ข่าวนี้ที่ 1

FETCO คาด SET ปี65 แตะ 1,800 จุด-ความเชื่อมั่น"ร้อนแรง"

FETCO คาด SET ปี65 แตะ 1,800 จุด-ความเชื่อมั่น

   FETCO มองเป้า SET ปี 65 แตะ 1,800 จุด อิงอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ 4% นักท่องเที่ยวและกำลังซื้อในประเทศกลับมา ส่วนดัชนีช่วงที่เหลือของปีนี้คาดอยู่ที่บริเวณ 1,650 จุด ลุ้น Q4 เงินต่างชาติไหลเข้าเป็นซื้อสุทธิ หลังเร่งฉีดวัคซีนตามแผน-เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว พร้อมเผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นแตะ 144.37 อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

 

*** FETCO คาด SET ปี 65 แตะ 1,800 จุด รับท่องเที่ยว-กำลังซื้อฟื้น

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET INDEX) ช่วงที่เหลือของปีนี้อยู่ที่ 1,650 จุดบวกลบ ซึ่งหากเทียบอัพไซด์ของดัชนีฯจากตรงนี้ถึงปลายปีถือว่าไม่มากแล้ว ขณะที่ดาวน์ไซด์ก็ไม่เยอะ อย่างไรก็ตามตอนนี้นักลงทุนมองไปถึงแนวโน้มในปี 65 แล้ว ซึ่งทาง FETCO คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปแตะ 1,800 จุดได้ ภายใต้คาดการณ์จีดีพีไทยปี 65 ที่ขยายตัวประมาณ 4% จากอานิสงส์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อในประเทศที่ต้องกลับมาพอควร  รวมถึงรัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาด้วย

    สำหรับจีดีพีปีนี้ หากกลับมาเติบโตระดับ 1% ก็ถือว่าดีมากแล้ว โดยคาดหวังว่าในช่วงไตรมาส 4/64 รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษกิฐออกมาเพิ่มเติม

    ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/64 เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะเห็นเม็ดเงินต่างชาติทยอยไหลเข้าเป็นยอดซื้อสุทธิ จากเดือนก่อนหน้าเป็นขายสุทธิมาตลอด ซึ่งมีปัจจัยหนุนที่สำคัญคือการนำเข้าวัคซีนมาตามแผนและแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น

 

*** ดัชนีเชื่อมั่นฯ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 144.37 จุด อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

    นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) จากผลสำรวจในเดือนส.ค.64 พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 144.37 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 124.3% จากเกณฑ์ซบเซาเดือนก่อน มาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” นักลงทุนคาดหวังแผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ Covid-19 เป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและเงินทุนไหลเข้า สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของ Covid-19 ระลอกปัจจุบัน รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    ขณะที่ในช่วงปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุ 1,600 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน จากการที่ได้รับข่าวดีซึ่งช่วยหนุนตลาด อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19,ความชัดเจนจากภาครัฐในการผ่อนคลายล็อกดาวน์ และการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศว่าอาจจะเริ่มลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE Taper) ในปีนี้ แต่จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดทุนไทยเป็นเดือนแรกในรอบปี 64 โดย SET index ณ สิ้นเดือนส.ค.64 ปิดที่ 1,638.75 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.68% จากเดือนก่อนหน้า

 

*** จับตาประชุมเฟดเดือนก.ย.นี้ หวั่นกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก

    นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟดรอบเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งหากเฟดมีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก และผลการประชุมธนาคารกลางหลัก อาทิ ECB, BOJ และ BOE ที่คาดว่าจะคงนโยบายดอกเบี้ยตามเดิม รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยเฉพาะในอัฟกานิสถานที่อาจบานปลาย 

    ในขณะที่ปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ Covid-19 ภายหลังการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงของสถานการณ์แพร่ระบาดที่อาจกลับมารุนแรงขึ้นอีกหลังคลายล็อกดาวน์,แผนการนำเข้าวัคซีนทางเลือกโดยเฉพาะวัคซีน mRNA ที่มีแนวโน้มจะนำเข้ามาได้เร็วขึ้น,ผลการประชุมกรรมการนโยบายการเงินว่าจะยังคงนโยบายดอกเบี้ยตามเดิมหรือไม่,การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯประจำปี65 และการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจเพิ่มความร้อนแรงของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ

 

***ASPS แนะเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นเป็น 30% หลังโควิดคลี่คลายดัน SET ฟื้น

    ด้านฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส (ASPS) เผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ทั่วโลกให้ความสนใจกับการประชุม Jackson Hole เกี่ยวกับการทำ Tapering QE บวกกับ COVID-19 ทั่วโลกกลับมาสร้างความกังวลหลังสายพันธ์ Delta ระบาดในหลายประเทศ ฝ่ายวิจัยจึงลดน้ำาหนักหุ้นต่างประเทศลง 5% เหลือ30% (เท่าตลาดฯ) ส่วนตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของการแพร่ระบาด อีกทั้งดัชนีหุ้นไทยยัง Laggard ตลาดหุ้นอื่นๆอยู่มาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด COVID

    ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยฯจึงเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยขึ้น 5% เป็น 30% (เท่าตลาดฯ) โดยเน้นการลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำหรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในตราสารลงทุนอื่นๆเน้นลงทุนในโปรดักส์ที่ลงทุนในหุ้นไทยอย่าง ELN เป็นหลักโดยให้น้ำหนัก 15% (มากกว่าตลาดฯ) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสภาวะตลาดหุ้นผันผวนและขาดปัจจัยหนุนได้เป็นอย่างดี พร้อมกับเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้เป็น 20% (เท่าตลาดฯ) ส่วนสุดท้ายคือ ตลาดเงินเหลือน้ำหนักเพียง 5% รอจังหวะลงทุนเพิ่มเติมในเดือนต่อไป

    ขณะที่มองว่าการปรับขึ้นมาที่ 1600 จุด ของ SET Index ถือเป็นการตอบสนองสัญญาณบวกจากสถานการณ์ Covid-19 ใน ประเทศ แต่ขณะเดียวกันน้ำหนักของสัญญาณลบจากการที่มีบางประเทศลดระดับการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย กล่าวคือ เกาหลีใต้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 0.75% ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณการทำ QE Tapering สัญญาณ ดังกล่าวน่าจะสร้างแรงกดดันต่อ SET Index โดยมีผลทำให้Fund Flow จากต่างประเทศจะยังไม่ไหลเข้ามาและอาจมีการไหลออกบางส่วน ทำให้จากนี้ไปแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นไทยต้องมาจากเม็ดในประเทศเป็นหลัก







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด