำเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไปจะได้แก่ AWC

          *** ASPS แนะสะสมหุ้นพื้นฐานดี มีโอกาสโตได้ในปี 65 

          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือน ต.ค. 64  ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นน่าจะเหลืออีกไม่มาก ถือเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี เพื่อคาดหวังการเติบโตที่แข็งแรงในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องในปี 65 โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำสะสมหุ้นเตรียม เติบโตจาก 2 ธีมหลัก คือ Re-Start Economy และ Restructure SET50/100 เพื่อรองรับการเติบโตต่อเนื่องในปี 65 

          รวมถึงกระจายการลงทุนหลากหลาย Sector และเลือกมาเฉพาะหุ้นที่มีความโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่ม อย่าง ADVANC-AEONTS-CPALL-CPN-KBANK และ TOP ส่วนหุ้น Overvalue ต้องซื้อขายหรือเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงก่อนหน้า และฝ่ายวิจัยฯให้คำแนะนำ “Switch” เช่น ANAN-THCOM

          สำหรับปัจจัยกดดันตลาดระยะสั้น ประกอบด้วย 1.ปัญหา Evergrande คาดกระทบในวงจำกัด และส่งผลต่อตลาดการเงินไทยน้อย 2.ความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งสัญญาณลดระดับมาตรการทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) จะกลับมาสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและตลาดหุ้นอยู่เป็นระยะ รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ เริ่มสวนทางกัน 

          3.สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากช่วงต้นเดือน ต.ค. 64 ไทยมีแนวโน้มเผชิญกับพายุอีก 2 ลูก คือ พายุ Lionrock และพายุ Kompasu ขณะที่น้ำท่วมใหญ่ในปี 54 เคยกดดันตลาดหุ้นไทยลดลง 24.5% และ 4.กำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง มีโอกาสลดลงถึง 42% โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 ที่เผชิญกับโควิดระลอกที่ 3 แบบเต็มๆ อาจกดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนในช่วงเข้าใกล้การประกาศงบ (ช่วงปลายต.ค.-ต้นพ.ย.64) 

          *** สำรวจ 9 เดือน พบนลท.ต่างชาติขายสุทธิ 76,705.33 ลบ. 

          ผู้สื่อข่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย สำรวจการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.64) พบว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าการซื้อสะสมอยู่ที่ 6,231,438.69 ล้านบาท และขายสะสมอยู่ที่ 6,308,144.03 ล้านบาท ซึ่งหากคิดมูลค่าสะสมสุทธิอยู่ที่ -76,705.33 ล้านบาท    

          สำหรับหุ้นที่ถูกนักลงทุนต่างชาติซื้อขายมากที่สุดผ่าน NVDR ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มียอดซื้อสุทธิมากสุดมูลค่ารวม 7,523.14 ล้านบาท และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH มียอดขายสุทธิมากสุดมูลค่ารวม 18,936.71 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดข้อมูลการซื้อขาย 10 อันดับแรกของ NVDR ดังนี้

          10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขาย มากที่สุดในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.64)

อันดับ ซื้อสุทธิหุ้น มูลค่า (ลบ.) ราคาเฉลี่ย (บ./หุ้น) ขายสุทธิหุ้น มูลค่า (ลบ.) ราคาเฉลี่ย (บ./หุ้น)
1 OR 7,523.14 31.28 INTUCH 18,936.71 62.36
2 SCGP 6,094.87 53.42 SCB 9,009.96 100.23
3 IVL 5,900.79 42.49 CPALL 5,977.06 54.58
4 PTTGC 5,579.16 64.25 CPF 4,913.28 25.87
5 PTTEP 4,261.92 120.93 KBANK 4,686.38 98.93
6 IRPC 3,737.14 4.08 CPN 4,069.58 51.71
7 TOP 3,402.07 57.64 BEM 3,248.48 8.19
8 BANPU 3,389.78 12.28 BBL 3,010.89 146.47
9 BCH 2,831.97 21.60 HMPRO 2,515.02 14.01
10 GULF 2,747.28 40.00 TU 2,470.99 19.64

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด