ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่งหนักผวาโควิดรอบใหม่ กูรูยังหวัง ธ.ค.มีลุ้น 1,500 จุด

SET ดิ่งหนักผวาโควิดรอบใหม่ กูรูยังหวัง ธ.ค.มีลุ้น 1,500 จุด

    SET ดิ่งเกือบ 30 จุด วอลุ่มทะลัก 1.2 แสนลบ. ผวาโควิดรอบใหม่  โบรกฯ คาดธ.ค.เริ่มชะลอความร้อนแรง หลังทั้งพ.ย.ให้ผลตอบแทนแล้วกว่า 20% แต่ยังแอบหวัง ไปถึงแนวต้านสำคัญที่ 1,500 จุด พร้อมเปิดโผ 7 หุ้นจ่อเข้า SET50 - SET100 และหุ้นเด่น Growth Stock น่าเก็บเข้าพอร์ต 

* SET ดิ่ง จุด ส่งท้ายพ.ย. ผวาโควิด-การเมือง      

    ตลาดหุ้นไทย ปิดการซื้อขายเดือนพ.ย.63 (30 พ.ย.63) ที่ระดับ 1,408.31 จุด ลดลง 29.47 จุด หรือ -2.05% มูลค่าการซื้อขาย 120,486.50 ล้านบาท แต่ตลอดทั้งเดือนพ.ย. ดัชนีปรับ ตัวขึ้นมา 213.36 จุด หรือ 17.85%    

    ด้านสัดส่วนลงทุนของนักลงทุนแต่ละกลุ่มวานนี้ นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,981.96 ล้านบาท (ทั้งเดือนขายสุทธิ 3,104.28 ล้านบาท) บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 725.71 ล้านบาท   (ทั้งเดือนซื้อสุทธิ 12,347.98 ล้านบาท)  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ  4,372.45 ล้านบาท  (ทั้งเดือนซื้อสุทธิ 32,643.75ล้านบาท)   และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 6,628.70 ล้านบาท  (ทั้งเดือนขายสุทธิ  41,887.45ล้านบาท)        

     บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรงวานนี้ มาจากแรงขายทำกำไร หลังจาก 1 เดือนที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นราว 18% นอกจากนี้ ยังมี 2 ปัจจัยลบในประเทศกดดัน อาทิ พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศยังไม่คลี่คลาย ทั้งการชุมนุม และการพิจารณาการดำรงหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีบ้านพักหลวง 
 
* คาด SET ธ.ค.แรงตก แต่ยังลุ้น 1,500 จุด 

    บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทย เดือนธ.ค.63 ว่ามีแนวโน้มชะลอการปรับขึ้น หลังให้ผลตอบแทนมาแล้วกว่า 20% ภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็น Leaders ในรอบนี้ (SET50) ที่ให้ผลตอบแทนไปถึง 25% ในเวลาเดียวกันคาดดัชนีมีแนวต้านระยะสั้นที่บริเวณ 1,450-1,460 จุด ส่วนแนวต้านสำคัญ มองที่ระดับ 1,500 จุดเช่นเดิม 

    โดยแนวต้านดังกล่าว เป็นระดับดัชนีที่คำนวณได้จากวิธี Earning yield gap ว่าเป็นระดับที่สามารถไปถึงได้ในกรณีสูงสุด หากเม็ดเงินต่างชาติ (Fund flow) ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องอีก ในทางกลับกัน ประเมินแนวรับแรกของดัชนีที่ 1,400 จุด และระดับแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,330-1,350 จุดซึ่งเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมจากวิธี PE Model  

     สำหรับปัจจัยที่น่าติดตามและมีผลต่อตลาดหุ้นเดือนนี้ได้แก่  การรายงานตัวเลข PMI ภาคการผลิตประจำเดือนพ.ย.ของประเทศสำคัญ ทั้งจีน ยุโรป สหรัฐฯ ในวันที่ 30 พ.ย. ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งของจีนรายงานออกมาพบว่าดีกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย เป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นจีน  รวมถึงการประชุมของกลุ่ม OPEC ว่าจะมีการต่ออายุการลดกำลังการผลิตที่ระดับ 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือไม่ หรือจะลดลงมาเหลือวันละ 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามที่เคยได้ทำข้อตกลงร่วมกัน  ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนในระยะสั้นได้

    ส่วนปัจจัยในประเทศ คือการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อความเป็นนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าต้องสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีการใช้สิทธิ์พักอาศัยในบ้านพักทหาร ซึ่งอาจเป็นการกระทำขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะเกษียณอายุราชการไปแล้ว มองปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสรบกวนให้กับตลาดหุ้นไทยได้

* เปิดโผ 7 หุ้นจ่อเข้า SET50-SET100 คาดประกาศกลางเดือนนี้     

    บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.63 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเปิดเผยหุ้นที่เข้าคำนวณดัชนี SET50-SET100 สำหรับงวดครึ่งปีแรก 64   (มีผลเริ่มใช้ 1 ม.ค. 64 )

     โดยคาดหุ้นที่จะเข้าคำนวณใน SET50 ได้แก่ DELTA, BAM,COM7 ขณะที่หุ้นที่คาดจะหลุด SET50 คือ BPP, IRPC, WHA

     ส่วน SET100 หุ้นที่คาดเข้า ได้แก่ DELTA, BAM, MBK, JMART ขณะที่หุ้นที่คาดหลุดSET100 คือ AAV, PSH, SGP, SIRI 

* หยวนต้าคัด 5 หุ้นเด่นน่าเก็บตั้งแต่ต้นเดือน  

    บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ Trading Portfolio สัปดาห์ที่ 30 พ.ย. - 11 ธ.ค. 63 โดยเป็นการคัดเลือกหุ้นเพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนให้ชนะตลาด โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นจะเน้นไปที่ Growth Stock และ Turnaround Stock ซึ่งเป็นหุ้นที่คาดหวังผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงจากการลงทุนในระดับสูง

    โดยเกณฑ์ในการคัดเลือก Growth Stock ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตกว่ากลุ่ม และราคาหุ้นเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด และหุ้นTurnaround Stock ผลประกอบการมีแนวโน้มพลิกฟื้น และราคาหุ้น Laggard ตลาดมากเกินไป มีหุ้น 5 ตัวดังนี้    
         
    TACC คาดผลประกอบการ Q4/63 ยังอยู่ในทิศทางที่ดี และ Upside ในระยะยาวมีโอกาสเปิดกว้าง จากการขายไปต่างประเทศตาม CPALL และการควบรวมกับกิจการอื่น เพื่อยกระดับอัตราการเติบโตในอนาคต เราจึงยังแนะนำให้ถือต่อเนื่อง และให้เป็น Top Pick ของหุ้นขนาดกลาง-เล็กราคาเป้าหมาย 6.65 บาท ทำกำไร 7-7.10 บาท Stop Loss ที่ 6.45 บาท 

     CPALL ได้อานิสงส์เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ขณะที่ ดีลการซื้อโลตัสจะมีความชัดเจนมากขึ้น ช่วยปลดล็อคภาวะ Overhang ในระยะสั้น ราคาเป้าหมาย 61.75 บาท ทำกำไร 64.5-66 บาท Stop Loss ที่ 60 บาท 

      IVL  มี Downside ในเชิง Valuation ค่อนข้างจำกัด โดยปัจจุบันซื้อขายบน PBV เพียง 1.2 เท่า ขณะที่ ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการ Re-Stock และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาเป้าหมาย 30.25 บาท ทำกำไร 32-32.50 บาท Stop Loss ที่ 29 บาท 

    NYT คาดผลประกอบการ Q4/63 โตเด่นทั้ง QoQ และ YoY เพราะธุรกิจหลักฟื้นตัวตามยอดส่งออกรถยนต์ และกำไรจากเงินลงทุนจะ เร่งตัวขึ้นตามทิศทางของสินทรัพย์ลงทุนที่กลับมาฟื้นตัวเด่น นอกจากนี้ เราคาคว่า NYT จะได้ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการสนับสนุน EV Car  ราคาเป้าหมาย 3.62 บาท ทำกำไร 3.80-3.90 บาท Stop Loss ที่ 3.50 บาท 

    JWD คาดผลประกอบการจะออกมาเด่นใน Q4/63 เพราะทุกธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่ High Season และมีโอกาสได้อานิสงส์เชิงบวกจากการขนส่งวัคซีน หากไทยสามารถเป็นฐานการผลิตให้กลับภูมิภาคได้ ราคาเป้าหมาย 8.30 บาท ทำกำไร 8.70-8.90 บาท Stop Loss ที่ 8 บาท 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด