ข่าวนี้ที่ 1

CPALL จ่อโชว์กำไร 1.7 หมื่นลบ. ทรุด 25%-ปี64 ยังฟื้นตัวช้า

CPALL จ่อโชว์กำไร 1.7 หมื่นลบ. ทรุด 25%-ปี64 ยังฟื้นตัวช้า

          "ซีพี ออลล์(CPALL)" เตรียมประกาศผลการดำเนินงานวันที่ 22 ก.พ.นี้ กูรูคาด Q4/63 มีกำไร 3,800-4,600 ล้านบาท ลดลง 25-37.8% ส่วนทั้งปี 63 คาดมีกำไร 1.6-1.7 หมื่นลบ. ลดลง 22.70-25% รับผลกระทบกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว-มาตรการรัฐไม่เอื้อธุรกิจ ส่วนแนวโน้มปี 64 กำไรยังฟื้นตัวช้ากว่าปกติ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) หรือ CPALL จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/63 และงบปี 63 ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทจะมีกำไร 3,800-4,600 ล้านบาท ลดลง 25-37.8% เมื่อเทียบกับ Q4/62 ส่งผลทั้งปี 63 จะมีกำไร 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 22.70-25% จากปี 62 ขณะที่แนวโน้มปี 64 คาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดการณ์กำไรไว้ที่ 1.8-2 หมื่นล้านบาท

          ***โบรกฯ คาดประกาศกำไรไตรมาส 4/63 ยังอ่อนแอ

          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดการณ์กำไรสุทธิใน Q4/63 ของ CPALL จะอยู่ที่ 4,600 ล้านบาท ลดลง 25% เมื่อเทียบกับ Q4/62 และทำให้ทั้งปี 63 มีกำไรสุทธิ 1.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบกับปี 62 โดยกำไรที่ลดลงมาจาก ข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยด้วยความระวังในช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และไม่ได้ประโยชน์จากแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ เพราะคาดว่าจะเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าจากร้านในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ใน Q4/63 จะติดลบ 16% เมื่อเทียบกับ Q4/62 ทำให้ทั้งปี 63 คาดว่าจะติดลบ 14% 

          บล.เอเชีย เวลท์ คาดผลประกอบการ  CPALL ในไตรมาส 4/63 ยังอ่อนตัว โดยคาดว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ 4,105 ล้านบาท ลดลง 33% ขณะที่ทั้งปี 63 คาดกำไรสุทธิ 16,634 ล้านบาท เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอของผู้บริโภค 

          นอกจากนี้ ยังคาดว่าโครงการคนละครึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อบริษัท เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อของในร้าน Traditional trade มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 4/63 คาดว่า บริษัทเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ 113 ล้านบาท  

          บล.เอเซียพลัส คาดไตรมาส 4/63 มีกำไรสุทธิ 3,800 ล้านบาท ลดลง 37.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก SSSG ลดลง 18% จากผลกระทบการเดินทาง ท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และเม็ดเงินบางส่วนถูกดึงไปจับจ่ายร้านค้าอื่น จากมาตรการคนละครึ่ง ส่งผลให้ปี 63 กำไรสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 16,000 กว่าล้านบาท จึงยังฟื้นตัสช้ากว่าคาดเดิม 

          ด้านบล.หยวนต้า คาดกำไร CPALL ในไตรมาส 4/63 จะอยู่ที่ 3,900 ล้านบาท ลดลง 35% โดยมองการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังเป็นผลกระทบหลัก ประกอบกับไทยเกิดการระบาดในรอบ 2 มีผลกดดันต่อภาพรวม โดยคาดบริษัทมีรายได้ราว 131,000 ล้านบาท ลดลง 7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าที่มีมาร์จิ้นดี เช่น เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และอาหารสดขายได้น้อยลง ทั้งนี้ ผลประกอบการยังไม่รวมผลกระทบหลักจากการซื้อ Tesco Lotus ซึ่งได้ข้อสรุปการซื้อขายกิจการในวันที่ 18 ธ.ค. 63 

          ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน มองกำไรสุทธิ Q4/63 ของ  CPALL ที่ 4,000 ล้านบาท ลดลง 35% ตามเศรษฐกิจและโควิด-19 รอบใหม่ ฉุด SSSG ร้านสะดวกซื้อที่เป็น 57%ของยอดขาย แย่ลงเป็น -17.5% จาก -14.3% ใน Q3/63 ขณะที่แนวโน้มปี 64 มองว่าจะฟื้นตัวช้า สะท้อนการฟื้นตัว SSSG ของร้านสะดวกซื้อที่ช้าลงและต้นทุนดีลซื้อเทสโก้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัท มองว่าผลการดำเนินงานของ CPALL ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว 

 

บล.

คาดกำไรQ4/63

(ล้านบาท) 

คาดกำไรปี 63

(ล้านบาท)

คาดกำไรปี 64

(ล้านบาท)

ราคาเป้าหมาย

(บาท/หุ้น)

บล.เคจีไอ 4,600 17,000 18,044 62
บล.หยวนต้า 3,989 16,713 18,006 77.5
บล.ฟิลลิป 4,484 16,950 18,960 75
บล.เอเชีย เวลท์ 4,105 16,634 20,651 76
บล.เอเซียพลัส 3,800 17,256 19,117 74
         

 

          *** มองผลประกอบการปี 64 ยังฟื้นตัวช้า  

          บล.เคจีไอ มองว่า แนวโน้ม CPALL ในปี 64 คาดว่าจะฟื้นตัวในอัตราที่ช้าลง เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทย ซึ่งทำให้มีการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ลงเหลือ 8 ล้านคน จาก 14 ล้านคน รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ดังนั้นจึงคาดว่า SSSG ของ CPALL จะถูกกดดันหนักขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ดังนั้นจึงปรับลดสมมติฐาน SSSG ปี 63-64 ลง 1-2% ซึ่งทำให้ปรับประมาณการกำไรสุทธิลง 3-7% โดยคาดว่าปีนี้กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 18,044 ล้านบาท 

          นอกจากนี้ บริษัทยังปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 64 ลงจากเดิมเหลือ 62 บาท จากเดิม 67 บาท อิงจาก PER เท่าเดิมที่ 31 เท่า แม้ว่า บริษัทจะมองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวได้ แต่อัตราการฟื้นตัวจะช้ากว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม โดยมองว่า ยังคงแนะนำถือและจังหวะที่ดีที่จะกลับมาดูหุ้น CPALL ใหม่ คือครึ่งหลังของปีนี้

          บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิปี 64  ของ CPALL ที่ 18,960 ล้านบาท โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ โครงการภาครัฐที่ทยอยออกมาช่วยผู้รับผลกระทบโควิด-19 จะส่งแรงกดดันต่อรายได้ เนื่องจากบริษัทไม่ได้เข้าร่วม ขณะที่แผนการเปิด Franchise ในกัมพูชาและสปป.ลาว คาดมีความชัดเจนขึ้นหลังล่าช้าจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะเป็นบวกต่อการขยายฐานลูกค้า ขณะที่การต่อสัญญาสาขาในสถานีบริการน้ำมัน OR รอบ 2 อีก 10 ปี เป็นประเด็นบวก และการได้รับอนุมัติซื้อ Tesco Lotus ในไทยและมาเลเซีย แม้ก่อเกิดมูลหนี้ในระดับสูง  แต่จะเป็นบวกต่อสถานะผู้นำตลาดในระยะยาว 

          บล. เอเซียพลัส มีมุมมองว่า กำไรสุทธิปี 64  ของ CPALL จะอยู่ที่ 19,117 ล้านบาท โดยมองว่าไตรมาส 1/64 ยังเห็นแรงกดดันจากโควิด-19 รอบใหม่ ขณะที่ในไตรมาส 2/64 คาดว่ายังคงค่อยเป็นค่อยไป จากผลฐานต่ำ และการกระจายวัคซีน ที่จะช่วยหนุนการบริโภคและท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยในระยะยาวบริษัทยังชื่นชอบพื้นฐาน CPALL มากสุดในกลุ่ม จากความมั่นคงสูง ช่องทางค้าปลีกหลากหลาย สามารถต่อยอดสร้างโอกาสธุรกิจอีกมาก และยังคงแนะนำซื้อลงทุนระยะยาว โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 74 บาท

          บล.เอเชีย เวลท์ ได้คาดการณ์ว่า CPALL จะมีกำไรสุทธิในปี 64 ที่ 20,651 ล้านบาท แนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 76 บาท อิง PER 33 เท่า โดยมองว่า ธุรกิจยังถูกกดดันในระยะสั้น จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัท ยังมีความแข็งแกร่งจากช่องทางการขายที่หลากหลาย การขยายฐานลูกค้าในกัมพูชาและลาว ส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้ที่จะช่วยหนุนผลประกอบการในระยะยาว 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด