ข่าวนี้ที่ 1

RT ลั่นเทรดวันแรกเหนือจอง กูรูเคาะเป้า 2.44 บาท

RT ลั่นเทรดวันแรกเหนือจอง กูรูเคาะเป้า 2.44 บาท

"ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง (RT)"  พร้อมเข้าเทรดวันแรก(12 พ.ย.) ผู้บริหารมั่นใจหุ้นยืนเหนือจอง เหตุพื้นฐานแกร่ง-เติบโตสูง เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิค รับงานโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก โชว์ผลงาน 9 เดือนปีนี้ กำไรนิวไฮแตะ 204  ล้านบาท โต 205%  ด้านโบรกเกอร์ให้เป้า 2.44 บาท 

*** RT พร้อมเทรดด้วยมาร์เก็ตแคป ณ ราคา IPO 2.1 พันลบ.

  นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ต้อนรับ บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “RT” ในวันที่ 12 พ.ย.63

     RT และบริษัทย่อยประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างด้านงานวิศวกรรมโยธา และธรณีเทคนิคที่อาศัยความชำนาญและเทคโนโลยีระดับสูง ได้แก่ งานก่อสร้างอุโมงค์ งานระเบิดหิน งานขุดเจาะโดยไม่ใช้ระเบิด งานพัฒนาเหมือง งานเจาะสำรวจ งานคอนกรีตโครงสร้าง งานวิศวกรรมโยธาทั่วไปและงานด้านธรณีวิทยา โดยสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 กลุ่มบริษัทมีสัดส่วนรายได้หลักจาก 1) งานก่อสร้างอุโมงค์และโครงสร้างใต้ดิน 2) งานก่อสร้างท่อลอดใต้ดินโดยวิธีดันท่อและวิธีเจาะและดึงท่อ คิดเป็นร้อยละ 59.90 และร้อยละ 11.32 ของรายได้รวมตามลำดับ

     RT มีทุนจดทะเบียน 1,100 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสำมัญเดิม 800 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 300 ล้านหุ้น เสนอขายระหว่างวันที่ 3-5 พ.ย. 63 ในราคาหุ้นละ 1.92 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 576 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,112 ล้านบาท

  ทั้งนี้ ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 9.20 เท่า โดยคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง (ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 - 30 มิถุนายน 2563) ซึ่งมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทเท่ากับ 229.47 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 1,100 ล้านหุ้น (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21 บาทต่อหุ้น

*** มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง

     นายชวลิต ถนอมถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RT  มั่นใจว่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 12  พ.ย.นี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากมีความมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่ง RT เป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตและไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีประสบการณ์เชี่ยวชาญพิเศษในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศและต่างประเทศมากว่า 20 ปี

     นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า คาด RT จะเป็นหุ้นไอพีโอที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนนิติบุคคล รายย่อย และนักลงทุนสถาบัน ด้วยจุดเด่นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิค ที่มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจงานโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ อาทิ ระบบขนส่งราง งานถนน ระบบบริหารจัดการน้ำในประเทศ ซึ่งงานก่อสร้างเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่างานสูงและเป็นงานที่มีการก่อสร้างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความรู้ความสามารถจากบริษัทที่มีประสบการณ์และความชำนาญพิเศษ ซึ่งมีผู้รับเหมาจำนวนน้อยรายที่ดำเนินธุรกิจได้แบบ RT

     จึงมั่นใจว่า RT จะมีโอกาสรับงานได้อีกมากในอนาคต โดยเฉพาะงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทยอยประกาศออกมา อีกทั้งบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีความสามารถบริหารต้นทุนการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    สะท้อนจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ( 1 ต.ค. 62 - 30 ก.ย.63 ) มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 267 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมมีกำไรสุทธิ 229.47 ล้านบาท (1 ก.ค. 62 - 30 มิ.ย. 63 ) ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.24 บาทต่อหุ้น จากเดิม 0.21 บาทต่อหุ้น ขณะที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 1.92 บาท อยู่ที่ 8 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 9.20 เท่า

     “ภายหลังการระดมทุน RT จะสามารถสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้น จากฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย RT มีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ณ สิ้นไตรมาส 3/63 อยู่ที่ 343.55 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักสำรองต่าง ๆ และมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตและโอกาสการรับงานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต” นายสมภพกล่าว
 
*** ระดมเงินขยายธุรกิจใน-ต่างประเทศ

    นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่าหลังจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ บริษัทจะนำเม็ดเงินที่ได้มาใช้ขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมลงทุนเพิ่มเครื่องมือ-เครื่องจักร ระบบคอมพิวเตอร์ และการก่อสร้างโรงซ่อมและอาคารเก็บวัสดุแห่งใหม่ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจต่อไปในอนาคต

     การระดมทุนจะส่งผลให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ยกระดับในการเข้ารับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างการเติบโตได้ตามแผนและกรอบเวลาที่ทางบริษัทได้วางไว้

*** โชว์ผลงาน 9 เดือน นิวไฮ

     สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/63 บริษัทมีรายได้รวม 673.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 643.75 ล้านบาท จำนวน 29.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.60% และมีกำไรสุทธิ 67.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28.51 ล้านบาท จำนวน 38.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 135.88%

    ส่วนงวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 ก.ย. 2563 ถือเป็นการเติบโตทำสถิติสูงสุด  โดยมีรายได้รวม 2,114.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,687.48 ล้านบาท จำนวน 427.25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.31% และมีกำไรสุทธิ 204.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 67.02 ล้านบาท จำนวน 137.55 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 205.24 %

      รายได้และกำไรของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมากจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระเป็นงานที่กำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นงานที่บริษัทมีประสบการณ์การทำงานสูงจากการก่อสร้างอุโมงค์ และการบริหารการใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินงานได้เป็นอย่างดี และได้รับอัตรากำไรขั้นต้นสูงดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาส 3/63

 *** โบรกฯชี้เป้า 2.20-2.44 บาท 

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส คาดกำไรปกติปี 63 โต 62% Y-Y และดีต่อเนื่อง+12% Y-Y ในปี 64  รายได้ที่เติบโตตามความคืบหน้าที่เพิ่มขึ้นของงานระหว่างทำหลักๆเป็นงานอุโมงค์ รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ นอกจากนี้ งานดังกล่าวมีมาร์จิ้นสูงจึงหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นดี สำหรับปี 64 คาดกำไรจะโตดีต่อเนื่อง 12% Y-Y จากการรับรู้งานในมือ บวกกับเริ่มก่อสร้างงานใหม่ในกลางปีหน้า รวมถึงคาดค่าใช้จ่ายการเงินลดลง หลังจากได้เงิน IPO โดยงานในมือปัจจุบันอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท ทยอยรับรู้ถึงปี 65 และรองรับประมาณการรายได้ปีนี้ทั้งหมด และปี 64 แล้ว 72%
 
    เราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ RT ด้วยวิธี Relative valuation อิง PE Multiplier ปี 64 ที่ 11.5x อ้างอิงกับบริษัทที่มีส่วนของงานรับเหมาวิศวกรรมโยธา และธรณีเทคนิคอย่าง CK, STEC, UNIQ ซึ่งซื้อขายบน PE ปี 62 เฉลี่ยที่ 14.1x ส่วน ITD ไม่นำมาพิจารณาเนื่องจากผลประกอบการขาดทุน อย่างไรก็ดี RT มีขอบเขตของลักษณะงานที่รับน้อยกว่า, ไม่มีการลงทุนในบริษัทร่วมอย่าง CK รวมถึงคาดการณ์กำไรปกติปี 64 เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า จึงอิงระดับ PE ที่ต่ำกว่า คำนวณได้มูลค่าเหมาะสมของRT ตามปัจจัยพื้นฐานปี 64 ที่ 2.20 บาท Implied PBV ที่ 1.8x ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของ PBV ปี62 ของผู้รับเหมารายใหญ่ที่เฉลี่ย 1.7x

    บล.ไอร่า คาดกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% ภายใต้การคาดการณ์มีงานในมือเพิ่มประมาณ 2,000 ล้านบาท ในปี 63 และเพิ่มเป็น 3,600 ล้านบาท ในปี 64 จากมูลค่างานที่เข้าร่วมประมูล 11,200 ล้านบาท และ 18,240 ล้านบาท ตามลำดับ คาดช่วยหนุนผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง  โดยคาดปี 64 มีรายได้ก่อสร้าง 3,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%  ขณะที่รายได้จากการขายวัสดุก่อสร้าง ทรงตัว 20-25 ล้านบาท และ Gross Profit  Margin เฉลี่ยทรงตัวจากปี 63 ที่ 18.05%

     ประเมินราคาเป้าหมายปี 64 อิง PBV 1.60X ที่  2.30 บาท โดยประเมินลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลประกอบกาน อาจมีความไม่แน่นอนจากงานใหม่ๆ ที่จะเข้ามา และอาจทำให้การรับรู้รายได้ไม่ต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการทำกำไรจากโครงการในมือ อาจประสบปัญหาต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้น  ทำให้บางปีอาจมีผลขาดทุน 

    ฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก คาด คาดว่ารายได้ปี 63-64 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากงานในมือ (Backlog ) สิ้นเดือน มิ.ย. ที่มีอยู่ 4,258 ล้านบาทคาดว่าจะรับรู้ รายได้ภายในปี 2H63 40% ช่วยหนุนรายได้ และผลประกอบการ 2H63 ให้เติบโตต่อเนื่อง เราคาดว่าปี 63 จะมีรายได้ราว 3,149 ลบ.เติบโต 35%YoY จากการรับรู้ รายได้ Backlog ที่มีในปัจจุบัน

    ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับขึ้นจากปี ก่อนที่ 17.7% สู่ระดับ 18.2%เนื่องจาก Backlog ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทาง ให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้น ด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารเพื่อเทียบกับรายได้คาดว่าจะปรับตัวลงสู่ 8.5% ของยอดขายเนื่องจากรายได้มีการเติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย 

    เราคาดว่าปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิราว 206 ลบ. +58%YoY ขณะที่ปี 64 คาดว่ารายได้จะเติบโตต่อเนื่องสู่ 3.24 พันลบ. +3%YoY จากการเข้าประมูลงานใหม่หลังได้รับเงินจากการระดมทุน และคาดว่าจะมีกำไร
สุทธิราว 239 ลบ. +16%YoY 

     ประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective PER เทียบกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และดำเนินธุรกิจที่คล้ายกัน อาทิ CK, ITD, STEC และ UNIQ โดยเราเลือกใช้ UNIQ เป็นตัวเปรียบเทียบ เนื่องจาก CK มีการกระจายการลงทุนในหลายธุรกิจ STEC รับงานก่อสร้าง โครงการขนาดใหญ่ที่หลากหลาย และ ITD ไม่สามารถคำนวณค่า PER ได้  ทั้งนี้คำนวณ ค่า PER ย้อนหลัง 1 ปีของ UNIQ +1S.D. เพื่อให้สะท้อนการเติบโตที่สูงกว่าของ RT เมื่อเทียบกับ UNIQ ได้ 11.1x และประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 64 ราว 0.22 บาท/หุ้น คำนวณเป็ นราคาเหมาะสมปี  64 ราว 2.44 บาท/หุ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด