ข่าวนี้ที่ 1

KKP ลั่นกำไรปีนี้นิวไฮต่อเนื่อง สินเชื่อโต-NPLลดลง

KKP ลั่นกำไรปีนี้นิวไฮต่อเนื่อง สินเชื่อโต-NPLลดลง

    "ธนาคารเกียรตินาคิน"ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้เติบโต 10% จากปีก่อนที่โต 9% เน้นขยายฐานลูกค้า ทั้งสินเชื่อ-เงินฝาก เดินหน้าลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)เหลือ 4.5% จากปีก่อนอยู่ที่ระดับ 5% คาดปีนี้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น หลังขาดทุนจากการขายรถยนต์ที่ยึดได้ มั่นใจผลการดำเนินงานดีกว่าปีก่อน หลัง NPL ลดลง โบรกฯ แนะ"ซื้อ"แนวโน้มดี จ่ายปันผลสูง ชี้เป้า 88 บ.

*** ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 10% เน้นขยายฐานลูกค้า ทั้งสินเชื่อ-เงินฝาก

    นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ 10% โดยจะเน้นสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ในขณะที่สินเชื่อรถยนต์ปีนี้จะกลับมาเป็นบวกได้ จากปีก่อนที่หดตัว 8% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมอเตอร์โชว์ และยอดขายรถยนต์ที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยธนาคารจะเน้นรถยนต์มือ 2 มากกว่ารถใหม่ เนื่องจากได้ผลตอบแทนที่สูง ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรถยนต์มือ 2 สูงถึง 56% และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่รถใหม่มีสัดส่วนที่ 44% โดยยอดสินเชื่อคงค้างรถยนต์อยู่ที่ 1.04 แสนล้านบาท
    "สินเชื่อปีนี้น่าจะโตดี โดยเราจะเน้นโตทุกส่วน ไม่ว่าจะในแง่ธนาคาร หรือตลาดทุน ซึ่งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเอสเอ็มอียังไปได้ ส่วนสินเชื่อบ้านก็โต แต่คงไม่โตมากเหมือนปีที่แล้วที่เราโต 204.8%"นายอภินันท์ กล่าว
    
*** ลั่นผลการดำเนินงานปีนี้ดีกว่าปีก่อน หลังคุม NPL ที่ 4.5% จากสิ้นปี 60 อยู่ 5%

    ผลการดำเนินงานปีนี้คาดว่าจะดีกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,737 ล้านบาท โดยจะมาจากหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่คาดว่าจะลดลงในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะต่ำกว่า 4.5% และมีโอกาสที่จะต่ำกว่า 4% ได้ ถ้าหากธนาคารยังควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อดีตปล่อยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง หลัง NPL อยู่ในระดับสูงที่ 20%
    "ตอนนี้เน้นผู้พัฒนาสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และพิจารณาตามประเภท และทำเลของโครงการที่มีศักยภาพเพื่อกระจายความเสี่ยง ถึงแม้ว่าผลตอบแทนจะอยู่ในระดับต่ำ"
    นอกจากนี้ ธนาคารไม่มีนโยบายขายหนี้ออกไปเพื่อลด NPL ลง โดยมองว่า ธนาคารมีศักยภาพในการบริหารหนี้ได้ดีกว่าขายออกไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่ถูกยึดจึงมีผลกระทบทางด้านราคาที่จะต่ำกว่าราคาตลาด
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงาน ปี 57 มีกำไรสุทธิ 2,636.08 ล้านบาท,ปี 58 มีกำไรสุทธิ 3,317.10 ล้านบาท,ปี 59 มีกำไรสุทธิ 5,546.72 ล้านบาท และปี 60 มีกำไรสุทธิ 5,737 ล้านบาท

*** คาดปีนี้ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น หลังขาดทุนจากการขายรถยนต์ที่ยึดได้

    สำหรับการตั้งสำรองในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากธนาคารจะขาดทุนจากการขายรถยึด แต่หากมาตรฐานบัญชีใหม่(IFRS9) จะกระทบไม่มาก เพราะสัดส่วนสินเชื่อ 50% เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีเป้าหมาย Credit cost ปี 61 จะขึ้นไปอยู่ที่ 1-1.2% จากปีก่อนที่ 0.8% ส่วนหนึ่งเป็นการเผื่อสำหรับผลขาดทุนจากการขายรถยึด
    "เมื่อเราทำการยึดรถก็จะประเมินมูลค่ายุติธรรม และบันทึกผลขาดทุนสำหรับรถยึดรอขายทอดตลาดที่เกิดขึ้นทันที ไม่ได้เหมือนกับธนาคารอื่นๆ" นายอภินันท์ กล่าว

*** รุกลูกค้าสินเชื่อ-เงินฝาก-เพิ่มโอกาส cross-sell 

    กลุ่มธุรกิจมุ่งเป้าขยายฐานลูกค้าเชิงรุก เพื่อขยายฐานบัญชีทั้งสินเชื่อและเงินฝาก และสร้างโอกาสสำหรับการทำ cross-sell ผลิตภัณฑ์อื่นภายในกลุ่มธุรกิจฯ นอกจากนี้ ยังจะพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้มีความหลากหลาย และทำให้ลูกค้าสามารถรับคำแนะนำในการลงทุนและทำรายการได้สะดวกและใกล้ชิดยิ่งกว่าที่รับบริการ Private Bank ต่างประเทศ
    ส่วนนโยบายทางด้านสาขานั้น ธนาคารมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครือข่ายสาขา ซึ่งรวมถึงการปิด ย้ายสาขาหรือปรับปรุง ตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบันมี 66 สาขา) เพราะมองเห็นว่าการทำธุรกรรมที่สาขาอาจมีไม่มากเท่าเดิม และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยในอนาคต หลายสาขาของธนาคารจะถูกยกระดับให้เป็น Financial Hub (ปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่งคือสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาทองหล่อ และปี 2561 นี้จะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่เยาวราช) หรือสถานที่ให้ลูกค้าเข้ามารับคำปรึกษาในการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ
    ขณะที่บริการอื่นๆ จะพัฒนาไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศที่กำลังทยอยเกิดขึ้นภายใต้โครงการ National e-Payment โดยกลุ่มธุรกิจฯ จะใช้เครือข่ายสาขาที่มีอยู่ ตลอดจน Alternative Channel และ Information Technology มาสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาขาและบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการลงทุน โดยจะมีการเปิดตัวเร็วๆ นี้
    ในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้น 3 ธุรกิจหลัก ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้เป็นอย่างดี ได้แก่ 1. ธุรกิจให้สินเชื่อและธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยสินเชื่อรายย่อยที่ธนาคาร มีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม (ณ สิ้นปี 2560 ยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 103,926 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8%) ทั้งนี้ แม้ว่ายอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้จะลดลง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพหนี้ และมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะกับกลุ่มที่สามารถแข่งขันได้ดีและมีศักยภาพในการเติบโตสูง และปีนี้จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
    2. ธุรกิจ Private Bank นับเป็นจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจฯ ที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจร และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ปีนี้ยังคงเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาตรฐานการบริการเทียบเท่า Private Bank ในต่างประเทศ
    3. ธุรกิจ Investment Bank ทั้งธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบัน ธุรกิจลงทุน และธุรกิจบรรษัทและวานิชธนกิจ ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและรายได้เป็นที่น่าพอใจ

*** คาดจีดีพีปีนี้โต 3.8% จากเศรษฐกิจโลก-ส่งออก-ท่องเที่ยวขยายตัวดี
    
    ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม KKP ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 3.8% โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 2 ปัจจัย คือ 1. ภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่พร้อมเพรียงกัน (Synchronized Growth) ขณะที่มาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน และ 2. ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การเบิกจ่ายงบกลางปี เป็นต้น ด้านการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแต่ไม่โดดเด่นนัก
    ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา 3 ประการ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคระหว่างประเทศเป็นหลัก 2. การลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะกลับมาขยายตัวหรือไม่ โดยที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐ (ที่รวมรัฐวิสาหกิจ) ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด และ 3. ความตึงตัวภาคการเงินจะผ่อนคลายลงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะอยู่ในระดับต่ำแต่สภาพคล่องทางการเงินมิได้ไหลเข้าไปสู่ภาคธุรกิจที่มีความต้องการทางการเงินเท่าที่ควร
    
*** บล.ดีบีเอสฯ แนะ"ซื้อ"แนวโน้มดี-ปันผลสูง ชี้เป้า 88 บ.

    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) แนะ"ซื้อ"ราคาพื้นฐาน 88 บาท แนวโน้มดีและจ่ายปันผลสูง มองพอร์ตสินเชื่อกระจายตัวมากขึ้น  และสินเชื่อขยายตัวดีในทุกกลุ่มลูกค้า ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อที่ยังหดตัว (-8%YoY) ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง และผ่าน Car-quick-cash มากขึ้น สัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ : รถมือสองอยู่ที่ 44:56 ในสิ้นปี 60 เทียบกับ 48:52 ในสิ้นปี 59
    คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น โดย NPL ratio ลดลงเป็น 5.0% ในสิ้นปี 60 จาก 5.6% ในสิ้นปีก่อนหน้า เนื่องจาก NPL ในธุรกิจเรียลเอสเตทลดลง 13%YoY และ NPL กลุ่มนี้คิดเป็น 53% ของทั้งหมดในสิ้นปี 59 ซึ่งเมื่อถึงสิ้นปี 60 สัดส่วนลดลงเป็น 47% โดยธนาคารหันไปปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการอสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาดฯมากขึ้น แต่ก็ได้ Yield ที่น้อยลงไปตามความเสี่ยงที่ต่ำลงเช่นกัน
    ปี 61 มีความมั่นคงแข็งแรงให้มากยิ่งขึ้น แนวโน้มธุรกิจ KKP ดีขึ้นทั้งในส่วนการธนาคารและตลาดทุน ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อโต 10% แต่ NIM จะแคบลงเป็น 4.8-5.0% ตามความเสี่ยงที่น้อยลง (ปี 60 สินเชื่อโต 9% และมี NIM 5.2%) ต้นทุนการเงินเฉลี่ยลดลง ด้าน NPL ratio คาดว่าจะลดลงเป็น 4.5% แต่ยังตั้งสำรองสูงที่ 100-120bpa (ปี 60 ตั้ง 80bps) ทั้งนี้เพื่อรองรับธุรกิจใหม่และผลขาดทุนจากการขายหลักประกันที่ยึดมา สำหรับธุรกิจตลาดทุนในปี 61 จะเติบโตขึ้นจากปี 60 เพราะมีดีลใหญ่หลายดีลในมือ
    ผลกระทบจากการใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ต้นปี 62 ไม่มาก เพราะสัดส่วนสินเชื่อ 50% เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งตั้งสำรองตามหลัก collective approach ที่จะถูกกระทบจาก IFRS9 ไม่มาก สินเชื่อกลุ่มที่จะต้องตั้งสำรองเพิ่มตามมาตรฐานบัญชีใหม่น่าจะเป็นกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่ และสินเชื่อลอมบาร์ด แต่ทั้งสองกลุ่มสินเชื่อนี้ก็มีสัดส่วนเพียง 8.2% และ 3.3% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น
    ปันผลสูง เนื่องจากธนาคารต้องการเพิ่ม ROE จึงมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลสูงในปี 60 หากให้ Target ROE ที่ 14% ในปี 60 สินเชื่อโต 10% ในปี 61 และมี CAR & Tier 1 ratio ที่ 17% และ 13-14% เชื่อว่าธนาคารจะสามารถจ่ายปันผลได้สูงในปี 60
    แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 88 บาท โดยเห็นว่า KKP เป็นธนาคารที่โดดเด่นเรื่องการจ่ายปันผลสูง และธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นในปี 61 ทั้งในธุรกิจด้านการธนาคารและตลาดทุน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด