สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 18 มกราคม 2561 | 17:25

กูรูส่งซิกหุ้นไทยทะยาน 2,100 จุด ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งปรี๊ด

กูรูส่งซิกหุ้นไทยทะยาน 2,100 จุด ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งปรี๊ด

    "เมย์แบงก์ กิมเอ็ง" ลุ้นตลาดหุ้นไทยปี 62 ทะยานทดสอบ 2,108 จุด จากปีนี้คาดแตะ 1,870 จุด อิง PE 17 เท่า แนะเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี-โลจิสติกส์ ยันขึ้นค่าแรงไม่กระทบกำไร บจ.เชื่อปรับตัวได้ ส่วน บล.กสิกรไทย เพิ่มเป้าหุ้นไทยปีนี้เป็น 1,835 จุด เหตุเศรษฐกิจโตดี-การเมืองชัดเจน หนุนเงินต่างชาติไหลเข้า ด้าน FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 153.94 จุด เข้าเกณฑ์"ร้อนแรง" คาดจีดีพีไทยปีนี้ โต 3.9-4.1%

*** บล.เมย์แบงก์ ลุ้นหุ้นไทยปี 62 ทดสอบ 2,108 จุด
    
    นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปี 62 มีโอกาสที่จะเห็นแตะ 2,108 จุด จากปีนี้คาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,650-1,870 จุด โดยในกรณีดีสุดคาดถึง 1,870 จุด อิง PE ปัจจุบัน 17 เท่า เทียบเคียงค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 14.5 เท่า
    “ปัจจุบันการซื้อขายตลาดหุ้นไทยค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ที่ 14.5 เท่า หรือ บนระดับดัชนี 1,595 จุด แต่ปัจจุบันดัชนีปรับตัวเกินระดับดังกล่าวทำให้ปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยซื้อขายในค่าเฉลี่ยของดัชนีปีหน้าที่ระดับ 1,860 จุด ตามที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ แต่ถ้าหากดูระดับ PE 17 เท่า การซื้อขายดัชนีปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 1,870 จุด ส่วนปี 62 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,108 จุด”นายสุกิจ กล่าว

*** เพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี-โลจิสติกส์

    สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิจัย Overweight (เพิ่มน้ำหนักการลงทุน) เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มโลจิสติกส์ และกลุ่มมีเดีย ส่วน Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มไอซีที กลุ่มอสังหา กลุ่มโรงพยาบาล และ กลุ่มก่อสร้าง ส่วน Underweight (ลดน้ำหนักการลงทุน) เช่น กลุ่มเช่าซื้อ
    ส่วนหุ้นเด่นไตรมาสใน 1/61 ฝ่ายวิจัยแนะนำ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP ราคาเป้าหมาย 9.5 บาท/หุ้น, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ราคาเป้าหมาย 89 บาท/หุ้น , บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ราคาเป้าหมาย 6.1 บาท/หุ้น และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ราคาเป้าหมาย 9 บาท/หุ้น
    แต่หากหุ้นน่าลงทุนในระยะ 1 ปีในมุมมองเชิงกลยุทธ์แนะนำ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ADVANC, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) BH และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) BJC
    “แบงก์ปีนี้น่าสนใจมาก ไม่เหมือนปีก่อนที่เจอการตั้งสำรองจากลูกค้ารายใหญ่ แต่ปีนี้จะกลับมาโตอย่างโดดเด่น เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัว การลงทุนรัฐเกิด การลงทุนเอกชนก็ตามมา ซึ่งส่งผลดีต่อความต้องการสินเชื่อ แต่ยังห่วง NPL ที่ไม่แน่ใจว่าจะถึงจุดสูงสุดไปหรือยัง ซึ่งหากปีนี้แบงก์ดีก็จะดันกำไรบจ.ปีนี้ให้โตตามเป้าหมายที่ 15% ได้ เพราะกำไรจากแบงก์และพลังงานรวมกันก็มากกว่า 50% ไปแล้ว”นายสุกิจ กล่าว
 
*** ปรับขึ้นค่าแรงไม่กระทบกำไร บจ.เชื่อปรับตัวได้

    นายสุกิจ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 5-22 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ จะไม่มีผลกระทบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ จากรายได้ที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่บริษัทที่ยังใช้แรงงานเป็นหลักอาจได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างต้นทุนทางด้านแรงงานมีอยู่ประมาณ 10-20% ของต้นทุนทั้งหมด
    “บริษัทที่ยังใช้แรงงานมากก็จะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานคน โดยเชื่อว่าผลกระทบในครั้งนี้จะไม่รุนแรงเหมือนตอนปรับขึ้นมา 300 บาท แต่ก็อาจจะผลกระทบต่อราคาสินค้าไปบ้าง เพราะเชื่อว่าจะมีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงจนต้องกังวล เพราะปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำ”นายสุกิจ กล่าว

*** บล.กสิกรไทย เพิ่มเป้าหุ้นไทยปีนี้เป็น 1,835 จุด รับศก.โตดี-การเมืองชัด

    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ปรับเพิ่มเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 เป็น 1,835 จุด จากเดิมที่ 1,800 จุด หลังเศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่อเนื่อง และจะมีการเลือกตั้ง ช่วยหนุนเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าลงทุน ชี้หุ้นกลุ่มแบงก์น่าสนใจลงทุนมากสุด ยอดปล่อยสินเชื่อโต ค่า P/E และ P/BV ต่ำ
    บริษัทปรับวิธีการกำหนดเป้าหมาย ดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยวิธี bottom up approach ซึ่งเป็นวิธีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาเป้าหมายของหุ้นแต่ละบริษัทได้ชัดเจนที่สุด ทำให้เป้าหมายดัชนีปีนี้อยู่ที่ 1835 จุด คิดเป็น Forward PER ที่ 16.4 เท่า ซึ่งถือว่ามี P/E ที่สูง แต่เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวดีที่สุดในรอบหลายปี สถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีความชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลับมาลงทุนในตลาดไทยอีกครั้ง
    ประเมินเศรษฐกิจในประเทศจะมีโอกาสขยายตัวถึง 4.0% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ดีต่อเนื่องจากปี 2560 ประกอบกับสถานะทางการเงินของประเทศที่แข็งแกร่ง ตัวเลขการเกินดุลบัญชีและการค้าที่คาดว่าจะสูงถึง 7.7% และ 5.8% ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงถึง 45.2% ของ GDP และ หากประกาศ พ.ร.บ. EEC ได้ในเดือน ก.พ.นี้ จะเป็นปัจจัยทำให้กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ซึ่งหากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าชัดเจน มีโอกาสทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 1,976 จุดได้ แต่หากไม่มีการเลือกตั้ง คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวต่ำกว่า 1,700 จุด ได้ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนการเลือกตั้งได้ภายในไตรมาส 1/61
    "ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับกว่า 1,800 จุด นั้นถือว่ามีความแข็งแรง จากมีปัจจัยสนับสนุน ซึ่งเศรษฐกิจโตดี ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าเกินดุล ทุนสำรองของประเทศอยู่ระดับที่สูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นช้า ทำให้โอากสที่เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนได้ และยิ่งหากประกาศพ.ร.บ. EEC และมีความชัดเจนเลือกตั้งยิ่งทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามากขึ้น "นายประกิต กล่าว
    ปีนี้คาดว่าหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์น่าลงทุนสุด เพราะ ปัจจุบันมี P/E ที่ต่ำ เพียง 10 เท่า และมี P/BV ที่ต่ำ เพียง ด้านมุมมองต่อลุ่ม 1.1 เท่า และจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้การลงทุนและการบริโภคที่มีแนวโน้มดีที่สุดในรอบหลายปี จะส่งผลให้เกิดความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ โดยคาดกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง โต 10 % หรืออยู่ที่ 2.25 แสนล้านบาท
    นอกจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มีความน่าสนใจแล้ว กลุ่มหุ้นที่อิงกับประเด็นการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศและมี Upside ที่สูงกว่าตลาดรวม และ สูงกว่าหุ้นอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน จะเป็นหุ้นที่เป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างประเทศอีกด้วย หุ้นกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ STEC , TICON , BBL , ROBINS , CPN , BEAUTY , ORI และ TRUE
    "ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงนั้น ถือว่าเป็นไปตามที่บริษัทคาดที่เพิ่ม 3.4 % ส่งผลทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจค้าปลีก หุ้นที่จะได้ประโยชน์ จึงอยู่ในกลุ่มค้าปลีก และจากปีนี้เป็นปีการเฉลิมฉลองรัชกาลใหม่ทำให้มีการจัดอีเว้นท์ต่างๆ มากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อกลุ่มค้าปลีกเช่นกัน " นายประกิต กล่าว

*** ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ที่ 153.94 จุด เข้าเกณฑ์ร้อนแรง
    
    ดร.สันติ กีระนันท์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า(มี.ค.61) อยู่ที่ 153.94 อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.08% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 150.81 โดยปัจจัยหนุนหลักยังมาจากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และความคืบหน้านโยบายปฎิรูปภาษีของสหรัฐที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ที่มีส่วนกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ
??ส่วนปัจจัยความเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และคาบสมุทรเกาหลี แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่ไม่มาก แต่มีผลกระทบ และเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่น
    “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มบัญชีนักลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ยังอยู่ระดับร้อนแรงอย่างมาก ขณะที่กลุ่มสถาบันภายในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับร้อนแรงเช่นเดียวกับเดือนก่อนหน้า”ดร.สันติ กล่าว

*** คาดจีดีพีไทยปีนี้โต 3.9-4.1% รับการลงทุนเอกชน-รัฐหนุน
    
    ดร.สันติ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ (61) จะขยายตัว 3.9-4.1% จากการที่มีการฟื้นตัวทั้งจากภาคการลงทุนเอกชน การลงทุนระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐที่จะอนุมัติโครงการและเริ่มสู่ช่วงการก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมาก รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มมีฟื้นตัวขึ้น ตัวเลขการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตชัดเจน รวมถึงตัวเลขเงินทุนไหลเข้าที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับร้อนแรง สำหรับปัจจัยต่างประเทศมีปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีการเติบโต รวมถึงตลาดหุ้นของสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนปฏิรูปภาษีที่จะมีผลบังคับใช้ปี 2018 ที่มีส่วนกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตามองจากความขัดแย้งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และคาบสมุทรเกาหลียังเป็นปัจจัยกดดันการลงทุน

*** กลุ่มธนาคารน่าลงทุนสุด

    สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร ส่วนหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์เป็นหมวดที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด
    ทางด้านปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
    นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจตัวเองว่าเป็นผู้ลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร หรือเป็นผู้ลงทุนระยะยาว สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว ซึ่งเข้าใจและยอมรับความผันผวนของการลงทุนในหุ้นได้ก็จะได้รับผลดีจากการลงทุนหุ้นมากกว่าลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ
    แต่ที่ดีที่สุด คือ การผสมผสานการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุน ซึ่งส่วนสำคัญที่สุด คือ ระยะเวลาในการลงทุน เพราะถ้ายาวนานหลายปีก็สามารถจัดส่วนให้อยู่ในหุ้นได้มาก แต่ถ้าเงินส่วนนั้นจะต้องใช้ในระยะสั้นก็ไม่ควรอยู่กับหุ้น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด