ข่าวนี้ที่ 1

ธปท.งัดมาตรการคุมบาทแข็ง-คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5%

ธปท.งัดมาตรการคุมบาทแข็ง-คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5%

แบงก์ชาติ จ่องัดมาตรการดูแลเงินบาท หลังแข็งค่าเร็วเกินไป หวั่นกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เตรียมแถลงรายละเอียด 20 พ.ย.นี้ ด้าน กนง. มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เพื่อหนุนเศรษฐกิจฟื้นต่อ คาดเงินเฟ้อทั่วไปเข้าสู่กรอบล่างที่ 1% หลังราคาพลังงานพุ่ง


*** เตรียมออกเกณฑ์คุมบาทแข็ง 20 พ.ย.นี้


    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมในระยะสั้น เพื่อดูแลค่าเงินบาท ที่เข้าสู่ภาวะแข็งค่า ซึ่ง 20 พ.ย.นี้ จะมีการแถลงรายละเอียดให้ทราบใน Media Briefing โดยมาตรการนั้นมีพร้อมใช้ แต่จะหยิบเครื่องมือใดจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็น

    "เรากังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็ว จากนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น ภายหลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งคณะกรรมการฯ กังวลว่า เงินบาทที่แข็งค่าเร็ว อาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง" นายทิตนันทิ์ กล่าวเพิ่มเติม


*** กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5%


    นายทิตนันทิ์  เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเน้นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้น

    “แม้เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นกว่าคาดแต่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและยังต้องการแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง คณะกรรมการจึงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ และรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีจำกัด เพื่อใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายทิตนันทิ์ กล่าว


*** คาดใช้เวลา 2 ปีเศรษฐกิจไทยฟื้นสู่ภาวะปกติ


    เลขาฯ กนง. คาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะต้องใช้เวลาราว 2 ปี เพื่อกลับสู่ระดับปกติก่อนการระบาดโควิด-19 แม้ภาพรวมไตรมาส 3/63 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาด แต่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ ส่งผลให้ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะกดดันการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย เมื่อปัจจัยสนับสนุนชั่วคราวเริ่มหมดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ 


*** คาดเงินเฟ้อระยะสั้นมีแนวโน้มแตะ 1%


    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มติดลบน้อยลงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น คาดจะอยู่ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายปี 64 ที่ 1-3% ในปี 64 ส่วนในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย


*** ชูระบบการเงินยังมีเสถียรภาพ


    ส่วนระบบการเงินยังมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีความเปราะบางขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูงและต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ 

    อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจและครัวเรือนบางส่วนที่ต้องการสภาพคล่องยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการทางการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ รวมทั้งผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้เกิดผลในวงกว้าง 


*** พร้อมงัดเครื่องมือนโยบายการเงินหนุนเศรษฐกิจฟื้น


    นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รวมถึงติดตามความเพียงพอของมาตรการภาครัฐและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ, ความคืบหน้าของการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด