ข่าวนี้ที่ 1

OR ซุ่มเจรจาซื้อกิจการ-ร่วมทุน 10 ดีล คงงบลงทุน 7.4 หมื่นลบ.

OR ซุ่มเจรจาซื้อกิจการ-ร่วมทุน 10 ดีล คงงบลงทุน 7.4 หมื่นลบ.

    "ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)" เผยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการ(M&A) และ ร่วมทุน(JV) รวม 10 บริษัท ในกลุ่มธุรกิจอาหาร-Non-FOOD และดิจิทัล ระบุบางรายอยู่ระหว่างการดำดิว ดิลิเจนซ์ พร้อมคงงบลงทุน 5 ปี (64-68) ที่ 7.46 หมื่นลบ. ยอมรับปริมาณขายน้ำมันปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน รับผลกระทบโควิด-19

*** เจรจาซื้อกิจการ-ร่วมทุน รวม 10 บริษัท ในกลุ่มอาหาร-ดิจิทัล

    นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่เจรจาการร่วมลงทุน (JV) หรือการเข้าซื้อกิจการ (M&A) มากกว่า 10 บริษัท ซึ่งมีทั้งดีลที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำดิว ดิลิเจนซ์ หรือเจรจาเงื่อนไข โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจอาหาร ,Non-FOOD และธุรกิจด้านดิจิทัล เป็นหลัก 

    นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้ามาเจรจากับบริษัท เพราะสนใจอยากเข้ามาดำเนินธุรกิจในสถานีให้บริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) จากเดิมที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันโควิด-19

    ทั้งนี้ ตามแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี (64-68) บริษัทคงงบลงทุนไว้ที่ระดับ 7.4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในส่วนของการขยายเครือข่ายกลุ่มธุรกิจน้ำมัน,กลุ่มธุรกิจ Non-oil ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อเนื่อง และการใช้ทำดีล M&A 

*** แผนขยายปั๊มทั้งในและต่างประเทศ ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย
    
    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ในปีนี้การลงทุนยังสามารถเดินหน้าได้ตามแผน ยกเว้นเพียงการขยายสถานีบริการน้ำมันในประเทศที่ลดลงต่ำกว่าเป้า จากเดิมที่คาดเปิดให้บริการปีนี้เพิ่มอีก 110 แห่ง แต่คาดทำได้เพียง 95 แห่ง  และการขยายสาขาในต่างประเทศคาดลดลงจากเแผนเช่นกัน โดยแบ่งเป็นการขยายสถานีบริการน้ำมัน 45 แห่ง จากเดิม 52 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอน 51 แห่ง จากเดิม 56 แห่ง

    ขณะที่การเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน ในประเทศยังสามารรถทำได้ตามแผน 420 สาขา และร้านเท็กซัส ชิคเก้น จำนวน 20 สาขา รวมถึงร้าน Fit Auto ยังเปิดได้ตามแผนที่ 10 แห่ง โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย.64 บริษัทมีสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ ptt station จำนวน 2,367 สถานี,ร้านคาเฟ่ อเมซอน จำนวน 3,729 สาขา,ร้านค้าสะดวกซื้อ 2,118 สาขา และร้านเท็กซัส ชิคเก้น 81 สาขา นอกจากนี้ยังมีสถานีชาร์ตไฟฟ้า (EV) ใน ptt station จำนวน 31แห่ง โดยมีแผนจะขยายให้ครบ 100 แห่งภายในปี 64

*** วางเป้า EBITDA ธุรกิจ Non-oil หลังปี 68 เพิ่มเป็น 35%

    นางสาวจิราพร ประเมินว่า ภายหลังการลงทุนตามแผน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 68 คาดว่าจะส่งผลให้สัดส่วนกำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (EBITDA) ของธุรกิจ Non-oil จะเพิ่มเป็นระดับ 35% จากครึ่งปีแรกของปีนี้ที่อยู่ราว 18.3% และธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 12-13% จากครึ่งปีแรกที่อยู่ราว 3.3% และส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจน้ำมันราว 52% ลดลงจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเกือบ 70%
OR ทุ่มงบลงทุน 7.46 หมื่นลบ.ใน 5 ปี ขยายธุรกิจ Non-oil ซื้อกิจการ

*** คาดปริมาณขายน้ำมันปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน รับผลกระทบโควิด

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า ปริมาณขายของธุรกิจสถานีบริการน้ำมันปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้ยอดขายในส่วนของตลาดพาณิชย์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มน้ำมันอากาศยานมีปริมาณการขายที่ลดลง แต่กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 10% ของยอดขายรวม จึงส่งผลกระทบต่อยอดขายรวมไม่มากนัก พร้อมคาดว่าหากการระบาดของโควิด-19 ถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย.นี้ เชื่อว่าหลังจากนั้นสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งการจับจ่ายใช้สอยและเดินทางจะกลับมามีโอกาสที่ยอดขายจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4/64 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64

    ทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ ยังมีความท้าทายอย่างมากที่ต้องฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น โดย OR จะยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับการรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตโควิด-19 โดยเน้นการเพิ่มช่องทางออนไลน์ไปยังออฟไลน์ (O2O) มากขึ้น รวมถึงยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของOR ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ

    รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน สร้างชุมชนที่น่าอยู่ และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

*** BAFS-OR ลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ บริการเติมน้ำมันสนามบินอู่ตะเภา

    นางสาวจิราพร กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า GAA เพื่อให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า การจัดตั้ง GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกและเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต

    หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) เปิดเผยว่า สำหรับบริษัท GAA มีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้นสัดส่วน 55% และ OR ถือหุ้นสัดส่วน 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท

    ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานในการรองรับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของสนามบินอู่ตะเภาภายในปี 68







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด