ข่าวนี้ที่ 1

ส่องหุ้น 8 กลุ่ม เฮ!รับเปิดเมือง-คาดต.ค.นี้ยอดฉีดวัคซีนแตะ 60%

ส่องหุ้น 8 กลุ่ม เฮ!รับเปิดเมือง-คาดต.ค.นี้ยอดฉีดวัคซีนแตะ 60%

 

       โบรกฯเปิดโผหุ้น 8 กลุ่มน่าลงทุน รับอานิสงส์ใกล้เปิดเมือง หลังรัฐเร่งกระจายฉีดวัคซีน คาดภายในกลาง ต.ค.นี้ ประชากรจำนวน 60% จะได้รับวัคซีนเข็มแรก หนุนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ง่ายขึ้น ชู AOT-CPN เด่นสุด เหตุราคายัง Laggard ด้านหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล รับอานิสงส์วัคซีนทางเลือก แนะจับตายอดจ่ายเงินชำระค่าวัคซีนล่วงหน้า ชู BDMS-PR9 แจ่ม เชียร์เก็งกำไร BCH

***โบรกฯ คาดปูพรมฉีดวัคซีนตามแผน ดันหุ้นท่องเที่ยวฟื้น

       บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส(ASPS) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยปัจจุบัน (7 มิ.ย.64) ฉีดไปแล้วจำนวน 4.22 ล้านโดส ส่งผลให้ไทยจะต้องฉีดวัคซีนเพิ่มอีก 95.78 ล้านโดส จึงจะครบ 100 ล้านโดส ตามเป้าที่วางไว้ หรือต้องฉีดเฉลี่ยให้ได้ราว 4.63 แสนโดสต่อวัน (คำนวณจาก 95.78 ล้านโคส หารด้วยจำนวนคงเหลือจนถึงสิ้นปีจำนวน 207 วัน)

        ASPS ประเมินว่า หากสมมุติให้ไทยฉีดวัคซีนได้วันละ 3 แสนโดสทุกวันไปเรื่อยๆ และ ทุกโดสฉีดให้เฉพาะผู้รับวัคซีนรายใหม่ (ภาตใต้สมมุติฐาน ยังไม่มีใครฉีดเข็มสอง) จะพบว่าจำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจุบัน 2.86 ล้านราย (4.1% ของ ประชากร) เป็น 7.06 ล้านราย (10% ของประชากร) ในประมาณวันที่ 21 มิ.ย.64 และ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ประชากรราว 60% จะได้รับวัคซีนประมาณช่วงกลางเดือน ต.ค. 64 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ไทยเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ง่ายขึ้น

       ทั้งนี้ หากเป็นไปตามคาด จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาได้ ส่งผลบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง เช่น 
       1.กลุ่มสายการบิน (AOT, AAV) 
       2.กลุ่มขนส่ง (BEM, BTS, DMT) 
       3.กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม (MINT, ERW.CENTEL) 
       4.กลุ่มบันเทิงและสื่อ (MAJOR, VGI, PLANB)  
       5.กลุ่มค้าปลีกและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (CPALL, CRC, BJC, HMPRO, DOHOME, SPVI, CPN) 
       6.กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL), 
       7.กลุ่มเช่าชื้อ (MTC, SAWAD, TIDLOR) 
       8.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) จากแผนการฉีดวัคซีนให้แรงงานในนิคม และ ชุมชนรอบนิคมที่จะเริ่มต้นในวันที่ 9 มิ.ย. 2564 

       โดยเลือก AOT และ CPN เป็นส่วนหนึ่งของหุ้น Top picks 

*** หุ้นโรงพยาบาล รับอานิสงส์วัคซีนทางเลือก 

        ASPS ระบุว่า หลังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนประกาศราคากลางวัดซีนทางเลือกโมเดอร์นาที่ 1.9 พันบาท/โดส เป็นราคาที่รวมค่าบริการ+ ค่าประกันแล้ว โดยมีกำหนดการนำเข้าล็อตที่ 1 รวม 4 ล้านโดส ในช่วงต้นงวด 4064 , ล็อตที่ 2 รวม 1 ล้านโดส ช่วงต้นปี 2565 และ ที่เหลืออีก 5 ล้านโดสหลังจากนั้น ภาพรวมถือเป็น Upside ต่อประมาณการกลุ่มฯ

        อย่างไรก็ตาม กำหนดการนำเข้าที่ค่อนข้างช้าเทียบกับแผนกระจายวัคซีนของรัฐฯ ฝ่ายวิจัยจึงให้น้ำหนักที่ต้องติดตาม คือ จำนวนผู้ที่จ่ายเงินชำระค่าวัคซีนล่วงหน้าจริง รวมถึงจำนวนวัคซีนที่แต่ละโรงพยาบาลจะได้รับการจัดสรร

        เบื้องต้นหากอิงการจัดสรรวัดซีนจากสัดส่วนเตียงโรงพยาบาลเอกชน และ กำหนด Net Profit Margin ที่ 10% จะบวกต่อ BCH มากสุด รองมาเป็น BDMS และ CHG  โดยทิศทางดังกล่าวจะช่วยหนุนแนวโน้มการฟื้นตัวของกลุ่มต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง 64 และ ในปี 65 ภาพรวมจึงยังคงน้ำหนักเท่าตลาด เลือก BDMS (ราคาเป้าหมาย 24 บ.) รองลงมา คือ PR9 (ราคาเป้าหมาย 12 บ.) แนะเก็งกำไร BCH จากแนวโน้มกำไร Q2/64 จะนิวไฮ และ ได้ประโยชน์จากวัคซีนทางเลือกที่สุดในกลุ่ม   

*** เคาะ 4 หุ้นส่งออกน่าเก็บ รับการค้าจีนโต หนุนส่งออกไทยสดใส

        ASPS ประเมินว่า ภาพของเศรษฐกิจโลกปี 64 เห็นการฟื้นตัวชัด สะท้อนจากการรายงานดัชนีชี้นําเศรษฐกิจรายเดือนในประเทศหัวเรือสำคัญของโลก อาทิ สหรัฐ ยุโรป จีน ออกมาดีต่อเนื่อง ซึ่งมองเป็นบวกต่อไทย โดยเฉพาะภาคส่งออก ที่มีสัดส่วนราว 60% ของ GDP 

        ดังนั้น ASPS ยังคงให้หุ้นส่งออก เป็น 1 ใน Theme การลงทุนในช่วงที่เหลือของปี จากพื้นฐานที่ยังสดใส แนวโน้มส่งออกยังดีตลอดทั้งปี 64 โดยประเมินหุ้นส่งออก 3 กลุ่ม คือ 

กลุ่มเกษตรและอาหาร แนะนำ ซื้อ CPF(FV @ 42.00) , TU(FV @ 20.00), STA(FV @ 60.00), SAT(FV @ 24.00) 

        ส่วนกลุ่มชิ้นส่วน อาทิ KCE, HANA, DELTA, SVI ในทางพื้นฐานยังแนะนำชะลอลงทุน เนื่องจาก Valuation ที่แพง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด