สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 24 มกราคม 2561 | 17:21

SCC ลั่นปี 61 ยอดขายโต 5-6% รับดีมานด์ปูนฟื้นตัว

SCC ลั่นปี 61 ยอดขายโต 5-6% รับดีมานด์ปูนฟื้นตัว

    "ปูนซิเมนต์ไทย" ตั้งเป้ายอดขายปี 61 โต 5-6% ชี้ราคาขายปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตร (HDPE-แนฟทา) อยู่ที่ 600-700 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อน 650 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนปริมาณการขายปูนซิเมนต์ฟื้นตัว คาดเติบโต 2-3% จากปีก่อนหดตัว  5%  หลังมีลงทุนภาครัฐหนุนความต้องการใช้ปูนฯมากขึ้น พร้อมตั้งงบลงทุนรวม 6 หมื่นล้านบาท ใช้ลงทุนโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม ที่คาดได้ข้อสรุปใน 2-3 เดือนนี้  และเป็นงบใช้ขยายกำลังการผลิต ปรับปรุงธุรกิจ และซื้อกิจการ  

*** ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 5-6%
    นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ในปี 61 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวมเติบโต 5-6% จากปีก่อนที่มียอดขาย 450,921 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น ซึ่งราคาปิ
โตรเคมีปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยประเมินส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (HDPE-แนฟทา) ปีนี้จะอยู่ที่ 600-700 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 650 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ซึ่งปิโตรเคมียังเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ
     ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของธุรกิจปิโตรเคมีคิดเป็นประมาณ 46%  ซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 36% และธุรกิจแพคเกจจิ้ง 18% แต่สัดส่วนกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจปิโตรเคมี 3 ใน 4 ของกำไรทั้งหมด

*** ธุรกิจปูนซิเมนต์ฟื้นตัว
    ส่วนธุรกิจปูนซิเมนต์ปีนี้คาดว่ายอดขายจะเติบโตได้ 2-3% ฟื้นตัวจากปีก่อนที่ยอดขายลดลง 5%   โดยปีนี้งานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเริ่มชัดเจนมากขึ้น ทำให้คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานปูนซิเมนต์ใน 6
ประเทศหลัก มีกำลังการผลิตรวมกับในไทย 34 ล้านตัน

*** ตั้งงบลงทุน 6 หมื่นลบ.
    ปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 60,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้ลงทุนในโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม ประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ขยายกำลังการผลิตทั่วไป ปรับปรุงธุรกิจ รองรับการซื้อกิจการ โดยจะใช้แหล่งเงินทุนที่เป็นกระแส
เงินสด และเงินจากการดำเนินงานที่มีอยู่
    โดยการลงทุนปิโตรคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม ยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ 3-6 เดือน เนื่องจากแผนการลงทุนหลายอย่างยังไม่ลงตัว แต่คาดว่าภายใน 2-3 เดือนนี้ จะได้ข้อสรุปเรื่องการลงทุนและโครงสร้างต่าง ๆ ร่วมกับพันธมิตร และเริ่มก่อสร้างได้ภาย
ในครึ่งปีแรก โดยปัจจุบันบริษัทถือหุ้นในโครงการดังกล่าวอยู่ 71%
    ส่วนการลงทุนโครงการปิโตรเคมีแห่งที่ 2 ในอินโดนีเซีย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ซึ่งต้องในบริษัทพันธมิตรเป็นผู้สรุปข้อมูล โดยปัจจุบันบริษัทถือหุ้น 30%
    ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจในอาเซียน 24% และรายได้จากภูมิภาคอื่นๆ 17% ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

*** ยอมรับบาทแข็งค่าทำกำไรหด
    ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อบริษัทพอสมควร โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะกระทบต่อกำไรลดลง 2,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทต้องใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และปรับประสิทธิภาพทั้งต้นทุนและราคา
ให้ดียิ่งขึ้น

*** ระวังต้นทุนปิโตรฯ-แพคเกจจิ้งพุ่ง
     อย่างไรก็ตาม ในปี 61 ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังจากต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและแพคเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น ราคาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ตลอดจนสภาพการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรง โดยเฉพาะซีเมนต์ เอสซีจีจึงเร่งเตรียมความ
พร้อมในหลายด้าน อาทิ การขยายธุรกิจบริการและ Solutions อย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยี Automation และ Robotics เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ พร้อมกันนี้จะจัดตั้ง Reskill Training Program เพื่อพัฒนาทักษะพนักงาน ให้สามารถปฏิบัติ
หน้าที่ใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ 

***เล็งขยายธุรกิจบริการรถนักเรียน-รถพยาบาล
    ด้านธุรกิจบริการ บริษัทมีความพร้อมที่จะขยายไปสู่การบริการรถนักเรียนและรถพยาบาล โดยนำเทคโนโลยี GPS มาต่อยอดเป็น Solutions ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองในด้านการดูแลความปลอดภัยของบุตรหลาน รวมถึงระบบ GPS เพื่อ
ติดตามรถพยาบาลที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการรักษาทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ เอสซีจี เอ็กซ์เพรส ยังได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยบริการจัดส่งพัสดุด่วนที่ทันสมัย และเป็นรายเดียวในตลาดในขณะนี้ที่มีนวัต
กรรมบริการส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยที่ผ่านมาได้ขยายจุดบริการแล้วกว่า 500 สาขา และจะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศในช่วงกลางปี  61
    อีกทั้ง เอสซีจีได้เข้าไปลงทุนในดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการรถขนส่งตามมาตรฐานชั้นนำของเอสซีจี โลจิสติกส์ ที่พร้อมให้บริการกว่า 7,000 คันทั่วอาเซียน ผ่านดิจิทัลแพลทฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวด
เร็วมากยิ่งขึ้น
    นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว โดยปีที่ผ่านมา เ ใช้งบประมาณการวิจัยและนวัตกรรมรวมกว่า 4,178 ล้านบาท คิดเป็น 0.9% ของยอดขายรวม
สำหรับยอดขายสินค้า HVA ในปี  60 คิดเป็น 175,541 ล้านบาท คิดเป็นร้ 39% ของยอดขายรวม
    ขณะที่ความร่วมมือกับดิจิทัลสตาร์ทอัพมีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน โดยมีความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้วกว่า 40 โครงการ ซึ่งล้วนมีศักยภาพที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสตาร์ทอัพ ในประเทศสหรัฐ
อเมริกา อิสราเอล และจีน   
     “เอสซีจี ยังได้เข้าซื้อหุ้น  68.3% ในบริษัท Interpress Printers ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารฟาสต์ฟู้ดส์ชั้นนำในประเทศมาเลเซีย โดยมีมูลค่ากิจการ 104.5 ล้านริงกิต หรือประมาณ 836 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าบรรจุภัณฑ์อาหาร
ฟาสต์ฟู้ดส์ให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอาเซียน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

*** เปิดงบปี 60 กำไร 5.5 หมื่นลบ.ลดลง 2%
    สำหรับงบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของ SCC  ประจำปี 60 มีรายได้จากการขาย 450,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  6% จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไร 55,041 ล้านบาท ลดลง  2% จากปีก่อน จากสภาพการแข่งขันที่
รุนแรงในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
    โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์ ในปี 2560 มีรายได้จากการขาย 206,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  10%  จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี 42,007 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน 
    ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 175,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  3%  จากปีก่อน จากการขยายตัวของการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน มีกำไรสำหรับปี 7,230 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากปีก่อนตามสภาพตลาดในประเทศไทยที่ยัง
คงซบเซาและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
    ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ มีรายได้จากการขาย 81,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%  จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และมีกำไรสำหรับปี 4,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  32% จากปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการขายสินทรัพย์ในบริษัทกระดาษสหไทย  
     “ผลประกอบการในปี 2560 เป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องสภาพการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในไทยและในภูมิภาค ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าที่เข้ามากระทบ แต่ด้วยราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเร่งปรับตัวให้พร้อม
รับมือกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ และการขยายสู่ธุรกิจบริการและ Solutions" 

***จ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 60 หุ้นละ 10.50 บาท
    คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 60 ในอัตราหุ้นละ 19.00 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 22,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน  41%  ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผล
ระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท เป็นเงิน 10,200 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 10.50 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 12,600 ล้านบาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับ
เงินปันผลในวันพุธที่ 4 เมษายน 61  กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 20 เมษายน 61 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด