ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้น SET ปี 64 ทะลุ 1,500 จุด โควิด-19 กระทบน้อยกว่ารอบแรก

ลุ้น SET ปี 64 ทะลุ 1,500 จุด โควิด-19 กระทบน้อยกว่ารอบแรก

"โบรกเกอร์" มองตลาดหุ้นไทยปี 64 มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1,510-1,600 จุด เหตุโควิด-19 กระทบน้อยกว่ารอบแรก แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดใกล้ชิด จับตามาตรการควบคุม หากมีการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ ห่วงฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่เติบโต กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แนะกลยุทธ์ลงทุนเลือกหุ้นเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และเทรนด์รักสุขภาพ  

 *** ชี้เป้า SET ปีนี้ 1,510-1,600 จุด

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เผยผ่านบทวิเคราะห์ ให้เป้าดัชนีหุ้นไทย ปี 64 ที่ 1,600 จุด อิง PEG 0.73 เท่า ซึ่งเทียบเท่ากับ 2021PER ที่ 20.7 เท่าและ 2021PBV ที่ 1.76 เท่า

     ในระยะสั้น หุ้น Value Play จะยัง Outperform หุ้น Growth จาก Valuation ที่ถูกกว่า เราแนะนำ 3 Theme การลงทุน ได้แก่

      1. Techstocks ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรงจาก COVID-19 ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง

      2. E-Commerce จากการบริโภคที่ฟื้นตัวในปีหน้า

      3. รักษ์สุขภาพซึ่งได้ผลบวกจากกความสำเร็จของวัคซีน และเทรนด์รักสุขภาพ

     เลือก Top Picks 8 ตัวได้แก่ BEM, BDMS, KBANK, JWD, JR, M, MTC, SYNEX

    ขณะที่ นายสรพล วีระเมธีกุล นักกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,510 จุด จากค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,570 จุด +/- โดยต้องจับตาสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ซึ่งมองว่าอาจเป็นลักษณะ Mini ล็อคดาวน์ มีผลให้เศรษฐกิจจะมี downside น้อยกว่าการระบาดรอบแรก

     "ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่ปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว แต่ต้องดู Momentum และ Sentiment ของนักลงทุนส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้านักลงทุนยัง Panic กับตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 แนะยังไม่ต้องลงทุน แต่ถ้าไม่กังวลมากนัก ให้ทยอยซื้อได้"

***  ห่วงโควิดฉุดศก.ไม่โต

     นายสรพล กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ขยายตัวที่ 2.6% แต่ยังไม่รวมการแพร่ระบาดรอบ 2 ซึ่งหากมีการล็อคดาวน์อีกรอบในช่วงเวลา 2-3 เดือน มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะไม่เติบโต แต่คาดว่าการแพร่ระบาดรอบนี้อาจไม่ถึงขึ้นล็อคดาวน์ หรือดำเนินการไม่ถึงเดือน โดยไม่มีการไม่ปิดภาคการผลิต แต่อาจปิดเฉพาะภาคบริการ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ถึง 1.5%ของจีดีพี

     โดยการ full lockdown มองว่าขึ้นอยู่ใน 4 ประเด็น คือ 1. จำนวนผู้ติดเชื้อระดับ 1 พันคน/วัน 2.จำนวนเตียงเพียงพอรองรับหรือไม่ 3. การได้วัคซีนช้า และ4. คลัสเตอร์การแพร่ระบาด มีเพิ่มขึ้นหรือไม่

     "ถ้าไม่ full lockdown ผลกระทบเศรษฐกิจอาจไม่มากเท่าครั้งที่แล้ว แต่ทุกคนต้องช่วยกันเพื่อลดการแพร่ การติดเชื้อ"

     ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จับตารัฐบาลอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อาจเป็นรูปแบบเดิม เช่น อาจเพิ่มวงเงินโครงการ "คนละครึ่ง" หรือออก พ.ร.ก.กู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม เพราะเพดานหนี้สาธารณะ 60% ยังเหลือช่องให้กู้เพิ่มได้อีกราว 5% และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังเหลือช่องให้ลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง

    เช่นเดียวกับ ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง)  ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 จะขยายตัวที่ 3.8% เป็นอัตราการขยายตัวที่ยังไม่กลับไปสู่ระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ใน 62 ซึ่งเป็นช่วงก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ได้ ในปี 65- 66

     ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการที่โควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง ซึ่งอาจจะไปตอกย้ำผลกระทบด้านลบกับธุรกิจในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว และการบิน ทั้งยังอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและการบริโภคในประเทศด้วย ส่วนอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ความเสี่ยงด้านการเมืองภายในประเทศ ที่มีการประท้วงเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งอาจจะมีผลต่อเสถียรภาพของประเทศ กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้

*** คุมโควิดเร็ว กระทบกำไรบจ.แค่ Q1/64

     นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่เป็นความเสี่ยงสำคัญ ซึ่งหากจำนวนผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้น ตลาดคงสร้างฐานความผันผวน ที่ 1,420-1,370 จุด ยังเป็น sideway ตามมาตรการภาครัฐ จนกว่าคุมสถานการณ์ได้ แต่หากเกิดเคสที่ไม่คาดคิดเป็น fully lockdow อาจต้องปรับดัชนีเป็น 1,350-1,300 จุด ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยต้องลุ้นว่าทำได้เร็วหรือไม่ ถ้าทำได้เร็ว อาจกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/64 ไม่มาก แต่ถ้าคุมได้ช้า อาจทำกำไรไตรมาส 1/64 ไม่โต และไปลุ้นไตรมาส 2/64 อาจเริ่มเห็นการฟื้นตัว ดังนั้นจุดสำคัญเศรษฐกิจคือการควบคุมแพร่ระบาด

     ด้านฝ่ายวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนะสิน ให้กลยุทธ์ประเมินความเสี่ยงตลาดตอนนี้อยู่ 2 กรณี

     1) ให้โอกาส 55% Partial Lock Down ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น คาด SET สร้างฐาน 1,420-1,370จุด และ

     2) ให้โอกาส 45% Fully Lock Down กทม และจังหวัดเสี่ยง SET จะลงไปสร้างฐาน 1,350-1,300จุด

     การแพร่ระบาดภายในยังคงลุกลาม และเห็นภาพ Partial Lock Down ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น คาด SET สร้างฐาน 1,420-1,370จุด แนะนำกรณี SET ย่อ1,400-1,370จุด ให้นักลงทุนระยะกลาง-ยาว ถือหุ้นไทยราว 45-50% กรณีต่ำกว่า 1,350จุด ให้เพิ่มน้ำหนักเป็น 60-65%

     - กลุ่มที่ได้ผลลบจากโควิด-19 ได้แก่ กลุ่มอาหาร(TU, CPF), กลุ่มค้าปลีกห้างสรรพสินค้า(DOHOME, CPALL, BJC, M) กลุ่มค้าปลีก-ร้านอาหาร(ZEN, AU, M, DOHOME, BJC, CRC, CPN, ILM, CPALL, HMPRO), กลุ่มโรงหนัง(MAJOR), ท่องเที่ยว(MINT, ERW, CENTEL, AAV, BA, AOT), ขนส่ง(BEM, BTS), ธนาคาร

     - กลุ่มที่ได้ผลบวกหรือไม่กระทบจาก Covid-19 ชิ้นส่วนฯ(KCE, HANA), ถุงมือ(STGT, STA, NER), บรรจุภัณฑ์(SCGP, EPG), กลุ่ม ICT(ADVANC, INTUCH) และปิโตรเคมีขั้นกลาง-ปลาย, กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม(XO, ICHI)

     - สัญญาณ Dovish ของ กนง. ทำให้คาด 1Q21 จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-2ครั้ง เป็นจิตวิทยาบวกต่อกลุ่ม Consumer Finance(SAWAD, MTC) และ PROP(AP, SPALI, LH), ICT ปันผลสูง(ADVANC, INTUCH)

     - หุ้น PER ต่ำ 13 เท่าและแนวโน้มผลประกอบการเด่น GFPT, SNC, HTC, XO, SPALI, AP

***  ลงทุน ม.ค. เลือกโรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์-ถุงมือยาง

     นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์  (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยทิศทางการลงทุนเดือน ม.ค.64 ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วงเดือนแรกของปีจะมีแนวต้านสำคัญที่ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่พอสามารถยืดไปถึงได้ หากกระแสเงินทุนยังไหลเข้า  ในทางกลับกันมองแนวรับแรกที่ 1,400 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1,360 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่อิง กับ Forward PE ที่ 17.3 เท่า ถือเป็นระดับที่คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในช่วงถัดไปแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลัง COVID -19 ในประเทศกลับมาระบาดรุนแรงอีกครั้ง

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือน ม.ค.คาดว่า นักลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจลงทุนหุ้นเติบโต (Growth) อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้ช่วงการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 4/63 เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีโอกาสส่งมอบผลกำไรที่ดีได้ ซึ่งแตกต่างกับหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) และหุ้นกลุ่มคุณค่า (Value) ที่ดีดตัวขึ้นแรงในช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ แต่ในแง่ผลประกอบการนั้นอาจสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ได้ ดังนั้นผู้ที่ถือครองหุ้นเหล่านี้อยู่อาจต้องระวังแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนประกาศงบการเงิน

     กลุ่มหุ้นแนะนำและให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดในเดือน ม.ค.คือ 1. กลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive ที่ยังคง Laggard ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า และมีความน่าสนใจมากขึ้นจาก Bond yield ในประเทศที่ปรับตัวลดลง ประกอบด้วย GULF, GPSC, EA,  BGRIM,  EGCO ,RATCH และ ACE 2. กลุ่มไฟแนนซ์ ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจชะลอตัวและดอกเบี้ยต่ำ อาทิ กลุ่มปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ได้แก่ SAWAD, MTC และกลุ่มบริหารหนี้ ที่ได้ประโยชน์จากการซื้อหนี้ในระดับราคา  ที่น่าสนใจ ได้แก่ BAM, JMT และ CHAYO                   

    3. กลุ่มถุงมือยาง ที่ได้อานิสงส์เชิงบวกจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกที่รุนแรงต่อเนื่อง คือ STGT และ 4.กลุ่มหุ้นปันผล ที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในเดือน ม.ค.ประกอบด้วย  PTT, INTUCH, GUNKUL, BCPG, TVO และ ORI โดยหุ้นทั้ง 6 ตัวนี้มีความเชื่อมั่นทางสถิติ เกินกว่า 70% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในเดือน ม.ค. 

    ส่วนหุ้นกลุ่มที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด คือ 1. หุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 ในรอบนี้ ได้แก่ กลุ่มธนาคารและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม สายการบิน สนามบิน และร้านอาหาร 2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภคภายในที่ชะลอตัว จนอาจส่งผลกดดันต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า 3. กลุ่มขนส่งสาธารณะ ที่ได้รับผลกระทบจากระดับการสัญจรในประเทศที่ลดลง

    ทั้งนี้ จากสถิตินับตั้งแต่ปี 54  เป็นต้นมา พบว่าช่วง  4 เดือนแรกของทุกปีมักเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นปันผล โดยหากดูในมิติของค่ากลางอัตราผลตอบแทนจะพบว่า ให้อัตราผลตอบแทนในแต่ละเดือนดังนี้  เดือน ม.ค.ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 3.6 %  เดือน ก.พ.ให้ผลตอบแทน 2.3 %  เดือน มี.ค.ให้ผลตอบแทน 0.2 %  และเดือน เม.ย.ให้ผลตอบแทน 1.8% จึงถือเป็นธีมการลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลางได้  


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด