ข่าวนี้ที่ 1

กกร.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 1.5-0% ศก.ถดถอย 2 ปีซ้อน

กกร.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 1.5-0% ศก.ถดถอย 2 ปีซ้อน

    กกร. คาดศก.ไทยปีนี้เสี่ยงถดถอยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังโควิด-19 กระทบรุนแรงกว่าคาด พร้อมหั่นเป้าจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 1.5-0% จากเดิมคาดโต 0-1.5% ด้าน กนง.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 0.7% จากเดิม 1.8% แต่มองศก.ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่ประชุมเสียงแตก 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี ชี้ 2 เสียงให้ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงศก. 

*** กกร.รับศก.ไทยถดถอยเป็นปีที่ 2 หลังโควิดระบาดแรงกว่าคาด 

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นปีที่ 2 จากโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ส่งผลกระทบตลอดครึ่งปีหลัง ขณะที่การควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่ประสบความสำเร็จ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน รวมถึงจำนวนผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลยังเพิ่มขึ้นในอัตราสูง แม้จะมีการใช้มาตรการ Lockdown มา 14 วันแล้วก็ตาม ทำให้ภาครัฐต้องขยายมาตรการ Lockdown ณ ขณะนี้ออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. และ ขยายวงกว้างออกไปหลายจังหวัด

    อย่างไรก็ตาม หากการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังทำได้ช้า ประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่ยังต้องจำกัดกิจกรรมเศรษฐกิจตลอดไตรมาสที่ 4/64 รวมถึงลดทอนความเป็นไปได้ หรือประโยชน์ของแผนการเปิดประเทศ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจึงอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวได้ยาก และ เป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้เศรษฐกิจไทยปี 64 ถดถอยต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งก็ตาม

*** หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 1.5-0% จากเดิมคาดโต 0-1.5% 

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เติดลบ 1.5 % ถึง 0.0% จากเดิมขยายตัว 0-1.5% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโควิด-19 และ มาตรการเพิ่มเติมของรัฐ พร้อมการปรับเพิ่มเป้าส่งออกเป็นขยายตัว 10-12% จากเดิม 8-10% มาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี แต่จำเป็นที่จะต้องดูแล supply chain ไม่ให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้าง ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการจัดหาวัคซีนให้กลุ่มแรงงานอย่างทั่วถึง

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังประมาณการณ์เดิมในกรอบ 1-1.2% โดยมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและ ค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบกับต้นทุนของผู้ผลิตสินค้า

    สำหรับธุรกิจทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ภาคการส่งออก ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซายาวนานและหลายระลอกจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดแต่ยังไม่ได้ผล ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และ ลูกจ้างแรงงาน สะท้อนจากลูกหนี้ที่อยู่ในการดูแลช่วยเหลือของธนาคารต่าง ๆ ภายใต้มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.89 ล้านบัญชี หรือ เป็นยอดเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท

    โดยยอดเงินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการโถมเพิ่มของกลุ่มหนี้ที่มีโอกาสเสียสูง และ รายรับที่ไม่ได้มีการชำระจริงบางส่วนจากมาตรการ และ มาตรฐานบัญชี TFRS-9 ซึ่งตอนนี้ทางสถาบันการเงินได้แบกพยุง ชะลอ การเพิ่มขึ้นของ NPL ที่เพิ่มขึ้น โดยตอนนี้หน้าผา NPL มีความท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทางหนึ่งต้องช่วยเหลือลูกค้า และ ผู้ประกอบการ แต่ต้องไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และ สถาบันการเงิน

*** แนะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 65-70% 

    นายผยง  กล่าวว่า อีกทั้งมองในระยะข้างหน้านอกเหนือจากธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และ การค้าขายทั่วไป ที่เปราะบางแล้ว การระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวของเศรษฐกิจไทย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาดังนั้น ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันบูรณาการมาตรการการจำกัดวงจรของการระบาด โดยการเร่งหาวัคซีนหลัก และ วัคซีนทางเลือกให้เพียงพอสำหรับความต้องการของประชาชน และ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้โดยเร็ว และ การเร่งกระจายการตรวจหาเชื้อ โดย Antigen Test Kit เพื่อคัดแยกผู้ติดเชื้อโดยเร็ว

    พร้อมกันนี้ขอเสนอภาครัฐเตรียมพร้อมสำหรับการเยียวยา และ ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่วิกฤตกว่าที่คาดไว้มาก ท่ามกลางภาคธุรกิจบอบช้ำ และ ต้องใช้พลังมากในการฟื้นฟู ภาคครัวเรือนที่ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง เผชิญภาระหนี้ที่เพิ่มสูงกว่า 90% ต่อจีดีพี และ ต้องการการเยียวยาเพื่อชดเชยรายได้ที่หดหายไปในระยะนี้

    "เมื่อประเมินจากภาวะเศรษฐกิจที่ถลำลึกกว่าที่คาดไว้มาก ภาครัฐจำเป็นสร้างความเชื่อมั่น โดยเตรียมความพร้อมในเรื่องของความเพียงพอของงบประมาณ เพดานหนี้สาธารณะควรขยายให้มากกว่า 60% ต่อจีดีพี เป็น 65-70% เพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจในการเยียวยา และ ฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต รวมไปถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน"

    นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ มาตรการกับสถาบันการเงินเพิ่มเติมภายใต้ข้อจำกัดที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ใกล้ระดับ 0% เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

*** กนง.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 0.7% จากเดิมคาด 1.8%

    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือ 0.7% จากเดิมคาด 1.8% ส่วนปี 65 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7%  โดยคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 มากกว่าที่ประเมินไว้ และยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยโจทย์สำคัญที่สุดของไทย คือ การเร่งควบคุมการระบาดและกระจายวัคซีน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนและเอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้กลับมาขยายตัว

    ขณะที่มาตรการด้านการคลังและการเงินจะต้องเร่งช่วยผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ยิ่งขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้ คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงสูง การช่วยเหลือต้องเร่งผลักดันผ่านการกระจายสภาพคล่องและลดภาระหนี้ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้

    สำหรับการปรับลดลงของเศรษฐกิจไทยนั้น เนื่องจากปรับลดลงตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินล่าสุดและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดี แม้ภาคการผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากการระบาดในโรงงานและการขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว

*** กนง.เสียงแตก 4 ต่อ 2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี

    นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม กนง. ยังมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นมาตรการเสริมในการช่วยพยุงเศรษฐกิจและรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงในระยะข้างหน้า

    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มใกล้เคียงเดิม การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน รายได้และการจ้างงาน เพิ่มเติมจากผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

    ส่วนสภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในระดับสูง แต่การกระจายตัวยังไม่ทั่วถึงจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาด ทั้งนี้ มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ออกมาช่วยให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้น ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวอ่อนค่ากว่าเงินสกุลภูมิภาคตามปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด