ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET ทดสอบ 1,650 จุด รับเปิดเมือง แต่เตือนระวังผลประชุมเฟดกดดัน

ลุ้น SET ทดสอบ 1,650 จุด รับเปิดเมือง แต่เตือนระวังผลประชุมเฟดกดดัน

          โบรกฯ มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (1-5 พ.ย.64) ลุ้นทดสอบ 1,650 จุด รับเปิดประเทศ - เลิกเคอร์ฟิวกทม. 1 พ.ย.นี้  แต่ส่วนใหญ่มองตลาดอาจไม่คึกคัก มีประชุมเฟด 2-3 พ.ย.กดดัน และรอประกาศงบ Q3 ช่วงกลางเดือน  แนะลงทุน Play Safe หรือเลือกเป็นรายตัว   

          *** นายกฯ ลั่นพร้อมเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้ 

          พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และทีมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยพร้อมจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่กักตัวรวม 45 ประเทศ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 

          โดย ศบค. ได้ประกาศยกเลิกการควบคุมการออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ในพื้นที่กทม. ตั้งแต่ 1 พ.ย.นี้เช่นกัน แต่ยังมี 7 จังหวัดที่ยังควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จาก 23 จังหวัด เป็น 7 จังหวัด ได้แก่จังหวัด จันทบุรี ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวสาส ปัตตานี ยะลา สงขลาโดยจังหวัดที่ควบคุมสูงสุด ยังคงมาตรการเดิมและคงการห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 23.00-03.00 น. 

          "หวังว่ามาตรการต่างๆที่ออกมานั้น จะช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพราะการท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ " นายกรัฐมนตรีกล่าว 


          ***บล.หยวนต้า ให้ต้าน SET 1,650 จุด แต่ต้องจับตาประชุม FOMC ด้วย 

          นายปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล นักกลยุทธ์การลงทุน บล.หยวนต้า มองว่า แม้ว่าไทยจะมีปัจจัยในเรื่องการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย. นี้ แต่ปัจจัยด้านต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระแสทั่วโลก และมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ คือ การประชุม FOMC ที่อาจทำให้ช่วงต้นสัปดาห์หน้า ตลาดอาจซึมตัวลง ย่อตัวลง หรือแกว่งตัวในกรอบแคบจนกว่าจะผ่านพ้นการประชุมในวันที่ 2-3 พ.ย. นี้

          โดยประเมินกรอบดัชนีแนวรับในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 1,600-1,605 จุด ขณะที่แนวต้าน 1,640-1,650 จุด 

          สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนนั้น แนะนำต้นสัปดาห์ เล่นแบบ Play Safe เน้นหุ้น defensive เช่น สื่อสาร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้ หรือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ ซึ่งราคายังไม่ค่อยขึ้น เพราะนักลงทุนยังติดตามผลประกอบการ ซึ่งคาดไว้ว่าค้าปลีกน่าจะไม่ค่อยดี และเป็นจุดต่ำสุด เนื่องจากมีการล็อกดาวน์ การแพร่ระบาดของโควิด แต่หลังจากจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวตามลำดับ ซึ่งหากราคาย่อตัวลงมา จะเป็นโอกาสในการสะสม 

          "น้ำหนักที่ประเมินนั้น มีทั้งคู่ คือ ทั้งการเปิดประเทศ และการประชุมของเฟด แต่ในเรื่องเฟดนั้นจะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก โดยการเปิดประเทศตลาดจะรับข่าวไปบางส่วนแล้ว ในขณะที่เฟดจะมีผลค่อนข้างกว้าง"นายปิยะภัทร์ กล่าว

          ***บล.เมย์แบงก์ มอง SET แค่ Sideway Up

          นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (1-5 พ.ย.) คาดว่าจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวขึ้น (Sideway Up) ตอบรับการเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย.64 โดยมองกรอบการเคลื่อนไหว 1,610-1,640 จุด ประกอบกับมองว่านักลงทุนเริ่มคาดหวังการฟื้นตัว ของผลประกอบการตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/64 เป็นต้นไปช่วยหนุน 

          ส่วนปัจจัยตลาดต่างประเทศอย่างผลการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ คาดว่าจะประกาศแจ้งเตรียมลด QE ลงประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน ตามที่ตลาดคาดการณ์ จากเดิมที่เคยอัดฉีด QE 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน ซึ่งประเด็นนี้คาดว่าตลาดซึมซับข่าวไปก่อนแล้ว 

          โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เก็งกำไรหุ้นที่ผลประกอบการในไตรมาส 3/64 ที่ออกมาเป็นจุดต่ำสุดและจะฟื้นตัวในไตรมาสถัดไป ตามภาวะเศรษฐกิจรับการเปิดประเทศ เช่น SCGP , CRC , CPN และหุ้นที่ยังมีผลการดำเนินงานในทิศทางที่ดีต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เช่นกลุ่มลิสซิ่ง อย่าง ASK , JMT

          ***บล.โนมูระฯ ชี้ตลาดรับข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว

          นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน มองว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า มองว่า ตลาดจะผันผวน แม้จะมีปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย. แต่เนื่องจากตลาดได้รับข่าวไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว จะเป็นเป็นประเด็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Reopening Play นำโดยกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง ร้านอาหาร ค้าปลีก-ห้างสรรพสินค้า นิคม และบันเทิง

          "ปัจจัยในเรื่องของการเปิดเมือง ตลาดตอบรับปัจจัยบวกไปแล้ว ตลาดคงตามดู กิจกรรมโดยรวมหลังจากนี้คึกคักมากน้อยแค่ไหน ขณะที่มาตรการที่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคใต้นั้น มองว่า เป็นการผ่อนปรนมาตรการไวกว่าที่ประเมินไว้ และเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นบริการและเครื่องดื่ม เช่น BJC นอกจากนี้ยังส่งผลบวกต่อธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมในทางอ้อมในแง่ส่วนผสมสำหรับผู้ชอบแอลกอฮอล์ผสม เช่น HTC-CBG-BGC"นายกรภัทร กล่าว 

          สำหรับในสัปดาห์นี้ (1-5 พ.ย.) ตัวแปรหลักที่นักลงทุนจับตา คือ การประชุมนโยบายทางการเงิน (FOMC) ของ FED ว่าจะมีทิศทางอย่างไร โดยนักลงทุนจะให้ความสำคัญ และดูแรงส่ง หรือ สัญญาณการปรับลดว่าจะเร็วหรือถี่มากน้อยแค่ไหนเป็นหลัก ทั้งนี้ ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,590-1,607 จุด และแนวต้าน 1,640 จุด 

          ***บล.ซีไอเอ็มบี แนะชะลอลงทุน รอผลเฟดลด QE

          นายธีรศักดิ์ ธนวรากุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะแกว่งตัว (Sideway) เพื่อรอดูการประชุมของคณะ FOMC ช่วงวันที่ 2-3 พ.ย. 64 โดยหากภาพรวมของผลการประชุมมีแนวทางปรับลด QE ลงมากกว่าที่ตลาดคาด หรือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเห็นเร็วและเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 64 คาดว่าจะส่งผลให้บรรยากาศหุ้นทั่วโลกมีโอกาสตอบรับข่าวในเชิงลบ แต่หากมาตรการ QE ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือมีแนวทางขึ้นดอกเบี้ยช่วงปี 65 แทน ตลาดอาจตอบรับข่าวในเชิงบวกก่อนได้ 

          "คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะยังแกว่งตัวเพื่อรอดูผลประชุมเฟด และหากถ้อยแถลงออกมาหลังจากนั้นอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดยังต้องติดตาม" นายธีรศักดิ์กล่าว 

          สำหรับประเด็นการเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย.นี้ มองว่าตลาดตอบรับปัจจัยในเชิงบวกไปพอสมควรแล้ว นอกจากนี้นักลงทุนเริ่มกลับมากังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง ในกลุ่มหัวเมืองต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันในตลาดหุ้นระยะสั้นได้ ซึ่งกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ประเมินแนวรับที่ 1,610 - 1,600 จุด อย่างไรก็ตามหากตลาดตอบรับข่าวลบจากผลประชุม FOMC มาก มีโอกาสเห็นดัชนีฯ ร่วงลงประเมินแนวรับถัดไปที่ 1,570 และ 1,550 จุด ตามลำดับ ส่วนแนวต้าน 1,630 จุด 

          โดยแนะนำให้ชะลอการลงทุนก่อนรอดูสถานการณ์หลังถ้อยแถลงเฟดประกาศออกมาก่อน รวมถึงการประกาศงบในไตรมาส 3/64 ซึ่งคาดว่าจะทราบผลส่วนใหญ่ได้ในช่วงกลางเดือนพ.ย.64 และหลังจากนั้นให้เข้าซื้อหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะฟื้นตัวในปีหน้าอย่างธนาคารพาณิชย์ แนะ SCB , KBANK รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ยังตอบรับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น แนะ PTTEP , SPRC , TOP  


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด