ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่ง 80 จุด ผวาโควิดรอบใหม่ ให้แนวรับ 1,380-1,360จุด

SET ดิ่ง 80 จุด ผวาโควิดรอบใหม่ ให้แนวรับ 1,380-1,360จุด

         โควิดระบาดรอบใหม่ป่วนหุ้นไทย ฉุด SET ร่วงหนักกว่า 80 จุด โบรกฯ ยังมองกระทบศก. - การลงทุนไม่แรงเท่ารอบแรก ยังคงเป้าจีดีพี - กำไรบจ. ด้านตลท.ยังไม่ปรับเกณฑ์ซิลลิ่ง - ฟลอร์ และชอร์ตเซล  คาดแนวรับรอบนี้อยู่ที่ 1,380-1,360 จุด     

    ตลาดหุ้นไทยถูกแรงเทขายกดดันออกมาอย่างหนักอีกครั้ง หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่อย่างชัดเจนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครโดยเฉพาะในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อแล้วรวมกันเกือบ 1,000 ราย และเชื่อมโยงไปอีกหลายจังหวัด 

    โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 ธ.ค.63 ปิดที่ระดับ 1,401.78 จุด ลดลง 80.60 จุด หรือ -5.44% มูลค่าการซื้อขาย 1.29 แสนล้านบาท      
      
* โบรกฯ ยัง ไม่หั่นจีดีพีไทย-กำไรบจ.  

     นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ส่วนตัวยังไม่ทบทวนประมาณการจีดีพีไทย,กำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS) และเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 64 ลง แม้โควิด-19 กลับมาระบาดในประเทศอีกครั้ง เนื่องจากมองว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยและภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นๆเท่านั้น และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะควบคุมสถานการณ์ได้ 
 
    ทั้งนี้ ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีหน้าไว้ที่ระดับ 1,580-1,600 จุด โดยคาดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีจะเติบโตประมาณ 3-4% จากปีนี้ และกำไรบจ.จะพลิกกลับมาเติบโตกว่า 40%
 
    ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยยังไม่ปรับประมาณการปี 64 เช่นกัน  เนื่องจากต้องรอดูความต่อเนื่องของสถานการณ์ในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าก่อนว่าภาครัฐจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ โดยยังคงเป้าหมายจีดีพีปีหน้าที่เติบโต 4.1%,EPS ตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 95.04 บาทต่อหุ้นหรือโต 38% และเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,550 จุด อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายหรือรุนแรงเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็อาจมีการทบทวนประมาณการใหม่อีกรอบได้

* คาดกระทบจีดีพีมากสุดไม่ถึง 1%  

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์รายวันว่า จากการระบาดของโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาคร  คาดว่าจะกดดัน SET INDEX ไม่มากเหมือนรอบแรก เพราะหลายประเทศในเอเชียมียอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน (ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย) แต่ตลาดหุ้นของประเทศเหล่านั้นกลับไม่ได้ Underperform ภูมิภาค
 
    ขณะพื้นที่การระบาดรอบ 2 ยังจำกัดที่ภาคกลางและภาคเหนือ และแนวทางการควบคุมโรคไม่ได้ล็อกทุกกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งประเทศเหมือนรอบแรก ผลกระทบต่อ GDP จึงจำกัด  ยังมีความหวังกับพัฒนาการของวัคซีน  ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีความพร้อมในการรับมือ และกระแสเงินส่วนเกินจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ FED และ ECB รอไหลเข้า Emerging Market อีกมาก    
    
    ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประเมินว่า ในกรณีที่ระบาด 7 จังหวัดรอบสมุทรสาคร และควบคุมการแพร่ระบาดได้ใน 14 วัน คาดกระทบ GDP ราว 0.4%   ส่วนกรณีแย่สุด คือกระจายไปมากกว่า 7 จังหวัด ยอดผู้ติดเชื้อยังสร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง   คาดกระทบ GDP ราว 0.9%  แต่กรณีดีที่สุดคือระบาดเฉพาะสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดข้างเคียงมีการระบาดประราย  จะกระทบ GDP ราว 0.1% 
 
* ตลท. ยันใช้"ซิลลิ่ง/ฟลอร์" - "ชอร์ตเซล" ตามเกณฑ์ปกติ 

    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ยืนยันว่า ตลท.จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเกณฑ์หรือประกาศใช้มาตราการชั่วคราว จนกว่าจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหรือความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับเข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในส่วนของเกณฑ์เกี่ยวกับราคาเสนอซื้อขายสูงสุดหรือต่ำสุด (เกณฑ์ซิลลิ่ง-ฟลอร์) และเกณฑ์ธุรกรรมการขายชอร์ต (ชอร์ตเซล) ที่ยังคงใช้แบบ Zero Plus Tick (ใช้ราคาที่สูงกว่าหรือเท่ากับราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย)

    สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่เริ่มกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งนั้น มองว่าภาครัฐน่าจะสามารถกำกับดูแลได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขของประเทศก็สามารถทำงานได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตามส่วนตัวเชื่อว่าสถานการณ์ในรอบนี้ไม่คิดว่าจะกระทบต่อภาวะตลาดหุ้นไทยมากนักหรือค่อนข้างน้อย เพราะที่ผ่านมานักลงทุนก็เคยเจอกับสถานการณ์ดังกล่าวมาบ้างแล้วและส่วนใหญ่ก็มีการปรับตัวกันมากอยู่แล้ว 

* มองแนวรับถัดไป 1,380-1,360 จุด 

    สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยได้รวบรวมมุมมองนักวิเคราะห์ชั้นนำของไทย ถึงแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยหลังการระบาดของโควิด-19 ครั้งใหม่ โดยส่วนใหญ่ยังมีมุมมองว่าดัชนีฯ จะยังไม่หลุด 1,400 จุด แต่หากหลุดจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,380-1,360 จุด       

 

โบรกฯ                หุ้นแนะนำ       หุ้นหลีกเลี่ยง แนวรับ แนวต้าน
กรุงศรี TQM -BLA -STGT TU - ASIAN - EKH - TTW 1,445/1,455 1,490/1,495
   AJ - PTL  JWD - PTTGC -TOP - IVL     
         
         
เคทีบี STGT - SYNEX  IRPC - KBANK - ANAN 1,400 1,500
  ITEL       
         
หยวนต้า AJ - STGT - SYNEX  กลุ่มอาหารทะเล - ค้าปลีก - ร้านอาหาร 1,400/1,420 1,456
   TQM - SFLEX  ห้างฯ - ท่องเที่ยว - รพ.- โรงหนัง     
     ขนส่ง - รับเหมา -ส.การเงิน    
         
ยูโอบีฯ ADVANC - SUPER กลุ่มโรงแรม - การแพทย์ - ขนส่ง - บันเทิง 1,420/1,450 1,495/1,500
  ETC      
         
ซีจีเอส    -  กลุ่มท่องเที่ยว - การบิน - ห้าง -ค้าปลีก 1,380-1,360 1,480-1,500
    ร้านอาหาร -ขนส่ง-สื่อ-แบงก์    

 

* แนะเล่นหุ้น  3 สเต็ปรับมือระบาดรอบใหม่          

    บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินหุ้นที่ได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1 เก็งกำไร TQM, STGT  โดย TQM แนวโน้มกำไรปี 64 มี upside หลังมีความกังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดระลอกใหม่ กระตุ้นให้ยอดการต่ออายุประกันโควิด-19 มีมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่มีแนวใน้มที่จะไม่ต่อ  ส่วน STGT  ตลาดจะกลับมาให้ความสนใจ และมีโอกาสการปรับมุมมองในแง่ muliple PE มากขึ้นอย่างกะทันหัน 

    2  ทยอยตั้งรับจังหวะที่คุ้นราคาอ่อนตัว  หุ้นปิโตรฯ อย่าง  PTTGC - IVL หุ้นพลังงาน อย่าง PTT ที่คาดว่า การใช้ปิโตรเคมี และน้ำมัน ทั้ง โดนผลกระทบเชิงลบจำกัด เมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดรอบแรก อีกทั้ง การแพร่ระบาดล่าสุดยังไม่ขยายวงกว้าง , กลุ่ม  Gobal Logistics: WICE LEO SONIC ที่การใช้การขนส่งทางเรือ และ ทางอากาศ ของผู้ส่งออกมีมาก ในขณะที่ Supply จำกัด  

     กลุ่ม Home improvement อย่าง  HMPRO - DOHOME - GLOBAL  แนวโน้มตลาดที่อาจกลับมาเก็งบวก Special Domand จากการอยู่บ้านมากขึ้นอีกรอบ  กลุ่ม Property อย่าง LH - SC แนวโน้มรายได้ของบริษัทจะโดนกระทบจากโควิดน้อยมาก แถมยังได้ประโยชน์จาก Demand บ้านแนวราบที่สูงขึ้น และกลุ่มไฟแนนซ์  อย่าง SINGER - JMT เนื่องจากกคุณภาพสินทรัพย์ใน Q4/63 พื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดและกลับไปเทียบเคียงกับช่วงก่อนโควิดโดยเฉพาะจากกลุ่มฐานรากซึ่งได้ 
    
    3 สะสมช่วงราคาเริ่มสร้างฐาน ใช้เวลาในการฟื้นตัว ทั้งกลุ่มอาหารอย่าง CPF - TU แม้ว่า Q4 เป็นโลซีชั่นของธุรกิจกุ้ง  แต่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจกุ้งทั้งในไทยและจากการส่งออกของ CPF มีไม่มาอยู่ที่ราว 4- 5% ในขณะที่ TU มีสัดส่วนประมาณ 10-15%  กลุ่มค้าปลีก อย่าง CPALL โดนผลกระทบเชิงลบ หลังแนวโน้มที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาช้ากว่าคาด  และภาระจากดอกเบี้ยจ่ายซื้อ TESCO

    กลุ่มท่องเที่ยว-ร้านค้าอย่าง CPN -MAJOR -CENTEL- ERW -M -AU- ZEN- SPA คาดว่าจะโดนผลกระทบระยะสั้น จากแนวโน้มการบริโภคที่น่าจะลดลง และกลุ่มแบงก์ อย่าง TMB 
      







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด