ข่าวนี้ที่ 1

SET พุ่ง 40 จุด รัฐจ่อคลายล็อกคุมโควิด-ลุ้นเป้า 1,560 จุด

SET พุ่ง 40 จุด รัฐจ่อคลายล็อกคุมโควิด-ลุ้นเป้า 1,560 จุด

    หุ้นไทย พุ่งกระฉูดกว่า 40 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 1.18 แสนล้านบาท โบรกฯ ชี้ตลาดรับข่าวดีรัฐฯจ่อคลายล็อกมาตรการคุมโควิด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงต่อเนื่อง- เงินบาทเริ่มอ่อนค่า  มองเป้าหมายระยะสั้นรอบนี้ 1,560 จุด แนะเก็บหุ้นได้ประโยชน์เปิดเมือง - หุ้นบิ๊กแคป   

 

**  หุ้นปิดพุ่ง 40 จุด  มูลค่า 1.18 แสนลบ. 

    ตลาดหุ้นไทย (3 มี.ค.63) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง  40.04 จุด ปิดที่ระดับ 1,543.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 1.18 แสนล้านบาท หลังจากนักลงทุนเริ่มเชื่อมั่นสถานการณ์การควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 มากขึ้น รวมถึงข่าวที่รัฐบาลจะปลดล็อกมาตรการคุมเข้มในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเม.ย.นี้ โดยสัดส่วนซื้อขายของนักลงทุนรายกลุ่ม นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,936.52 ล้านบาท สถาบันซื้อสุทธิ 3,129.37 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์  ซื้อสุทธิ 2,998.20 ล้านบาท และรายย่อยขายสุทธิ 9,064.10 ล้านบาท     

 

** ชี้หุ้นพุ่งรับข่าวดีเตรียมปลดล็อกสงกรานต์ ลุ้น 1,560 จุด   

    นายปิยะภัทร ภัทรภูวดล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) วันนี้ (3 มี.ค.64) ปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากได้รับ Sentiment เชิงบวก จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสองในประเทศไทย เริ่มคลี่คลายลง สะท้อนจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ลดลงสู่ระดับต่ำ 

    นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่ภาครัฐจะผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 เพิ่มเติม ส่งผลให้ภาคอุปโภค และบริโภคในประเทศ ได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น  โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กำลังพิจารณาการผ่อนคลาย มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในเรื่องการจัดกิจกรรมต่างๆช่วงวันสงกรานต์ 

    ทั้งนี้ ประเมินแนวรับ และแนวต้านสัปดาห์นี้ ที่กรอบ 1,510 - 1,560 จุด ขณะที่กลยุทธ์การลงทุน ยังแนะนำทยอยสะสมหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยมีหุ้นแนะนำ ประกอบด้วย AOT และ CPALL เนื่องจากราคาหุ้นยัง Laggard เมื่อเทียบกับหลายบริษัทที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นแรง จากประเด็นความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว 

 

** แนะทยอยเก็บหุ้นที่ได้ประโยชน์เปิดเมือง  

    ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงในวันนี้ เนื่องจากได้รับ Sentiment จากเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ภายหลังเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากเงินบาทที่เริ่มอ่อนตัวลง

    ประเมิน แนวรับสัปดาห์นี้ที่  1,520-1,515  จุด และแนวต้าน  1,540 - 1,550 จุด  โดยกลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้น แนะนำขายทำกำไรที่บริเวณแนวต้านสำคัญ ส่วนนักลงทุนที่ไม่มีหุ้นแนะนำทยอยเข้าสะสมหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมือง ประกอบด้วย AOT, AAV และ BDMS 


 

** ทรีนีตี้มอง หุ้นบิ๊กแคปสดใสถึงครึ่งเดือนหลัง  

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยทิศทางการลงทุนเดือน มี.ค.ว่า  ประเมินแนวต้านสำคัญของดัชนีในเดือนนี้ที่ 1,540 จุด ซึ่งจะเป็นระดับที่ทำให้ค่า Earning yield gap ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสู่ระดับ -1SD สะท้อนถึงความตึงตัวในมิติ Valuation หากเห็นระดับดังกล่าว แนะนำเน้นขายทำกำไรออกมาก่อน 

    สำหรับในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.นี้ น่าจะเริ่มเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากปรับตัว Underperform หุ้นขนาดกลาง-เล็ก มาตลอดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติน่าจะเริ่มหมดลง หลังผ่านพ้นการปรับตะกร้าของดัชนี FTSE ที่มีการลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ ประกอบกับในแง่ของปัจจัยพื้นฐานเริ่มเห็นประมาณการกำไรของหุ้นใหญ่ทรงตัวได้แล้ว จึงเป็นที่มาที่หุ้นแนะนำส่วนใหญ่ประจำเดือนนี้ค่อนข้างโน้มเอียงไปยังหุ้นขนาดใหญ่มากกว่า

 

** ยกหุ้น 7 กลุ่ม -13 ตัวน่าลงทุน 

    สำหรับธีมการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์  Bond yield พุ่งแรง และคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้น แนะนำลงทุนใน ธีม Reflation / Recovery / Reopening โดยจะต้องเป็นหุ้นที่ยังคงซื้อขายด้วย Valuation (PE)      ในระดับต่ำด้วย เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีค่า Earning yield gap ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย จึงสามารถทนทานต่อความเสี่ยงที่ Bond yield อาจปรับสูงขึ้นอีก

    ทั้งนี้หุ้นที่น่าสนใจใน 7 กลุ่ม 13 หุ้น มีดังนี้ 1.กลุ่ม Hard commodities หุ้นที่เลือกคือ  PTTGC, TOP, SPRC, ESSO 2.กลุ่ม Soft commodities หุ้นที่เลือกคือ STA  3.กลุ่มธนาคารหุ้นที่เลือกคือ KBANK, BBL  4.กลุ่มอาหารหุ้นที่เลือกคือ  CPF, TU  5.กลุ่มอสังหาฯ หุ้นที่เลือกคือ AP, ORI  6.กลุ่มเดินเรือ หุ้นที่เลือกคือ RCL 7.กลุ่มสินค้า Consumer หุ้นที่เลือกคือ STGT







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด