ข่าวนี้ที่ 1

SCGP ซื้อหุ้น "Duy Tan" 70%-ช่วยดันรายได้เพิ่มอีก 6%

SCGP ซื้อหุ้น

       "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)" ประกาศเข้าซื้อหุ้น 70% ใน "Duy Tan" ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปในเวียดนาม มียอดขายปีละ 6.1 พันลบ. มีกำลังผลิต 1.16 แสนตันต่อปี คาดธุรกรรมแล้วเสร็จกลางปีนี้ ด้านโบรกฯคาดช่วยเพิ่มรายได้รวมปีละ 6% เชื่อช่วงที่เหลือของปีนี้มีดีลซื้อกิจการรอประกาศอีกเพียบ

*** ประกาศซื้อหุ้น 70% ใน Duy Tan 

       บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในสัดส่วน 70% ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) ซึ่งจะดำเนินการผ่านบริษัทย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยยังอยู่ในช่วงของการสรุปราคาหุ้นขั้นสุดท้าย คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นประมาณกลางปี 64 ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นเดิม Duy Tan จะยังคงถือหุ้น 30% และ บริหารกิจการร่วมกับ SCGP


       Duy Tan เป็นผู้ผลิตสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูป (Rigid Packaging) ในเวียดนาม โดยขายสินค้าให้ลูกค้าบริษัทข้ามชาติ รวมทั้งเจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ยังผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน เช่น อุปกรณ์และภาชนะบรรจุอาหาร ภายใต้แบรนด์สินค้า “DuyTan” จำหน่ายสินค้า ผ่านช่องทางร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง และ ซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 16,000 แห่ง โดยสินค้าส่วนใหญ่ ผลิตเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศเวียดนามเป็นหลัก ในขณะที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคอื่นทั่วโลกอีกประมาณ 20% 


       ทั้งนี้ Duy Tan มีฐานการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเม็ดพลาสติกมาสเตอร์แบทช์ ออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ และ การผลิตพลาสติกแบบคงรูปในปี 63 Duy Tan มีรายได้ประมาณ 4,700 พันล้านดอง (ประมาณ 6,100 ล้านบาท) มีมูลค่าสินทรัพย์ 5,000 พันล้านดอง (ประมาณ 6,500 ล้านบาท) และ มีกำลังการผลิตรวม 116,000 ตันต่อปี ซึ่งการลงทุนใน Duy Tan นี้ ถือเป็นการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปของ SCGP สู่ภูมิภาคอาเซียน และ เสริมความแข็งแกร่งในการที่จะรองรับทั้งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ บริโภคในเวียดนาม

*** ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เวียดนาม ช่วยสร้างรายได้ปีละ 8.5 พันลบ.

       นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCGP เปิดเผยว่า การขยายฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำในเวียดนาม คาดว่าจะสร้างรายได้แก่ SCGP เพิ่มขึ้นประมาณ 8,500 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ได้เตรียมศึกษาการขยายกำลังผลิตกระดาษทางตอนเหนือของเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้จากลูกค้าในประเทศ และ การขยายตลาดส่งออก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเวียดนามอีกด้วย

*** ขยายธุรกิจในเวียดนามต่อเนื่อง

        นายวิชาญ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา SCGP ได้มีการขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้เติบโตเฉลี่ยกว่า 10%  ต่อปี โดยในปี 52 บริษัทได้ก่อตั้ง Vina Kraft Paper Co., Ltd. เพื่อเป็นฐานการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ด้วยกำลังการผลิต 5 แสนตันต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ และรองรับอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 


        โดยเมื่อปี 58 บริษัทได้เข้าลงทุนใน Tin Thanh Packing Joint Stock Company (BATICO) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) รายใหญ่ 1 ใน 5 ของเวียดนาม และ ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกันวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ และ ขยายตลาดในเวียดนามรวมถึงตลาดส่งออก นำมาสู่การลงทุนขยายกำลังการผลิตอีก 17%หรือ 84 ล้านตารางเมตรต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


        ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 64 ที่ผ่านมา SCGP ได้ขยายการลงทุนในเวียดนามด้วยการควบรวมกิจการ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (หรือ SOVI) ผู้ผลิตชั้นนำด้านบรรจุภัณฑ์เมื่อเดือนมกราคม 2564 โดยเข้าถือหุ้น 94.11% มีกำลังการผลิตกระดาษลูกฟูกและกล่องลามิเนท (Offset Laminated Packaging) เพิ่มขึ้น 100,000 ตันต่อปี โดย SOVI มีรายได้กว่า1,600 ล้านดอง (กว่า 2,200 ล้านบาท)  

*** โบรกฯ คาด Duy Tan ช่วยเพิ่มยอดขายปีละ 6% 


      นายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการ และ ราคาเป้าหมาย SCGP ไว้เช่นเดิม โดยยังแนะนำ “ซื้อ” และ ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 47 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวได้รวมประเด็นการเข้าซื้อกิจการ การเข้าลงทุน เพื่อทำให้แผนธุรกิจเป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะยอดขายโต 100% ใน 5 ปี เฉลี่ย 20% ต่อปี 


    “ สำหรับ Duy Tan เรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะประเมิน บริษัทที่เข้าไปลงทุนก็อยู่นอกตลาด เลยเห็นตัวเลขเท่าที่เปิดเผยมา ซึ่งหากคำนวณคร่าวๆ หากยอดขายโตเพิ่มขึ้น 6% รายได้ กำไร จะโตในระดับเดียวกัน โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายเกิน 1 แสนล้านบาท เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปีก่อนมียอดขาย 9.28 หมื่นล้านบาท หลังรับรู้ยอดขายจากการซื้อกิจการ SOVI ในเวียดนาม และ Go-Pak พอรวมดีลล่าสุดเข้าไปอีก แค่ 3 เดือนเกิดขึ้นแล้ว 3 ดีล”นายประสิทธิ์ กล่าว


      ด้านนายสุรชัย ประมวลกิจเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นบวกต่อดีลนี้ โดยเบื้องต้นคาดว่า จะสร้างยอดขายให้กับบริษัทเติบโต 6% แต่ปีนี้จะรับรู้เพียง 2.5-3% เพราะกระบวนการจะแล้วเสร็จกลางปีนี้   


    “ตอนนี้เรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ รอประกาศงบ รอเห็นตัวเลขที่มีมากกว่านี้ก่อน ถึงจะนำมาประเมินได้ว่าจะปรับประมาณการ ราคาเป้าหมายหรือไม่ โดยปัจจุบันยังแนะนำ ซื้อ และ ให้ราคาเป้าหมายที่ 50 บาท”นายสุรชัย กล่าว
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด