ข่าวนี้ที่ 1

SET จ่อหลุด 1,300 จุด ผวา!ไทยติดโควิดรายแรกรอบ 86 วัน

SET จ่อหลุด 1,300 จุด ผวา!ไทยติดโควิดรายแรกรอบ 86 วัน

     ดัชนีหุ้นไทยร่วงแรงต่ำสุดกว่า 29 จุด หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรายแรกในรอบ 86 วัน หวั่นเกิดระบาดระลอก 2 "โบรกเกอร์" ชี้ทำตลาดผันผวน ห่วงฉุดดัชนีหลุด 1,300 จุด แนะเลี่ยงลงทุนระยะสั้น ด้าน "ทิสโก้" หั่นดัชนีปีนี้เหลือ 1,400 จุด หลังปรับลดประมาณการกำไรบจ.ลง

       ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทย วันที่ 19 ส.ค.63 ปรับตัวลดลงแรงต่ำสุดกว่า 29 จุด ก่อนปิดตลาดที่ 1,308.67 จุด ลดลง 21.44 จุด คิดเป็น 1.61% มูลค่าการซื้อขาย 57,283 ล้านบาท โดยมีหุ้น AOT-PTT-ADVANC-BDMS-SCC ฉุดตลาด หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรายแรกรอบ 86 วัน

*** พบผู้ติดเชื้อโควิด-19  รายแรกรอบ 86 วัน

 นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวยอมรับว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 คน  เป็นผู้ที่กลับมาจากดูไบ และเข้าพักที่สถานที่กักกันของรัฐครบ 14 วัน แล้วจึงออกมาใช้ชีวิตปกติ นับเป็นผู้ติดเชื้อรายแรก หลังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมานานถึง 86 วัน 

 *** โควิดเสี่ยงฉุดดัชนีหลุด 1,300 จุด

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทย ปรับตัวลงแรง เกิดจากความกังวลในการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 นอกสถานกักกันตัว ในประเทศครั้งแรก ในรอบ 86 วัน

    ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสลงต่ำกว่า 1,300 จุด ในสัปดาห์นี้ ประเมินแนวรับที่ 1,287 จุด และแนวต้าน 1,340 จุด นอกจากนี้คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยในวันที่ 20 ส.ค.63 ยังคงผันผวนจากความกังวลกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ

    ด้าน นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรง เกิดจากความกังวลกรณีพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ครั้งแรกรอบ 86 วัน

    ดังนั้นประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยวันที่ 20 ส.ค.63  มีแนวโน้มปรับตัวลงอีก จากความกังวลพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศดังกล่าว ประเมินแนวรับในสัปดาห์นี้ที่ 1,292 จุด และแนวต้าน 1,355 จุด  

***แนะเลือกหุ้นไม่รับผลกระทบโควิด

    นายกรภัทร แนะกลยุทธ์การลงทุน เลือกลงทุนหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU

    ด้านนายเบญจพล แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นในช่วงระยะสั้น เเละสะสมเงินสด มากกว่าหุ้น
 
*** TISCO หั่นเป้า SET ปีนี้เป็น 1,400 จุด

     นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด  เปิดเผยว่า  จากภาพรวมการประกาศงบไตรมาส 2/63 ของบริษัทจดทะเบียนไทยจำนวน 601 บริษัท จากทั้งหมด 621 บริษัท  มีกำไรสุทธิรวม 1.17 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 ส.ค.63) ทรุดตัวแรง 46% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)   แต่เริ่มฟื้นตัว 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และยังเป็นไปตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด (Bloomberg Consensus)

     ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดยังคงปรับแนวโน้มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยลงอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. ประมาณการกำไรปีนี้ถูกปรับลงมาอยู่ที่ 58.9 บาท หรือลดลง 3.6% และกำไรปีหน้าถูกปรับลงมาอยู่ที่ 76.4 บาท หรือลดลง 4.9% ซึ่งเป็นการปรับลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน

     ดังนั้น บล.ทิสโก้จึงมองว่า หลังจากนี้ดัชนีหุ้นไทยคงปรับตัวขึ้นได้ลำบาก ตราบใดที่ประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอยู่  จึงได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ลงจาก 1,440 จุด เป็น 1,400 จุด และปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีหน้าลงจาก 1,580 จุด เป็น 1,535 จุด และหากเทียบกับระดับดัชนี ณ ปัจจุบัน จะคิดเป็นโอกาสการปรับขึ้น (Upside) ในปีนี้ค่อนข้างจำกัดที่ 5% และปีหน้าที่ประมาณ 15%

     “ จากนี้ตลาดหุ้นไทยคงปรับตัวขึ้นได้ยาก เป็นเพราะหากกำไรบริษัทจดทะเบียนยังถูกปรับลดลง ระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยก็จะยิ่งแพงขึ้น โดยปัจจุบันคิดเป็นค่าเฉลี่ยอัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Fwd. PER) ปีนี้ และปีหน้าอยู่ที่ 22.5 เท่า และ 17.4 เท่า ตามลำดับ ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่อยู่ประมาณ 15-16 เท่า " นายอภิชาติ กล่าว

*** จับตาการเมืองกดดัน

    บล.ทิสโก้ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศกดดัน   หลังมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งหัวใจการชุมนุมครั้งนี้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่มีมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจถูกยกระดับขึ้นในอนาคต โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพัฒนาการด้านการชุมนุม ที่อาจขยายวงกว้างมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการยกเลิกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  ซึ่ง 2 ปัจจัยหลักดังกล่าว จะกดดันตลาดหุ้นไทยให้เคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดหุ้นโลกต่อไป (Underperform) 

     หากดูข้อมูลความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยในอดีตช่วงที่มีม็อบ 3 ครั้งล่าสุด ได้แก่ ม็อบพันธมิตรฯ ม็อบนปช. และม็อบกปปส. หุ้นไทยมักจะปรับตัวลงเฉลี่ยเกือบ -3% สวนทางกับตลาดหุ้นโลกในช่วงเวลาเดียวกันที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2% โดยผลตอบแทนของดัชนีหุ้นไทยจะผันแปรไปตามระยะเวลาที่มีม็อบ

     จากการศึกษาความเคลื่อนไหวราคาหุ้นแบบเจาะเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มที่ปรับขึ้นมากกว่าตลาด (Outperform) ทุกครั้งในช่วงที่มีม็อบ คือ กลุ่ม AGRI (ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +14.2%), ETRON (+9.3%), COMM (+9.3%), HOME (+7.0%) และ FOOD (+6.6%) ขณะกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาด (Underperform) ทุกครั้งในช่วงที่ม็อบ คือ ICT (ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -14.1%), PROP (-8.2%) และ MEDIA (-7.7%)

    คาดว่าดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้นจะแกว่งตัวในกรอบ 1,300-1,350 จุด สำหรับสไตล์การลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) แบบจำกัดวงเงิน ลงซื้อ-ขึ้นขายตามกรอบ 

*** แนะธีมลงทุนหุ้นระยะสั้น-ยาว

      สำหรับธีมหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น คือ 
     1. หุ้นที่เห็นสัญญาณตลาดปรับประมาณการกำไรขึ้นในระยะสั้น ได้แก่ SENA, TRUE, และ TU 
 
     2. หุ้นที่งบ Q2 เป็นจุดต่ำสุด แนวโน้มครึ่งปีหลังฟื้นตัวต่อเนื่องและปีหน้าจะกลับมาโตกว่าช่วงก่อน COVID-19 ได้แก่ BJC, ILINK, PLANB และ WHA  
 
     3. หุ้นแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังยังดีต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก ได้แก่ CPF, PRM, RS และ SMPC

 

ธีมหุ้น

หุ้น

1.หุ้นที่ตลาดอาจเพิ่มเป้ากำไร

SENA-TRUE-TU

 

 

2. หุ้นงบ Q2 เป็นจุดต่ำสุด

BJC-ILINK-PLANB-WHA

 

 

3.หุ้นแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังยังดี

CPF-PRM-RS-SMPC

 

 

     ส่วนการลงทุนแบบระยะกลาง-ยาว แนะนำหาจังหวะสะสมช่วงอ่อนตัว ธีมหุ้นที่น่าสนใจคือ

     1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วงการเมืองร้อน ได้แก่ หุ้นกลุ่ม COMM แนะนำ BJC, CPALL, HMPRO และ RS หุ้นกลุ่ม FOOD แนะนำ CPF, GFPT และ TVO  และหุ้นกลุ่ม ETRON แนะนำ DELTA และ HANA

     2. หุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม 4 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ CK, SEAFCO และ TASCO

     3. หุ้นปันผลดี ได้แก่  AP, BBL, DIF, KKP, LH, QH, SCCC, SMPC และ TVO

     4. หุ้นรอลุ้นวัคซีน ฟื้นตัวจากฐานราคาและกำไรที่ต่ำ ได้แก่  AOT, BDMS, CENTEL, CPN, CRC และ SPA

ธีมหุ้น

หุ้น

1.หุ้นแกร่งกว่าตลาดช่วงการเมืองร้อน

BJC-CPALL-HMPRO-RS

 

CPF-GFPT-TVO-DELTA-HANA

 

 

2.หุ้นฟื้นรับแผนฟื้นศก. 4 แสนลบ.

CK-SEAFCO-TASCO

 

 

3.หุ้นปันผลดี

AP-BBL-DIF-KKP-LH-QH

 

SCCC-SMPC-TVO

 

 

4.หุ้นรอลุ้นวัคซีน

AOT-BDMS-CENTEL

 

CPN-CRC-SPA

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด