ข่าวนี้ที่ 1

สรุปข่าวเด่นปี 63 "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"

สรุปข่าวเด่นปี 63

     ปี 63 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกต่างเผชิญวิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนเกิดปรากฎการณ์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจเป็นแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมถึงไทยมีแนวโน้มปิดปีในตัวเลขติดลบอย่างหนักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแม้แต่ตลาดหุ้นที่ลดลงอย่างหนัก 40%  รวมถึงหลายธุรกิจที่ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก 

    แต่อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีมาให้นักลงทุนให้ใจชื้นกันบ้าง อย่างราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น หรือหุ้น IPO และหุ้นรายตัวบางบริษัท ของไทยที่ให้ผลตอบแทนดีเกินคาด  

    "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้รวบรวม 10 ข่าวเด่นด้านเศรษฐกิจและตลาดทุนตลอดปี 63 ดังนี้   

1.โควิด-19 กดจีดีพีติดลบ 
 
     การระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ในปีนี้ ถือเป็นวิกฤตต่อเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยล่าสุด (30 ธ.ค.63) ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก กว่า 82 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตเฉียด 1.8 ล้านคน  หายแล้วประมาณ 58 ล้านคน  ขณะที่ไทย มีผู้ติดเชื้อกว่า 6,600  คน หายแล้ว 4,212 คน ผู้เสียชีวิต 61 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ จากการแพร่ระบาดของโรครอบใหม่ และการกลายพันธุ์

    การแพร่ระบาดดังกล่าวที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจทุกภาคส่วนหยุดชะงัก เป็นสิ่งสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยในปี 63 ซึ่งสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 63 ติดลบ 6% ไว้เมื่อช่วงเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะติดลบ 6.6% ด้านกระทรวงการคลัง ประเมินว่าจะติดลบที่ระดับ 6% เช่นกัน 

 

2. ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย 2.64 แสนลบ. - กำไรบจ.ต่ำสุดรอบ 11 ปี  
    
    การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว  แต่ยังเป็นปัจจัยหลักฉุดดัชนีหุ้นไทยในช่วงต้นปีปรับตัวลดลงอย่างหนักกว่า 630 จุด หรือเกือบ 40%  ลงไปทำจุดต่ำสุดของปีที่ 969.08 จุด ก่อนที่นักลงทุนจะเริ่มหายตกใจและกลับมาซื้อหุ้นอย่างจริงจังอีกครั้งช่วงปลายปี 

    โดยดัชนีหุ้นไทยปิดซื้อขาย 30 ธ.ค.63 ที่ 1,449.35 จุด ลดลง 12.60 จุด หรือ 0.86% ขณะที่ตลอดทั้งปีดัชนีปรับลดลง 138.99 จุดหรือ 8.75 %  ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอดทั้งปีถึง 2.64 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 53-63) นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะขายสุทธิ 8.16 แสนล้านบาท

    จากภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนอย่างหนักตลอดทั้งปี ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ชั้นนำ อย่าง บล.เอเชีย พลัส, บล.หยวนต้า, บล.กรุงศรี, บล.ฟิลลิป และ บล.ไอร่า ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ปี 63 อยู่ประมาณ 53 – 56.7 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี ส่งผลให้ P/E ตลาดหุ้นพุ่งสูงไปถึงระดับ 28-30 เท่า    

 

3. DELTA หุ้นเทพราคาพุ่ง 3,000%  

    กลายเป็นหุ้นเทพแห่งปี สำหรับ  บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA  หลังทำราคาทะยานไม่หยุดในปีนี้ จากราคาที่เคยร่วงต่ำสุดที่ 27 บาท ในช่วง มี.ค.ที่ผ่านมา  ก่อนที่ราคาหุ้นกลับมาไต่ระดับได้ดี จากงบที่ออกมาสวยเกินคาด รับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตดีต่อเนื่องสอดรับปัจจัยพื้นฐานสดใส จนช่วงช่วงโค้งสุดท้ายของปี หลังผู้บริหารออกมายอมรับสนใจแตกพาร์ หวังเพิ่มฟรีโฟลท ส่งผลทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วดันราคาจาก 27 บาท ทะลุ 800 บาท ทำราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000% ในเวลา 10 เดือน  

    ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ยืนยันไม่พบความผิดปกติการซื้อขายหุ้น เช่นเดียวกับทาง DELTA ที่ออกมายืนยันว่าไม่มีพัฒนาการใดๆ ต่อราคาหุ้นเช่นกัน ก่อนที่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี ราคา DELTA ถูกแรงขายออกมาอย่างหนักจนมาปิดที่ 486 บาท หรือลดลงจากราคาสูงสุด 42% ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์ต้องออกมาเตือนว่าควรหลีกเลี่ยงการลงทุนเนื่องจากราคาแรงเกินพื้นฐานมากไปแล้ว   

 

4. ทองคำทะลุ 2,000 เหรียญ สูงสุดเป็นประวัติการณ์  

    ราคาทองคำในปี 63 ถือว่าเป็นที่สุดของประวัติการณ์หลังทุบสถิติใหม่ โดยราคาทองคำโลกทะยานเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ไปอยู่ที่ระดับสูงสุดที่ 2,075 ดอลลาร์/ออนซ์ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.63 และหากคำนวณราคาจากต้นปีที่ประมาณ 1,517 จะคิดผลตอบแทนได้ประมาณ 37% จากปัจจัยเรื่องความการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการล็อคดาวน์ กิจกรรมเศรษฐกิจทั้งหลายต้องหยุดชะงัก และความไม่มั่นใจทั้งหลายทำให้นักลงทุนเร่งถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเพิ่ม

    ด้านราคาทองในประเทศไม่น้อยหน้าทุบสถิติใหม่สูงสุดเช่นกันที่ 30,400 บาทต่อบาททองคำ ในวันที่ 7 ส.ค.63 เช่นกัน และหากคำนวณราคาต้นปีที่ 21,450 บาทต่อบาททองคำ จะคิดผลตอบแทนได้ประมาณ 42% โดยสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนทั้งหลาย คือเหตุการณ์แห่ขายทองคำ คิวยาวล้นทะลักนอกร้านโดยเฉพาะในย่านเยาวราช ซึ่งร้านทองต่างๆ ได้เห็นทองเก่าแก่โบราณนำออกมาขาย จากกลุ่มนักลงทุนและผู้บริโภคที่เคยติดดอยราคาสูง และเห็นว่าเป็นจังหวะดีควรทำกำไร อีกทั้งบางกลุ่มต้องการขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย ยามวิกฤติล็อกดาวน์จากเหตุการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้

 

5.บิ๊กดีล "ซีพี" ฮุบ "เทสโก้ โลตัส" 3 แสนลบ.

    ถือเป็นบิ๊กดีลประวัติศาสตร์ในธุรกิจค้าปลีกของไทย หลังจากกลุ่มซีพี กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์  โดยให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL  ลงทุนทางอ้อมผ่าน บริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด  ประกาศซื้อกิจการกลุ่มเทสโก้เอเชีย   ด้วยมูลค่าสูงถึง 3.38 แสนล้านบาท ส่งผลให้“เจ้าสัวธนินท์” นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ที่ได้ “ลูกรักคนเล็ก” กลับคืนมา จากที่เคยจำใจขายทิ้งไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40  

    การซื้อเทสโก้ของกลุ่มซีพีครั้งนี้ ได้ทำให้อาณาจักรค้าปลีกของซีพี ครอบคลุมตั้งแต่การค้าส่งนำโดย MAKRO ไฮเปอร์มาร์เก็ต Tesco Lotus และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ขึ้นแท่นหมายเลขหนึ่งในฐานะผู้นำตลาดทันที ไม่สนกระแสต่อต้านเรื่องการผูกขาดการค้า ขณะที่นักวิเคราะห์ยังมีความกังวลต่อการลงทุนครั้งนี้ โดยเฉพาะภาระหนี้สินของ CPALL- CPF ที่จะเพิ่มขึ้น และระยะเวลาการรับรู้กำไรที่อาจจะยาวนานถึง 3 ปี  

 

6. THAI - NOK เข้าแผนฟื้นฟูฯ 

    ธุรกิจการบินในปีนี้ รับผลกระทบจากโควิด-19 แบบเต็มๆ จนเกิดวิกฤตทางผลประกอบการ เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่หยุดชะงัก ที่ดูจะหนักที่สุด ในบรรดาอุตสาหกรรมการบินของไทยคงหนีไม่พ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI  ที่วิกฤตทำให้ปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมมานานกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ ให้ได้รู้ว่าฉากหน้าที่สวยงามของสายการบินแห่งชาตินั้น ภายในกลับมีปัญหาทางด้านการเงินอย่างมหาศาล    
    ด้วยภาวะการท่องเที่ยว-การบินที่เป็นอัมพาตไปในปีนี้ ทำให้ THAI ไม่สามารถแบกรับ หรือแก้ไขปัญหาได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มูลหนี้ที่ซ่อนไว้ - ปัญหาการเมือง - การทุจริตในองค์กรที่ปิดไว้นานแสนนานผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด จนนำไปสู่การเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการในที่สุด ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดแผนฟื้นฟูดังกล่าวจะถูกส่งให้ศาลล้มละลายกลางในช่วงเดือนก.พ.64 และใช้เวลาแก้ปัญหาประมาณ 5-7 ปี  นอกจากนี้บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK ที่ THAI ถือหุ้นอยู่ ก็เผชิญปัญหาทางการเงินและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฯ เช่นกัน  

   

7. IPO วิ่งร้อนแรงสวนโควิด 

    แม้ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะผันผวนแรงตามการระบาดโควิด-19   แต่การระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนใหม่ๆ ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคึกคัก โดยปีนี้มีบริษัทขาย IPO รวม 26 บริษัทเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 14 บริษัท และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) 12 บริษัท 

     โดยปีนี้มีหุ้นมาร์เก็ตแคประดับกว่าแสนล้านบาทเข้าซื้อขายถึง 2 บริษัท บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC  ( มาร์เก็ตแคป ณ ราคา IPO 2.65 แสนลบ. )  และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP บริษัทในเครือปูนใหญ่  SCC  ( มาร์เก็ตแคป ณ ราคา IPO 1.5 แสนลบ.) นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งบริษัทที่สร้างความฮือฮาส่งท้ายปีอย่าง  บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ที่เปิดการซื้อขายอย่างร้อนแรงจนมามาร์เก็ตแคปขึ้นไปทะลุ 1 แสนล้านบาทได้อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง   

    ขณะที่หุ้นรายกลาง-เล็ก ที่ร้อนแรงที่สุด อย่าง บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SICT และ บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IIG ทำราคาชนซิลลิ่ง 200% ในการเทรดวันแรกได้สวยงาม  


 
8. บจ.แห่ออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ทะลุแสนลบ.

    เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ในการระดมทุนของบจ.ในช่วงโควิด กับการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual bond) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังเป็นกระแสต่อเนื่องมาจากปลายปี  62 ที่ผ่านมา  ข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า ปีนี้มีออกเพิ่ม 2 บริษัท ได้แก่ บมจ.แสนสิริ (SIRI) มูลค่า 3,000 ล้านบาท และ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) มูลค่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ณ 28 ธ.ค.63 อยู่ที่ 1.04 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 12 บริษัท 

    ขณะเดียวกันมีอีกหลาย บจ.ที่ออกมายอมรับว่าอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมออก อาทิ บมจ.บ้านปู (BANPU) หรือ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ที่จะเสนอขายเพิ่มเติม
    
    แต่ที่ไม่คาดคิดคือการออกตราสารทางการเงินลักษณะคล้าย Perpetual bond ของ 2 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย อย่าง  ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) เพื่อขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ โดยตราสารดังกล่าวเรียกว่า Additional Tier 1 (AT1) โดย KBANK เสนอขายไป 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และ BBL เสนอขายไป 750 ล้านเหรียญฯ  ด้านธนาคารกรุงไทย (KTB) อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อออกและเสนอขายตราสารดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่ทาง ก.ล.ต.ต้องออกโรงเตือนนักลงทุนว่าควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนการลงทุน 

 

9. "โจ ไบเดน" ปธน.สหรัฐฯ คนที่ 46 

    ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมาเป็นการชิงชัยกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรคริพับลิกัน และ นายโจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ก่อนที่นายไบเดนจะเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 306 - 232 คะแนน  กลายเป็นประธานาธิบสหรัฐฯคนที่ 46 และเตรียมเข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.64 

    สิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับประธานาธิบดีสรัฐฯ คนล่าสุดนี้ ย่อมหนีไม่พ้น 2 เรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกู้วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังดิ่งลงอย่างหนักจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเรื่องการสานสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำสงครามการค้ากับจีนจนเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนมาแล้ว  

 

10. BDMS โละ BH ทิ้งหมดพอร์ต

    กลุ่มหุ้นโรงพยาบาลปีนี้ มีดีลยักษ์ที่เรียกความสนใจของนักลงทุนได้ไม่แพ้กลุ่มค้าปลีก หลังบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ประกาศตัดสินใจเทขายหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่ถืออยู่ทั้งหมด 180,715,806 หุ้น หรือ 22.71% ให้กับผู้ซื้อในราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นมูลค่าราว 18,613 ล้านบาท ซึ่งถือว่าช็อกวงการตลาดหุ้นอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ทาง BDMS พยายามจะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BH เพิ่มมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามดีลดังกล่าวจะทำให้ BDMS มีการบันทึกกำไรพิเศษเข้ามากว่าประมาณ 1,100 ล้านบาท
    
    ด้านฝ่ายบริหาร BDMS ออกมามาให้เหตุผลถึงการตัดใจเทขายหุ้นในครั้งนี้ เพราะบริษัทมีนโยบายเพียงแค่การลงทุนเท่านั้นและไม่ได้ร่วมบริหาร ดังนั้นเมื่อราคาหุ้นถึงจุดมีกำไรมากพอสมควรจึงเทขายออก พร้อมกลับมามุ่งเน้นธุรกิจหลักของบริษัท เช่น การขยายโรงพยาบาล,ธุรกิจผลิตยา และโรงงานผลิตน้ำเกลือ เป็นต้น นอกจากนี้ดีลดังกล่าวยังหนุนให้ชื่อ  "สาธิต วิทยากร" ผถห.ใหญ่ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC  ผู้เข้ามาเก็บหุ้น BH เป็นที่สนใจในวงการธุรกิจการแพทย์อีกครั้ง   

     
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด