ข่าวนี้ที่ 1

เปิดโผ 18 หุ้นดี๊ด๊า รับเปิดปท.ใน 120 วัน

เปิดโผ 18 หุ้นดี๊ด๊า รับเปิดปท.ใน 120 วัน

    ASPS เปิดโผ 18 หุ้นได้ประโยชน์ รับนายกฯ เตรียมเปิดประเทศใน 120 วัน พร้อมนำร่อง Phuket Sandbox หลังเดินหน้าฉีดวัคซีน กระตุ้นท่องเที่ยวคึก ดันฟันโฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้น ด้าน "ทรีนีตี้" ชี้ ประกาศเปิดประเทศใน 120 วัน เป็นบวกต่อระยะสั้น ขณะที่หุ้นการบิน "โนมูระฯ" มองยังฟื้นไม่จริง แม้ราคาพุ่ง ฟาก ERW ลุ้นผลงานครึ่งปีหลัง 64 ฟื้นตัว หลังรัฐชัดเจนเปิดปท.-ฉีดวัคซีน เตรียมพร้อมรับ Phuket Sandbox

***  เปิดโผ 18 หุ้นได้ประโยชน์ รับแผนเปิดประเทศภายใน 120 วัน

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส (ASPS) เผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า คำแถลงของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ระบุถึงแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ภายใน 120 วัน (คาดภายในวันที่ 15 ต.ค.64) โดยจะเริ่มนำร่องที่จังหวัดภูเก็ต (Phuket Sandbox) ในวันที่ 1 ก.ค. 64 ขณะที่การกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีนจะมีส่วนช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยกลับมาฟื้นตัวได้

    โดยรวมจากการกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีนและความคาดหวังต่อการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว คาดจะช่วยให้ fund flow โดยเฉพาะจากในประเทศ ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นมากขึ้น

    หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองเช่น กลุ่มการบิน (AOT, AAV), กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (CENTEL, ERW, MINT), กลุ่มขนส่งทางราง (BEM), กลุ่มค้าปลีกและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPN, BJC, CPALL, CRC), กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL), กลุ่มการเงิน-ประกัน (BAM, BLA), กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, PR9, BCH, BH)

    ส่วนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของไทยประเมินว่าจะยังอยู่ในระดับผ่อนคลายต่อไป คือ คาด การประชุม กนง. วันที่ 23 มิ.ย. 2564 ที่จะถึงนี้ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำที่ 0.5% ตามเดิม และคาดจะคงในระดับนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปี 64 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญคือ การระบาดของCOVID-19 ระลอกที่ 3 ซึ่งกดดันให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลง

    แม้สถานการณ์ล่าสุด จำนวนผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างรักษา (Active case) จะแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเหลืออยู่35,405 ราย จากจำนวนผู้รักษาหายรายใหม่ (Recovery case)ล่าสุดมีจำนวน 4,947 สูงกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ (New case) ที่ 2,331 ราย ทั้งนี้ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยคือการกระจายวัคซีนCOVID-19 ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด พบว่าไทยฉีดวัคซีนให้ผู้รับวัคซีนรายใหม่จำนวน 2.7 แสนโดส/วัน แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากวันก่อน แต่ยังใกล้ระดับ 3 แสนโดส/วัน

    อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าอัตราการฉีดวัคซีน/วัน ในช่วงครึ่งท้ายของเดือน มิ.ย. 2564 จะสามารถกลับมาทรงตัวสูงใกล้เคียงกับช่วงต้น มิ.ย. 64 ที่ราว 3-3.5 แสนโดส/วัน ได้ หลังกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 64 เป็นต้นไป โรงพยาบาลที่แจ้งเลื่อนนัดฉีดวัคซีนจะกลับมาฉีดได้ตามปกติ เพราะทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการจัดสรรวัคซีนให้โรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มแล้ว รวมถึงจะมีการแจกจ่ายวัคซีนAstraZeneca ล็อตใหม่ ที่ผลิตจาก บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ในวันที่ 17 มิ.ย. 64 อีกด้วย

*** `ทรีนีตี้` ชี้เปิดประเทศใน 120 วัน เป็นบวกหุ้นท่องเที่ยวในระยะสั้น 

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด มีมุมมอง ‘เป็นกลาง’ ต่อประเด็นการแถลงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายการเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วันต่อจากนี้ ซึ่งจะไปตรงกับช่วงกลางเดือนตุลาคม เนื่องจากประเด็นสำคัญคงจะไม่ได้อยู่ที่การเปิดหรือไม่เปิด แต่น่าจะอยู่ที่ Appetite และ Willingness ของนักลงทุน นักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงผู้คนในประเทศในการที่จะกล้าออกมาเดินทางสัญจรมากขึ้นหรือไม่มากกว่า หากมีนโยบายการเปิดประเทศไปแล้ว แต่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ในระดับสูง และ/หรือ จำนวนผู้ฉีดวัคซีน ณ ขณะนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ เราคาดว่านโยบายนี้ก็อาจจะไม่ได้มีผลอันเป็นสาระสำคัญในช่วงแรก

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นข่าวนี้อาจทำให้เกิด Sentiment เชิงบวกในระยะสั้นขึ้นได้ต่อกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW) กลุ่มโรงพยาบาลที่อิงผู้ป่วยต่างชาติ (BH, BDMS) กลุ่มค้าปลีกที่อิงนักท่องเที่ยว (CPALL) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, ROJNA, WHA)

*** CNS เปิด 5 ข้อสังเกตุ หุ้นการบินแม้ราคาพุ่ง รับเปิดปท. แต่ยังฟื้นไม่จริง 

    ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ CNS เปิดเผยในบทวิเคราะห์รายวัน ถึงกรณีการเปิดประเทศใน 120 วัน  และการเปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ที่จะเริ่มในเดือน ก.ค.64 โดยประเมินว่าโครงการดังกล่าว  จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยพร้อมในการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากน้อยแค่ไหน

    โดยยังคงสมมติฐานยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 64 ที่ 3 ล้านคน สอดคล้องกับเป้าหมายของ การท่อเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ 3.5 ล้านคน และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 3 ล้านคน แต่สูงกว่าเป้าหมายของสภาพัฒน์ที่ 0.5 ล้านคน (4 แรกเดือนปี 64 ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 28,701 คน)

    ทั้งนี้ แม้ว่าการท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี และราคาหุ้นกลุ่มการบินจะปรับตัวขึ้นแรงในวันนี้ AAV(+13.57%) BA (+9.09%) AOT (+1.12%) แต่ทางยังไม่ได้มีมุมมองในเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน โดยยังแนะนำ Bearish ทั้งกลุ่ม เนื่องจาก 5 ปัจจัยสำคัญดังนี้

  1. คาดการฟื้นตัวของอุตฯ การบินไม่เร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง

  2. คาดกลุ่มการบินยังคงรายงานผลประกอบการขาดทุนสุทธิหนักต่อเนื่องในงวด Q2/64 และ Q3/64

  3. การฟื้นตัวใน Q4/64 จากการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ยังมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น อยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ และสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในต่างประเทศ

  4. เชื่อว่าราคาหุ้นกลุ่มการบินที่ปัจจุบันฟื้นตัวสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แล้วโดยเฉพาะ AAV และ BA ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบเท่า 1.25 เท่า และ 1.42 เท่า ของราคาหุ้นก่อนโควิด-19 สะท้อนความคาดหวังการฟื้นตัวของอุตฯ ในระดับสูงไปแล้ว

  5. กลุ่มการบินยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพคล่องในการดำเนินงานอาจทำให้ ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น AOT มีแผนกู้เงิน 2.5 หมื่นลบ. เพื่อใช้ในปีงบประมาณ 65 - AAV เกิด Dilution effect จากการเพิ่มทุน และมีแผนแปลงหนี้สินเป็นทุนและเตรียมนำบริษัทลูก Thai AirAsia เข้าจดทะเบียนใน ตลท.และ BA มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างบริษัท เช่น มีแผนยกเลิกสัญญาเช่ากับ SPF อาจทำให้ต้องรับรู้ผลขาดทุนพิเศษกว่า 6 พันลบ. เป็นต้น

    ยังคงแนะนำ REDUCE หุ้น AAV (ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 1.95 บาท) และ BA (ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 6.20 บาท) และ NEUTRAL หุ้นAOT (ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 63.50 บาท) อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นหุ้นกลุ่มการบินอาจมี Sentiment บวกจากความคาดหวังการฟื้นตัวจากคำแถลงของนายกฯ วานนี้ (16 มิ.ย.64)

***ERW ลุ้นผลงานครึ่งปีหลัง 64 ฟื้นตัว หลังรัฐชัดเจนเปิดปท.-ฉีดวัคซีน

    นางสาววรมน อิงคตานุวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW กล่าวว่า  บริษัทคาดหวังผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้มีโอกาสฟื้นตัวจากช่วงครึ่งปีแรก หลังจากรัฐบาลประกาศเป้าหมายจะเปิดประเทศไทยทั้งประเทศให้ได้ภายใน 120 วัน และความคืบหน้าในการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มองว่าหลังจากนี้ยังต้องรอดูแผนที่ชัดเจนของภาครัฐว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

    ปัจจุบันโรงแรมในเครือของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดราว 65 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 60 แห่ง และที่ประเทศฟิลิปปินส์จำนวน 5 แห่ง ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยยืนยันว่าโรงแรมทุกแห่งมีความพร้อมหากภาครัฐมีการผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศได้ ขณะที่อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวโดยเฉพาะโรงแรมภายใต้แบรนด์ฮ็อป อินน์ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 น้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะเน้นกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมี Occupancy Rate เฉลี่ยที่ระดับ 40% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ระดับ 30% แต่ถือว่ายังต่ำกว่าช่วงปลายปีก่อนที่อยู่ระดับ 70% 

    ปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 600 - 700 ล้านบาท ใช้สำหรับการก่อสร้างโรงแรมใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 12 แห่งตามแผนงาน แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรมฮ็อป อินน์ ในประเทศไทยจำนวน 7 โครงการ และที่ประเทศฟิลิปปินส์จำนวน 5 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า หลังจากปีนี้บริษัทยังไม่มีเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่

    ส่วนแนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 2/64 คาดว่าจะยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์

    สำหรับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ของภาครัฐที่คาดว่าจะเริ่มเปิดเมืองรับ?นักท่องเที่ยวต่างชาตินับตั้งแต่วัน 1 ก.ค.นี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมโรงแรมในเครือทั้ง 3 แห่ง ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต รองรับนักท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณลูกค้าเข้ามาจองที่พักบ้างแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่เยอะมาก ซึ่งคาดว่าหากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและอัตราการเข้าพักน่าจะกลับมาเพิ่มมากขึ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด