ข่าวนี้ที่ 1

GUNKUL ลั่นกัญชงสร้างรายได้ปีละ 3 พันลบ. รับรู้เต็มที่ปี 66

GUNKUL ลั่นกัญชงสร้างรายได้ปีละ 3 พันลบ. รับรู้เต็มที่ปี 66

     "กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง(GUNKUL)" เผยธุรกิจกัญชงรับรู้รายได้เต็มที่ปี 66 คาดสร้างรายได้ปีละ 1.5-3 พันลบ. อิงกำลังสกัด CBD ที่ 1,100 กิโลกรัมต่อวัน ด้าน KWM ตั้งบริษัทย่อย "เคดับบลิวเอชบี" สกัดพืชสมุนไพรไทย  ส่ง"สเปรย์สมุนไพรจากฟ้าทะลายโจร" ประเดิมตลาด Q4/64 ด้าน UPA ล้มดีลซื้อกิจการ GTG แต่ยังร่วมมือธุรกิจกัญชง

*** GUNKUL เผยกัญชงทำรายได้ 1.5-3 พันลบ./ปี รับรู้เต็มที่ปี 66

    นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการปลูกพืชเศรษฐกิจประเภทกัญชง และการลงทุนทำโรงสกัด CBD บริสุทธิ์ 99% ขณะนี้ยังดำเนินการตามแผน และขั้นตอนที่ได้วางไว้ทุกประการ คาดว่าจะเริ่มปลูกได้ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งขณะนี้รอได้รับใบอนุญาตการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ และใบอนุญาตในการเพาะปลูกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
    โดยคาดว่าจะสามารถสกัด และ มีผลผลิตได้ในไตรมาส 1/65 ที่ 100 กิโลกรัมต่อวัน และ กลางปี 65 อีก 400 กิโลกรัมต่อวัน และไตรมาส 3/65 อีก 600 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งสิ้นปี 65 จะครบ 1,100 กิโลกรัมต่อวัน จะสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้เต็มปีนับตั้งแต่ 1 ม.ค.66 เป็นต้นไป
    เบื้องต้นบริษัทใช้งบลงทุนในธุรกิจกัญชงประมาณ 1,900 ล้านบาท และเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ระหว่างการดำเนินงานในระยะถัดไปประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากธุรกิจดังกล่าวขึ้นกับราคาขายในช่วงที่บริษัทประเมินไว้ 150,000 บาทต่อกิโล และ 300,000 บาทต่อกิโล โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 1,500-3,000 ล้านบาท

*** วางงบลงทุน 3 ปี 2 หมื่นลบ. ใช้ในธุรกิจกัญชง เฟสแรก 2,000 ลบ.
    
    นายสมบูรณ์ กล่าวว่า สำหรับงบลงทุนรวมภายใน 3 ปี (64-66) อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจพลังงาน 400-500 เมกะวัตต์ (MW) ประมาณ 15,000 ล้านบาท , ธุรกิจกัญชง เฟสแรก 2,000 ล้านบาท และ ธุรกิจ Built 2 Suit ประมาณ 3,000 ล้านบาท

    สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3-4 ปีนี้ คาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก หลังได้รับปัจจัยหนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เป็นฤดูกาลของลม และ ลมค่อนข้างแรงตามปริมาณฝนที่มีเข้ามาค่อนข้างมากในปีนี้

    ประกอบกับในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ บริษัทมีโอกาสได้รับงานโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และยังรอรับรู้รายได้จากงานรับเหมา และ วางระบบทางด้านวิศวกรรม (EPC) ในมือ (Backlog) ประมาณ 9,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ใน 2-3 ปีข้างหน้า

    นอกจากนี้ ยังมีแผนเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติมอีก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาทในปีนี้ โดยคาดว่าจะได้งานประมาณ 15-20 % ซึ่งจะหนุนรายได้ปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 20%
 
*** KWM ผนึกพันธมิตร ตั้งบริษัทย่อย รุกสกัดพืชสมุนไพร 

    นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM  เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติจัดตั้งบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท เคดับบลิวเอชบี จำกัด ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดย KWM ถือหุ้น 51 % นอกจากนี้ยังมีพันธมิตร ภายใต้บริษัท เฮมพ์บิซ จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรธุรกิจ อาทิ กลุ่มแพทย์แผนไทย กลุ่มเภสัชกร กลุ่มนักวิจัย ร่วมถือหุ้นรวม 40 % และพันธมิตร อื่นๆ 9 %

    สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทย่อย เพื่อดำเนินธุรกิจสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพร รวมถึงการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าจากพืชสมุนไพร อาทิ ฟ้าทะลายโจร พืชกระท่อม มะขามป้อม มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้น เนื่องจากมองว่าตลาดพืชสมุนไพรไทย ยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

*** ส่ง`สเปรย์ฟ้าทะลายโจร` ลงตลาด Q4/64 ปั้นรายได้ปีละ 20-30 ลบ.

    นายเอกพันธ์ กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้สอดรับกับความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตเครื่องสกัดด้วยระบบ SUPERCRITICAL FLUID CO2 EXTRACTION ที่มุ่งเน้นสารสกัดที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่จัดตั้งบริษัทย่อยแล้วเสร็จ บริษัทฯพร้อมเดินหน้าผลิตผลิตภัณฑ์ตัวแรกจำหน่ายสู่ตลาดภายในไตรมาส 4/2564 คือ “สเปรย์สมุนไพรจากฟ้าทะลายโจร” เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้

*** อัดงบ 20 ลบ.ตั้งเครื่องสกัดผลิตเชิงพาณิชย์ Q1/65 กวาดรายได้ 100 ลบ.
    
    นายอุกฤษณ์ กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลประกาศปลดล็อกพืชกระท่อมออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯว่า บริษัทฯได้มีการศึกษาประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ มีความพร้อมในการนำพืชกระท่อมมาสกัดสารสำคัญมาแปรรูปแบบต่างๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์ ยา อาหารเสริมและเครื่องดื่ม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
    รวมถึงยังเป็นการต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ ในอนาคต โดยเบื้องต้นบริษัทฯ เตรียมนำพืชกระท่อมมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริมแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา(R&D) ทั้งนี้คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2565
    
*** UPA ยกเลิกลงทุน GTG
    
    ด้านบริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติให้บริษัทฯ ยกเลิกการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล กรุ๊ป จำกัด (GTG) เนื่องจากผู้ถือหุ้นกลุ่มผู้ก่อตั้ง (Founders) บางรายได้ปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อหุ้นสามัญของ GTG ของบริษัทฯ ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถซื้อหุ้นของ GTG ในสัดส่วน 96.49% ของทุนจดทะเบียน ตามแผนการเข้าลงทุน ที่บริษัทที่ต้องการถือหุ้นสามัญใน GTG ในสัดส่วน 99.99% ของทุนจดทะเบียน เพื่อให้มีอำนาจควบคุมโดยเด็ดขาด (absolute control)
    ปัจจุบัน บริษัทฯ ถือหุ้นใน GTG จำนวน 3.98% ของทุนจดทะเบียนของ GTG ผ่านบริษัท แคนนา แคร์ จำกัด และการปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อหุ้นสามัญของ GTG จากผู้ถือหุ้นกลุ่มผู้ก่อตั้งบางรายยังส่งผลให้บริษัทฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นในลักษณะที่ไม่มีอำนาจควบคุมโดยเด็ดขาด ใน GTG ซึ่งแตกต่างจากที่บริษัทฯ แสดงความประสงค์ไว้ในการเจรจาก่อนเข้าทำรายการอย่างมีนัยสาคัญ จึงมีมติให้ยกเลิกคำเสนอซื้อหุ้น
    
*** ยังร่วมลงทุนธุรกิจกัญชง 

    นอกจากนี้ การเจรจาเพื่อยกเลิกรายการเข้าลงทุนเป็นไปได้ด้วยดีและมิได้กระทบถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างสองบริษัท ซึ่งบริษัทฯ ก็ยังคงถือหุ้นและเข้าลงทุนใน GTG ผ่านบริษัท แคนนา แคร์ จำกัด ที่ 3.98% และยังคงมีสิทธิในการเข้าร่วมลงทุนกับ GTG ในการเพาะปลูกกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ ภายใต้สัญญาจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน
    บริษัทได้ยกเลิกการเพิ่มทุนและการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 8,449,719,031 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ให้แก่ บริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นทั้ง 4 บริษัท เพื่อรองรับการเข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญของ GTG
    และอนุมัติให้ บริษัท แคนนา แคร์ จำกัด เข้าซื้อหุ้นสามัญเดิม GTG จาก นางสาว กนกพร ศีตวรรัตน์ นางสาวพลอย ปิ่นแสง นายวิรุณ ชาญวิทยารมณ์ นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ และนางสาวสุภารัตน์ สง่าเมือง จำนวนรวม 5 รายที่ยังคงมีความประสงค์ที่จะเสนอขายหุ้นสามัญของ GTG จำนวนรวมทั้งสิ้น 940,767 หุ้น ในราคา 226.09 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ารวมจำนวน 212.70 ล้านบาท ส่งให้ให้ถือหุ้นทั้งหมดใน GTG คิดเป็นสัดส่วน 14.62%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด