ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทยปรับฐานระยะสั้น แนะรอรับ 1,540-1,550 จุด

หุ้นไทยปรับฐานระยะสั้น แนะรอรับ 1,540-1,550 จุด

   ดัชนีตลาดหุ้นไทย(5 เม.ย.)ปรับฐาน 16.61 จุด เหตุเผชิญแรงขายทำกำไร หลังไม่ผ่านแนวต้าน 1,600 จุด พร้อมทยอยขายลดพอร์ตก่อนวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ ด้านคลัสเตอร์โควิดระลอกใหม่ กดดันตลาดระยะสั้น โบรกฯมองกรณีเลวร้ายสุดดัชนีปรับฐานถึงระดับ 1,510-1,540 จุด ฟาก"ทรีนีตี้" ชู 5 ธีมหุ้นเด่น พี/อีต่ำกว่า 15 เท่า และ P/BV ต่ำกว่า 2 เท่า

 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (5 เม.ย.64) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาปิดที่ระดับ 1,579.66 จุด ลดลง 16.61 จุด หรือ -1.04% มูลค่าการซื้อขาย 81,506.36 ล้านบาท เนื่องจากเผชิญแรงขายทำกำไรของนักลงทุน หลังไม่ผ่านแนวต้าน 1,600 จุดและนักลงทุนวิตกกังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกใหม่ โดยพบว่านักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิออกมากว่า 2,315.00 ล้านบาท รองลงมาคือนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,447.08 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 291.17 ล้านบาท สวนทางกับกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสุทธิกว่า 4,053.25 ล้านบาท

 

*** โบรกฯคาดหุ้นไทยพักฐาน หลังไม่ผ่านระดับ 1,600 จุด

 

    นายกรภัทร วรเชษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index)ปรับฐานแรงวานนี้(5 เม.ย.) คาดว่าเป็นผลพวงมาจากการที่ดัชนีพยายามทดสอบระดับ 1,600 จุด แต่กลับมีแรงหนุนไม่มากพอจึงทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนตามออกมา

 

    ประกอบกับนักลงทุนยังมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่พบคลัสเตอร์ใหม่ในหลายจังหวัด รวมถึงเข้าใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีวันหยุดยาวหลายวัน จึงทำให้มีแรงเทขายออกมาทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต 

 

*** หวั่นกรณีเลวร้ายดัชนีส่อดิ่งถึงระดับ 1,510 จุด

 

    นายกรภัทร ประเมินว่า การพักฐานของดัชนีฯรอบนี้มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงที่แนวรับแรกที่บริเวณ 1,550-1,567 จุด แต่หากภายใต้กรณีเลวร้ายสุดประเมินมีโอกาสที่ดัชนีฯจะปรับตัวลดลงไปจุดต่ำสุดถึงระดับ 1,510-1,540 จุด 

 

    ส่วนด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ มองว่าระยะกลางมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงอยากแนะนำให้นักลงทุนแบ่งระดับการตั้งรับหรือการแบ่งไม้สำหรับการเข้าซื้อ เช่น เน้นรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดอ่อนตัว โดยกำหนดการเข้าซื้อแต่ละครั้งสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ต

 

*** บล.ทิสโก้ คาดรัฐจัดการปัญหาแพร่ระบาดได้

 

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่าสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงในวันนี้น่าจะเกิดจากภาวะการปรับฐานของตลาด หลังจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากจนแตะระดับ 1,600 จุด ประกอบกับยังมีแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงการเผชิญแรงขายลดพอร์ตเพื่อปิดความเสี่ยงในช่วงใกล้วันหยุดยาว จึงทำให้เห็นแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนออกมาก่อนได้

 

    อย่างไรก็ตามมองว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีฯพุ่งขึ้นเกือบ 10% และติดอันดับที่ 5-6 ของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวมากที่สุด ซึ่งมีแรงหนุนหลักจากการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 และแผนการจัดหาวัคซีนได้ดี

 

    อย่างไรก็ตามต้องติดตามว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ในประเทศจะเป็นอย่างไร เพราะทำให้หลายคนเริ่มกลับมาวิตกกังวลว่าจะเกิดมาตรการที่เข้มงวดของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นได้หากเกิดการระบาดมากขึ้น แต่เชื่อว่าภาครัฐจะสามารถจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากเคยเกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวมีหลายรอบแล้ว

 

*** คาดครึ่งปีหลังตลาดกลับมาเป็นขาขึ้น

 

    นายไพบูลย์ คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากวัคซีน การเปิดประเทศ แและกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่น่าจะกระเตื้องขึ้น รวมถึงมาตรการต่างๆของภาครัฐที่ออกมาช่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว จึงมองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมสำหรับผู้ลงทุนระยะกลางและระยะยาว

 

*** คาดหุ้นไทยเดือนเม.ย.อยู่ในภาวะอึดอัด

 

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่าการลงทุนในช่วงเดือน เม.ย.นี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในภาวะที่อึดอัดและการปรับตัวขึ้นอย่างสำคัญจะมีความยากจาก Valuation ที่อยู่ในระดับสูง ส่วนการปรับฐานรุนแรงก็ยังเกิดได้ยากจากสภาพคล่องทั้งภายในและภายนอกที่ยังคงเอ่อล้น

 

    ด้านกลยุทธ์เดือนนี้จึงแนะนำให้เลือกหุ้น ดังนี้คือ 1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Reopening และมี Valuation ที่ถูก เช่น หุ้นน้ำมัน คือ OR, PTG กลุ่มโรงพยาบาล BDMS, BCH, IMH 2. กลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและเงินบาทอ่อนค่า เช่น ยานยนต์ ได้แก่ AH และกลุ่มอาหารคือ CPF และTU 3. กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะรายได้กำไรออกมาดีเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้ารวมถึงอัตราปันผลเกิน 3% ขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, EGCO, PTT ,QH, SCC 4. กลุ่มลุ้นเข้า MSCI ได้แก่ SCGP 5. กลุ่มลุ้นเข้า SET50 ได้แก่ STGT, IRPC และ STA

 

***บล.ทรีนีตี้ ชู 5 ธีมหุ้นเด่น

 

    ส่วนสำหรับทิศทางการลงทุนในช่วงไตรมาส 2/64 บริษัทได้คัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุนโดยเป็นกลุ่มที่มีค่าพี/อีต่ำกว่าระดับ 15 เท่า และมีราคาต่อมูลค่าบัญชีต่ำกว่า 2 เท่า โดยมีทั้งหมดประมาณ 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์, กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ , กลุ่มเกษตร , กลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มประกัน โดยจากการวิเคราะห์ย้อนกลับไปในอดีตยังพบด้วยว่าหุ้นทั้ง 5 กลุ่มนี้นั้นยังมีค่าพี/อีที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยอีกด้วย จึงมองว่าหุ้นทั้ง 5 กลุ่มนี้สามารถเป็นหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในเดือน เม.ย.นี้และต่อเนื่องได้ตลอดไตรมาส 2/64

 

    “รายชื่อหุ้นที่น่าลงทุนใน 5 กลุ่มที่พิจารณาจากการเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 กับงวดเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ในส่วนของกลุ่มแบงก์แนะนำธนาคารเล็กคือ TISCO ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์แนะนำ AH ซึ่งแนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตสูง ขณะที่กลุ่มเกษตรแนะนำ STA และ STGT ซึ่งสินค้ายางธรรมชาติและถุงมือยางของนั้นยังคงส่งออกได้ดี ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างแนะนำ SCC ที่ได้ประโยชน์จากสเปรดปิโตรเคมีในระดับสูง ขณะที่กลุ่มประกันภัยถือว่าเป็นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากบอนด์ยีลด์อยู่ในภาวะที่ยังปรับตัวสูงขึ้น” นายณัฐชาต กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด