ข่าวนี้ที่ 1

MINT เปิดงบ Q3 ขาดทุนลดลง ส่งสัญญาญพลิกกำไรปี 64

MINT เปิดงบ Q3 ขาดทุนลดลง ส่งสัญญาญพลิกกำไรปี 64

    "ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" เปิดผลงาน Q3/63 เริ่มฟื้นตัว ขาดทุนลดลงเหลือ 5,595 ล้านบาท หลังลดค่าใช้จ่าย ธุรกิจที่จีน-ไมเนอร์ฟู้ดมีกำไร ขณะที่โรงแรมรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนฟื้นตัวดีขึ้น โดยติดลบลดลงจาก 91% เป็น 63% รวม 9 เดือนขาดทุน 1.58 หมื่นลบ.กางแผนรับมือความเสี่ยง พร้อมเดินหน้าสร้างรายได้ต่อเนื่อง หวังพลิกฟื้นผลงานปี 64
 
*** Q3/63 ขาดทุน 5.6 พันลบ.ฟื้นตัวจากขาดทุน 8.4 พันลบ.ใน Q2/63
    
    บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ไตรมาส 3/63 มีผลขาดทุน 5,595.23 ล้านบาท ลดลง 222% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,560.33 ล้านบาท ส่วน 9 เดือนพลิกขาดทุน 15,816.39 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,929.48 ล้านบาท 

    ไตรมาส 3/63 มีผลขาดทุน 5.6 พันล้านบาท ฟื้นตัวจากผลขาดทุนสุทธิที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/63 ท่ามกลางการระบาดของโรค COVID-19 ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานบนพื้นฐานการรายงานเดียวกัน (จากการดำเนินงานและไม่นับรวมผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16) บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 4.4 พันล้านบาท

*** งวด 9 เดือน ขาดทุน 1.58 หมื่นลบ.

    ส่วนในช่วง 9 เดือนแรกของปี  63 MINT มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16 จำนวน 1.41 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับช่วงเวลาอื่นได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19

    ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายนี้ MINT ยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ซึ่งรวมถึงการลดค่าเช่าของเอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป ลดการใช้จ่ายในการลงทุน และติดตามฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดอย่างใกล้ชิด

    นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3/63 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า MINT มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดให้บริการ จึงได้เริ่มเห็นการฟื้นตัวในแต่ละธุรกิจและภูมิภาคในอัตราที่ช้าเร็วต่างกันไป

*** ธุรกิจที่จีน-'ไมเนอร์ฟู้ด' มีกำไร

    โดยทุกกลุ่มธุรกิจร้านอาหารของไมเนอร์ ฟู้ดมีผลการดำเนินงานที่พลิกฟื้น และสามารถสร้างผลกำไรในระดับกำไรสุทธิในไตรมาส 3/63 โดยกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนมีผลกำไรที่สูงที่สุด ส่วนไมเนอร์ โฮเทลส์มีการฟื้นตัวที่ดีในธุรกิจโรงแรมในประเทศออสเตรเลียและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ซึ่งทั้งสองธุรกิจดังกล่าวมี EBITDA ที่เป็นบวก (ไม่นับรวมผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16) ส่วนในทวีปยุโรป แม้ว่าการฟื้นตัวจะช้ากว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ จากจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น แต่เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ปสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุด ทั้งการฟื้นตัวของรายได้ EBITDA และกำไรสุทธิ

    ทั้งนี้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการที่ผลการดำเนินงานจะกลับมาสู่ระดับปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมการโรงแรม แต่เราได้เห็นถึงสัญญาณเชิงบวกหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความน่าจะเป็นไปได้ในการค้นพบวัคซีน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจร้านอาหารสามารถช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ผลการดำเนินงานของไมเนอร์ ฟู้ด พลิกฟื้นกลับมามีกำไรสุทธิจำนวน 208 ล้านบาทในไตรมาส 3/63 จากผลขาดทุนสุทธิใน 2/63 กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโรค COVID-19   โดยการฟื้นตัวส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีน ซึ่งมียอดขายต่อร้านเดิมกลับมาเติบโตเป็นบวกในอัตรา 3% และยอดขายโดยรวมทุกสาขาเติบโต 8.1%

    นอกจากนี้ ธุรกิจบริการจัดส่งอาหารและซื้อกลับบ้านที่แข็งแกร่งในประเทศไทย การรวมการดำเนินงานของแบรนด์บอนชอน รวมถึงมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายเชิงรุกในทุกภูมิภาค ซึ่งบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/62 ส่งผลให้ไมเนอร์ ฟู้ดมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้นในไตรมาส 3/63 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

*** โรงแรมรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน ติดลบลดลงจาก 91% เหลือติดลบ 63%

    ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้เปิดให้บริการโรงแรมแล้วกว่า 80% ของโรงแรมทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 3/63 ส่งผลให้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของของโรงแรมทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเพียง 9% ในไตรมาส 2/63 เป็น 32% ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนฟื้นตัว โดยติดลบลดลงจาก 91% ในไตรมาส 2/63 เป็น 63% โรงแรมในประเทศออสเตรเลียมีการฟื้นตัวที่เร็วที่สุด ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนที่ลดลงเพียง 32%
    ส่งผลให้ผลการดำเนินงานผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว และมี EBITDA ที่เป็นบวกในช่วงไตรมาสดังกล่าว ส่วนโรงแรมในประเทศมัลดีฟส์มีสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่เปิดให้บริการโรงแรมอีกครั้งเมื่อปลายเดือน ก.ย. 63 อีกทั้ง เอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ปมีผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวขึ้น โดยกลับมามีกำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานเป็นบวก

    นอกจากนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ยังคงขยายเครือโรงแรมอย่างระมัดระวัง ด้วยการเปิดตัวโรงแรมใหม่ 12 แห่งในช่วงไตรมาส 3/63 ซึ่งรวมถึง Anantara Maia Seychelles สุดหรู และโรงแรมระดับบน 7 แห่งในทวีปยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักในนามกลุ่มโรงแรม Boscolo อันทรงเกียรติ อีกทั้งมีแผนจะเปิดตัว “รักษ” ซึ่งเป็นศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมแห่งแรกในกรุงเทพฯ ในไตรมาส 4/63

    ยอดขายโครงการที่อยู่อาศัย และการฟื้นตัวของอนันตรา เวเคชั่น คลับ ส่งผลให้ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมมี EBITDA ที่เป็นบวกในช่วงไตรมาสดังกล่าว และเป็นส่วนช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของไมเนอร์ โฮเทลส์ โดยผลการดำเนินงานที่ดีของธุรกิจดังกล่าวช่วยลดทอนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ต่อธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท ซึ่งได้แก่ โรงแรมในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย 
    ทั้งนี้ ด้วยมาตรการการลดค่าใช้จ่ายเชิงรุก ควบคู่กับการลดค่าเช่า ซึ่งไมเนอร์ โฮเทลส์สามารถลดค่าใช้จ่ายรวมลง 40% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/62 ส่งผลให้ไมเนอร์ โฮเทลส์มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน (ไม่นับรวมผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16) ลดลงจาก 6.4 พันล้านบาท เป็น 4.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/63
    
    โดยภาพรวม ผลการดำเนินงานของ MINT ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน จากผลขาดทุนสูงสุดที่จำนวน 2.7 พันล้านบาทในเดือนเมษายน เป็น 1.4 ล้านบาทในเดือน ก.ย. และด้วยการดำเนินมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง อัตราการใช้เงินสดของ MINT ในแต่ละเดือน ซึ่งคำนวณจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เงินชำระคืนหนี้สินตามสัญญาเช่า และเงินจ่ายสำหรับการลงทุน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากเฉลี่ย 2.9 พันล้านบาทต่อเดือนในไตรมาส 2/63 เป็น 1.5 พันล้านบาทต่อเดือน ในไตรมาส 3/63

*** เดินหน้าสร้างรายได้ หวังพลิกฟื้นผลงานปี 64

    ณ สิ้นเดือน ต.ค.63 MINT มีเงินสดในมือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทและวงเงินสินเชื่อจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ แผนการระดมทุนแบบเบ็ดเสร็จของ MINT ซึ่งประกอบไปด้วยการออกหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ การออกหุ้นเพิ่มทุน และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ ประสบความสำเร็จด้วยความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ถือหุ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ฐานส่วนของผู้ถือหุ้นของ MINT เพิ่มขึ้นเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/63

    นอกจากนี้ MINT มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินทุนเพิ่มอีกจำนวน 5 พันล้านบาทจากการที่ผู้ถือสิทธิใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยแผนการดังกล่าวนี้ช่วยลดผลกระทบจากสภาวะตลาดที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องในไตรมาสนี้ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของ MINT เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1.63 เท่า เป็น 1.67 เท่า

    สำหรับไตรมาส 4/63 MINT ได้มองไปถึงปี 64 และเริ่มวางแผนรับมือกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ โรค COVID-19 คาดว่าแนวโน้มทางธุรกิจโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ได้พยายามลดและควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส และด้วยโอกาสความเป็นไปได้ในการค้นพบวัคซีน

    แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและผันผวนมาก ด้วยเหตุนี้ MINT จึงยังคงดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้อย่างระมัดระวัง โดย ยังคงเพิ่มและแสวงหาโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายและลดการลงทุนอย่างเข้มงวดในทั้งสามธุรกิจและทุกภูมิภาค และติดตามฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะมีกระแสเงินสดรับและผลกำไรที่เป็นบวกในปี 64 ด้วยความเป็นไปได้ของวัคซีนและแผนกลยุทธ์การหมุนเวียนสินทรัพย์ของบริษัท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด