ข่าวนี้ที่ 1

เปิดโผ 20 หุ้น"ได้-เสีย" รับเกณฑ์ฟรีโฟลทคำนวณดัชนี

เปิดโผ 20 หุ้น

    "เอเซียพลัส" เปิดโผหุ้น"ได้-เสียประโยชน์" หลัง ตลท.เล็งใช้ฟรีโฟลทร่วมคำนวณดัชนี กดดันกองทุน Passive Fund ปรับพอร์ตตาม ชี้ 4 แบงก์ใหญ่ BBL-SCB-KBANK-TISCO ได้ประโยชน์มากสุด ส่วน DELTA-AOT เสี่ยงถูกลดพอร์ตมากสุด ด้านบล.โนมูระ มองมาตรการดังกล่าวช่วยลดความผันผวนของ SET ได้

***ASPS ชี้ 4 แบงก์ใหญ่ ได้ประโยชน์มากสุด 

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส (ASPS) เผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ประกาศเตรียมทบทวนเกณฑ์เกี่ยวกับฟรีโฟลท(Free Float) รวมถึงการจัดทำดัชนีโดยใช้เกณฑ์ Free Float Adjusted Market Capitalization แทน Full Market Capitalization เพื่อให้สะท้อนสภาพการณ์ตลาดมากขึ้น และเป็นแนวทางเดียวกับสากล ซึ่งทั้ง 2 ส่วน เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯได้ประเมินผลที่จะตามมาต่อภาพรวมตลาดดังนี้

    1. หุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 หรือ SET100 ที่มี Free float ต่ำ ตลาดน่าจะจับตาดูเป็นพิเศษ คือ เดิมตลาดใช้เกณฑ์ในการคัดกรองหุ้นใน SET50-100 คือ มี Free Float >20% หากตลาดเพิ่มเกณฑ์ Free Float ในการคัดกรอง อาจทำให้หุ้นที่มี Free Float ต่ำใกล้เคียงกับเกณฑ์เดิม มีโอกาสสูงถูกคัดออกจากดัชนีได้ อาทิ DELTA - GPSC- AWC- VGI- BPP- CKP และ ACE น่าจะได้รับ Sentiment เชิงลบจากประเด็นนี้

    2. หากตลาดฯปรับเกณฑ์คำนวณดัชนีจาก Market Capitalization เป็น Free float Adjusted Market Capitalization จะทำให้หุ้นที่มี Free float น้อยมีผลต่อตลาดฯน้อยลงอย่างมีนัยฯ ในทางกลับกันจะมีกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เช่นกัน โดยฝ่ายวิจัย ASPS ทำการรวบรวมข้อมูลทั้งในมุมอุตสาหกรรม และหุ้นที่มีโอกาสส่งผลต่อตลาดมากขึ้นหากมีการปรับเกณฑ์ ดังนี้

    กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ และเสียประโยชน์ โดยเริ่มจากพิจารณาจาก Free Float ของ SET Index ล่าสุดอยู่ที่ 44% ซึ่ง Sector ที่มี Free float มากกว่า SET Index คือ BANK ,CONS, CONMAT, AGRI, ICT ,HELTH, PROP, TOURISM, INSURE และ PF&REIT ซึ่งการขยับของราคาหุ้นมีโอกาสผลักดันดัชนีมากขึ้น 

                รวมถึงมีโอกาสได้แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund เพิ่มเติม ในทางกลับกัน Sector ที่มี Free float น้อยกว่า SET Index ได้แก่ COMM, ENERGY, FOOD, PETRO, FIN, TRANS, MEDIA, AUTO และ ETRON การเคลื่อนไหวของราคามีผลต่อดัชนีน้อยลง และมีโอกาสถูกกองทุน Passive Fund ลดสัดส่วนเงินลงทุนเช่นกัน

    ฝ่ายวิจัยฯได้ทำการคัดกรองหุ้นที่ได้ประโยชน์และเสีประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว เริ่มจากหุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด 10 อันดับแรก มีโอกาสได้เม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund ในการปรับพอร์ตตามดัชนีเพิ่มขึ้นเยอะสุด ดังนี้

 10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มมากที่สุด

 

หุ้น free float

Increase impact

to SET Index

กองทุน Passive Fund

ต้องเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุน

BBL 98.60 1.7% 125%
SCC ุุ66.11 1.4% 51%
SCB 76.43 1.4% 75%
KBANK 74.48 1.1% 70%
BDMS 64.86 1.0% 48%
CPALL 56.65 0.9% 30%
INTUCH 78.99 0.9% 81%
PTT 48.88 0.8% 12%
CPN 62.76 0.6% 43%
TISCO 82.04 0.4% 88%

    
    อาทิ BBL คือ หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด โดยส่งผลต่อ SET Index เพิ่มขึ่น 1.7% (มีน้ำหนักต่อดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 1.4% เป็น 3.1%) หรือ ทุกๆ 1% ที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นของ BBL จะส่งผลต่อ SET เพิ่มขึ้นเป็น 0.47 จุด จากเดิม 0.21 จุด ในอีกมุมหนึ่ง คือ กองทุน Passive Fund มีโอกาสเพิ่มเม็ดเงินลงทุนใน BBL ขึ้นถึง 125% จากเม็ดเงินเดิมที่ลงทุนอยู่แล้ว

***  DELTA-AOT เสี่ยงถูกลดพอร์ตมากสุด

    ส่วนหุ้นที่เสียประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว หรือก็ได้หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีลดลงมากสุด 10 อันดับแรก มีโอกาสถูกลดเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive Fund เพื่อปรับพอร์ตตามดัชนีดังนี้

10 หุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีลดลงมากที่สุด

 

หุ้น free float

Decrease impact

to SET Index

กองทุน Passive Fund

ต้องเพิ่มหรือลดน้ำหนัก

DELTA 22.35 -2.2% -49%
AOT 30.00 -1.6% -31%
MAKRO 6.92 -0.9% -84%
GULF 26.71 -0.9% -39%
BAY 23.12 -0.7% -47%
GPSC 24.74 -0.6% -43%
ADVANC 36.23 -0.5% -17%
PTTEP 35.19 -0.5% -20%
SCGP 29.51 -0.4% -33%
AWC 24.97 -0.4% -43%

*** บล.ทรีนีตี้ เปิด 20 หุ้น ที่ได้รับผลกระทบมากสุด
    
    บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ เห็นด้วย ตลท.เตรียมทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่มี Free Float ต่ำเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ทบทวนล่าสุดในปี 2560 นอกจากนี้ยังมีแนวคิดจะปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการคำนวณดัชนี
    ทั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะกระทบกับสมาชิกที่อยู่ในดัชนีปัจจุบันพอสมควร โดยเฉพาะดัชนีสำคัญอย่างเช่น SET50 และ SET100 โดยเราได้ทำการศึกษาอ้างอิงกับราคาปิดของหุ้นแต่ละตัว พร้อมกับสมมติฐานข้อมูลต่างๆ พบประเด็นที่น่าสนใจต่างๆดังต่อไปนี้
          
    1) ตัวหุ้นที่คาดว่าจะได้รับน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากสุด หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณดัชนีใหม่ ได้แก่ BBL, SCC, SCB, KBANK, BDMS, INTUCH, CPALL, PTT, CPN, TISCO

    2) ตัวหุ้นที่คาดว่าจะถูกลดน้ำหนักลงมากสุด หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณดัชนีใหม่ ได้แก่ DELTA, AOT, GULF, ADVANC, GPSC, PTTEP, SCGP, AWC, BJC, CBG
    
    3) จากการคำนวณ พบว่าหุ้นที่มีโอกาสถูกลดน้ำหนักส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากในดัชนีปัจจุบัน ซึ่งหากนับเฉพาะ 10 ตัวแรกของดัชนี SET50 และ SET100 ในขณะนี้ พบว่าเกณฑ์ใหม่จะทำให้หุ้น 10 ตัวนี้มีน้ำหนักรวมกันลดลงในดัชนีราว 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ นั่นหมายความว่า ระหว่างทางที่จะไปถึงการคำนวณรอบใหม่นั้น 
    หากนักลงทุนสถาบันบางส่วนตัดสินใจทยอยลดน้ำหนักของหุ้นเหล่านี้ลง จะส่งผลให้ SET Index ปรับตัวลงโดยสุทธิได้

*** บล.โนมูระ ชี้ช่วยลดความผันผวนของ SET ได้

    บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความผันผวนของ SET ได้ โดยหุ้นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน หุ้นที่มีสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนสูงกว่า จะมีน้ำหนักในดัชนีมากกว่า ขณะที่หุ้นที่มีมูลค่าตลาดเล็กกว่า อาจมีขนาดและอันดับในดัชนีใหม่มากกว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ แต่มีสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนน้อย ซึ่งจากการคำนวณเบื้องต้น ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ BBL, SCB, KBANK ขณะที่หุ้นที่อาจกระทบ จะได้แก่ DELTA, AOT, MAKRO, GULF, BAY







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด