ข่าวนี้ที่ 1

รัฐอัดงบ 3.5 แสนลบ.ช่วยภาคธุรกิจ เริ่มโครงการพ.ค.นี้

รัฐอัดงบ 3.5 แสนลบ.ช่วยภาคธุรกิจ เริ่มโครงการพ.ค.นี้

    ครม. มีมติอนุมัติ 2 โครงการ ช่วยฟื้นฟูธุรกิจขนาดเล็ก วงเงินรวม 3.5 แสนลบ. แบ่งเป็น "สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ" วงเงิน 2.5 แสนลบ. และมาตรการ "พักทรัพย์ พักหนี้" วงเงิน 1 แสนลบ. ระบุมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี พร้อมไฟเขียวโครงการทัวร์เที่ยวไทย - ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 เพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ์ 

** ครม.ไฟเขียว "สินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ" วงเงิน 2.5 แสนลบ.

    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติอนุมัติมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจ(สินเชื่อฟื้นฟู) วงเงิน 250,000 ล้านบาท โดยจะครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีวงเงินและไม่มีวงเงินกับธนาคารพาณิชย์ โดยผู้ประกอบธุรกิจที่มีสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 30% ของวงเงินสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 หรือ ณ วันที่ 28 ก.พ. 64 แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท

    ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง ณ วันที่ 28 ก.พ. 64 สามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรกของสัญญา และเฉลี่ยไม่เกิน 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก ที่สถาบันการเงินได้รับแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว กำหนดให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 40% ของวงเงินสินเชื่อภายใต้โครงการ เพื่อลดความเสี่ยงเครดิตของผู้ประกอบการ ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยค่าธรรมเนียมดังกล่าวเฉลี่ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ตลอดสัญญา ส่วนธปท. หวัง Q3/65 ศก.จะกลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด แต่ท่องเที่ยวคาด 4-5 ปีฟื้น 

    นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย จะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดจำนองทรัพย์ค้ำประกันจากการดำเนินการตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เหลือ 0.01% ต่อปี เพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจ

** อัดมาตรการ"พักทรัพย์ พักหนี้" วงเงิน 1 แสนลบ. 

    นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการที่ 2 รัฐบาลจะสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกัน เพื่อชำระหนี้ โดยให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินนั้นคืนภายในระยะ 5 ปี (มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้) วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนผู้ประกอบการไม่ต้องรับภาระต้นทุนทางการเงินเป็นการชั่วคราว และไม่ถูกบังคับให้ขายสินหลักประกันในราคาต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ให้แก่กลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจ โดยใช้ทรัพย์สินหลักประกันเดิมได้ หลังโควิด-19 คลี่คลาย

    โดยให้สถาบันการเงินรับโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันที่โอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินกู้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน และมีข้อตกลงให้สิทธิซื้อทรัพย์สินหลักประกันนั้นกลับคืนในภายหลังตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ธปท. กำหนด ซึ่งรวมถึงราคาที่ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันซื้อทรัพย์สินนั้นคืนจากสถาบันการเงิน

    ทั้งนี้ ธปท. จะสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถขายทรัพย์สินคืนให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินรายเดิมในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป นอกจากนี้ สถาบันการเงินสามารถให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินเช่าทรัพย์สินนั้นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงระยะเวลามาตรการได้อีกด้วย

    ซึ่งกระทรวงการคลังจะยกเว้นภาระภาษีอากรที่เกิดขึ้นจากการตีโอนทรัพย์ตามมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้สำหรับสถาบันการเงินผู้ให้กู้ และผู้ประกอบธุรกิจผู้กู้หรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกัน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจากผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันให้สถาบันการเงิน และจะลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองให้ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันในกรณีที่ซื้อทรัพย์สินนั้นคืนจากสถาบันการเงินเพื่อลดภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
    
    สำหรับทั้ง 2 มาตรการมีระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี โดย ครม.สามารถขยายระยะเวลามาตรการออกไปได้อีก 1 ปี ในกรณีที่มีความจำเป็นและมีวงเงินเหลืออยู่ และคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติให้เกลี่ยวงเงินระหว่างมาตรการได้

** ส.ธนาคารไทย ขานรับ เดินหน้าสนับสนุนทั้ง 2 มาตรการ
 
    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนการดำเนิน2 มาตรการดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกนานในการฟื้นตัว

    “สมาคมฯ และธนาคารสมาชิก มีความตั้งใจและความพร้อมในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อช่วยประคับประคองภาคธุรกิจไทยให้สามารถอยู่รอดในช่วงที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัว และกลับมาดำเนินธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นายผยงกล่าว 
 
** ธปท. หวัง Q3/65 ศก.กลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด แต่ท่องเที่ยวคาด 4-5 ปีฟื้น

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ปัจจุบันจะทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่า เศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ได้ในไตรมาส 3/65

    โดยธปท. พร้อมสนับสนุนสภาพคล่องต้นทุนต่ำแก่สถาบันการเงิน เท่ากับมูลค่าทรัพย์ที่สถาบันการเงินและลูกหนี้แต่ละรายตกลงร่วมกัน และภาครัฐสนับสนุนยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมในการตีโอนทรัพย์ ทั้งขารับโอนและขายคืนให้กับลูกหนี้รายเดิมด้วย

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีการจ้างงานสูงกว่า 10 ล้านคน คาดว่าจะต้องใช้เวลา 4-5 ปีกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเข้าใกล้ระดับก่อนการระบาด หรือประมาณ 40 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น รวมถึงบางส่วนที่มีหนี้เดิมค้างชำระอยู่ อาจมีข้อจำกัดในการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ยังไม่สามารถประเมินรายได้และกระแสเงินสดได้ ส่งผลให้ล่าสุด ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออก 2 มาตรการ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบแล้ว
    
    “หวังว่าทั้ง 2 มาตรการจะได้เห็นภายในเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งเชื่อว่าจะตอบโจทย์และช่วยปลดล็อกหลายอย่างที่ผู้ประกอบการบางส่วนติดขัด”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

** ไฟเขียวโครงการทัวร์เที่ยวไทย-ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 

    ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ ขยายโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 โดย โดยขยายเพิ่มสิทธิ์อีก 2 ล้านสิทธิ์

    ทั้งนี้ ยังได้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิ์? จากเดิมจะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์ในวันที่ 30   เม.ย. 64และเบิกจ่ายงบประมาณได้ถึงวันที่30 มิ.ย. 64 เป็นสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ  เป็นสิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์ในวันที่ 31 ก.ค. 64 และเบิกจ่ายงบประมาณถึงวันที่ 30 ก.ย. 64 โดยใช้จ่ายจากวงเงินเดิมของโครงการ ฯ (15,000 ล้านบาท) 

    ส่วนเรื่องของอีว้อยเชอร์เดิมวันธรรมดาจะได้ 900 บาท และ 600 บาท ในวันหยุด ก็จะปรับเป็นราคาเดียวคือ 600 บาท ต่อวัน และเดิมในการเดินทางอนุญาตให้ใช้พักแรมในจังหวัดเดียวกันได้ แต่ปรับใหม่จะให้เดินทางข้ามจังหวัดเท่านั้น 

    ด้านโครงการทัวร์เที่ยวไทย วงเงิน 5,000 ล้านบาท กำหนด 1 ล้านสิทธิ์นั้น จะเป็นลักษณะรัฐช่วยสนับสนุนค่าเดินทางในลักษณะการร่วมจ่าย 40% แต่ไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเดินทางท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการนำเที่ยว หรือบริษัททัวร์ และนักท่องเที่ยวจะต้องเลิกบริการนำเที่ยวในราคา 12,500 บาทต่อโปรแกรมขึ้นไป โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค. นี้รวมระยะเวลา 4 เดือน เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว 

** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มอง 2 มาตรการช่วยบรรเทาธุรกิจขนาดเล็ก 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า มาตรการสินเชื่อพิเศษหรือสินเชื่อฟื้นฟูใหม่ และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ขณะเดียวกันก็ช่วยบรรเทาภาระสถาบันการเงินจากการตั้งสำรองฯ เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการซึ่งภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน อาจนำมาสู่ปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น

    โดยความสำเร็จของโครงการพักทรัพย์พักหนี้จะมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับ 2 เงื่อนไขหลัก คือ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกิจกรรมการท่องเที่ยว และบทสรุปของข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งแตกต่างกันตามเงื่อนไขในทางปฏิบัติของลูกหนี้แต่ละราย ขณะที่ มาตรการในรอบนี้อาจไม่ครอบคลุมลูกหนี้ได้ทุกกลุ่ม โดยกลุ่มที่อาจต้องพิจารณาแนวทางดูแลเพิ่มเติม คงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ไม่มีกรรมสิทธิ์บนอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากใช้วิธีการเช่าอสังหาริมทรัพย์ในการประกอบธุรกิจ เป็นต้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด