ข่าวนี้ที่ 1

BJC อัดงบลงทุน 7 พันลบ. หวังดันรายได้โตสวนโควิด

BJC อัดงบลงทุน 7 พันลบ. หวังดันรายได้โตสวนโควิด

 "เบอร์ลี่ ยุคเกอร์(BJC)" ใช้งบ 6-7 พันลบ. เร่งขยายสาขา"บิ๊กซี" ลงทุนธุรกิจแพคเกจจิ้ง- คอนซูเมอร์- เฮลท์แคร์ หวังยกระดับการเติบโต สู้วิกฤติโควิด แย้มเตรียมวางขายชุดตรวจโควิดด้วยน้ำลาย ภายใน Q3/64 ลุ้นกระแสตอบรับดี มั่นใจรายได้ปีนี้โตกว่าปีก่อน ด้านโบรกฯปรับลดกำไรปีนี้เหลือ 3.8 พันลบ. แต่ยังแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 42 บาท 

*** ปีนี้ใช้งบลงทุนขยายธุรกิจ 6-7 พันลบ. 

    นางสาวรวิภา บุญอยู่ นักลงทุนสัมพันธ์อาวุโส บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ปีนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนรวมทั้งสิ้น 6,000-7,000 ล้านบาท โดย 50-60% จะใช้ในการขยายสาขาบิ๊กซี รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงสาขาที่มีอยู่เดิม 

    ส่วนที่เหลือจะใช้ในกลุ่มแพคเกจจิ้ง เฮลท์แคร์ และคอนซูเมอร์ โดยบริษัทยังคงจัดหาสินค้า วางแผนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น การเพิ่มสินค้าแพคใหญ่มากขึ้น รวมถึงเป็น Fresh Food มากขึ้น เป็นต้น รวมถึงจัดโปรโมชั่นสินค้าอย่างเหมาะสม

*** เดินหน้าขยายสาขาบิ๊กซี-ปรับรูปแบบสาขาใหม่

    นางสาวรวิภา กล่าวว่า  บิ๊กซี ยังเดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้าขยาย สาขา Hypermarget 2 สาขา ในช่วงปลายไตรมาส 3 จนถึงไตรมาส 4 และมีแผนปรับเปลี่ยนบิ๊กซีบางสาขา เป็นบิ๊กซี ฟู๊ดเพลส (Food Place) และ บิ๊กซีดีโป้ (Depot) ขณะที่ Mini Big C จะขยายสาขาเพิ่มอีก 150 สาขาซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    สำหรับ ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เปิด Mini Big C 32 สาขา ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/64 มีสาขาบิ๊กซีในทุกขนาดมากกว่า 1,600 สาขาทั่วประเทศ ประกอบด้วย Big C Hypermarget 152 สาขา Big C Supermarket 61 สาขา Mini Big C 1259 สาขา ร้านขายยา Pure 144 สาขา

    "สำหรับบิ๊กซี จะเห็นการพัฒนาและปรับปรุงสาขาที่มีอยู่เดิมให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงให้ตอบโจทย์กับปัจจุบันของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เช่น การปรับปรุงโซน Fresh Food ที่ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีมาก"นางสาวรวิภา กล่าว

*** วางจำหน่ายชุดตรวจโควิดด้วยน้ำลายภายในไตรมาส 3 ปีนี้
 
    นางสาวรวิภา กล่าวว่า ขณะที่ธุรกิจเฮลท์แคร์ ในไตรมาส 3 นี้ บริษัทเตรียมจัดจำหน่ายเครื่องตรวจโควิดด้วยน้ำลาย ซึ่งนำเข้าจากเกาหลีใต้ และผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว โดยจะจำหน่ายผ่านร้านขายยา Pure และอื่นๆทั่วประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งมองว่าช่วยสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ไซต์ใหม่ เช่น Slim Can เป็นต้น ด้านคอนซูเมอร์ เพิ่มการบริการลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

*** คาดรายได้ปี 64 โตกว่าปี 63 ธุรกิจแพคเกจจิ้ง-คอนซูเมอร์- เฮลท์แคร์ หนุน

    นางสาวรวิภา กล่าวว่า คาดรายได้ใน 3 กลุ่มธุรกิจปีนี้ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าสุขอนามัย (เฮลท์แคร์) และกลุ่มคอนซูเมอร์ จะเติบโตเป็นเลขหลักเดียว โดยกลุ่ม แพคเกจจิ้ง ปีนี้คาดว่าจะเติบโตแบบ คาดว่าจะเติบโตแบบ Low to mid single digit ทั้งจากผลิตภัณฑ์ใหม่ ไซต์ใหม่ การเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น 

    ส่วนกลุ่มขวดแก้วได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา และจับกลุ่มลูกค้าใหม่อย่างฟังก์ชั่นนัลดริงก์ ขณะที่กลุ่มคอนซูเมอร์ ยอดขายจะเติบโตแบบ mid single digit เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ Non Food ที่เพิ่มการกระจายสินค้า ช่วยเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี ด้านเฮลท์แคร์ คาดวาจะเติบโตแบบ Mid to high single digit โดยออเดอร์ต่างๆ ยังมีอยู่ต่อเนื่อง

*** มองธุรกิจค้าปลีกฟื้นครึ่งปีหลัง แต่โควิดยังต้องจับตา 

    นางสาวรวิภา กล่าวว่า สำหรับ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ มีโอกาสที่ครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดเริ่มเห็นตัวเลขดีขึ้น รวมถึงภาครัฐมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรประกอบกัน 

    "ที่ผ่านมาห้างบิ๊กซีในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดงเข้ม เปิดปกติ แต่อาจปิดโซนที่ไม่จำเป็น และค้าปลีกบางส่วน แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมากลับมาดำเนินการได้ค่อนข้างปกติ แล้ว ส่วนแผนโปรโมท ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขายและกำลังซื้อ และโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆด้วย สำหรับธุรกิจออนไลน์ ในช้อปปี้ ลาซาด้า ก็จัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง"นางสาวรวิภา

*** การแข่งขันรุนแรงขึ้น เร่งปรับกลยุทธ์รับมือ
    
    นางสาวรวิภา กล่าวถึงกรณีที่ กลุ่มซีพี ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ และโยกโลตัสไปอยู่ภายใต้แม็คโครนั้น มองว่า การแข่งขันในกลุ่มค้าปลีกเมืองไทย คงจะรุนแรงต่อไป โดยบิ๊กซี จะมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าของบิ๊กซีมากขึ้น 

    รวมถึงการปรับกลยุทธ์ต่างๆเพิ่มมากขึ้น เช่น การทำสโตร์รูปแบบใหม่ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ เช่น การปรับโซน เพิ่มสินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้น ตามแต่ละพื้นที่ การขยายสาขาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะ Mini Big C ที่สามารถเข้าถึงคนในชุมชนได้ค่อนข้างมาก ซึ่งตรงนี้จะขยายสาขาเข้าไปในพื้นที่ที่เหมาะสมมากขึ้น

*** โบรกฯ ปรับลดกำไรปี 64 ลง 35% เหลือ 3.8 พันลบ.   

    บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สำหรับ BJC ในส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มดีต่อในครึ่งปีหลัง จากความต้องการขวดแก้วบรรจุอาหารและเครื่องดื่มหลังจากอเมริกาและยุโรปกลับมาเปิดเมือง ขณะที่กลุ่มสินค้าในประเทศ เช่น เครื่องดื่มวิตามินซี แอลกอฮอล์ และโสม ยังขยายตัวดี อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีจาก Economies of scale กลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ จะได้ผลบวกจากการขาย Antigen Test Kit แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากเงินบาทอ่อน 

    ส่วนยอดขายของบิ๊กซีในกลุ่มสินค้าอาหารได้อานิสงส์จากการล็อกดาวน์ แต่สินค้า Non-Food ถูกกระทบจากการปิดพื้นที่ขาย โดยยอดขายสาขาเดิม(SSSG) เดือน ก.ค. ติดลบน้อยลงจากไตรมาส 2/64 แต่คาดเดือน ส.ค. ติดลบมากขึ้น อีกทั้งการปิดพื้นที่เช่าจะกระทบรายได้ค่าเช่า

    โดยปรับลดประมาณการกำไรปี 64 ลง 35% อยู่ที่ 3,829 ล้านบาท และปี 65 ปรับลดลง 22% อยู่ที่ 5,441 ล้านบาท สะท้อนถึงการล็อกดาวน์ ซึ่งคาดว่าจะกระทบกำไรไตรมาส 3/64 โดยเฉพาะบิ๊กซี แต่หากมีการเปิดเมือง ผลประกอบการ ไตรมาส 4/64 จะกลับมาฟื้นตัวได้จากยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นของบิ๊กซีเพิ่มขึ้นจากการปรับทีม Operation ทำให้บริหาร Product mix ได้ดีขึ้น และทยอยเพิ่มสินค้าและรีแบรนด์สินค้า Private label ให้มีอัตรากำไรสูงขึ้น ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งกลุ่มเวชภัณฑ์ยังมีสัญญาณการเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี65 เท่ากับ 42 บาท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด