ข่าวนี้ที่ 1

| 14 มีนาคม 2561 | 17:05

หุ้นทีวีดิจิทัล เฮ! รับอานิสงส์"ทีวีพูล"ชนะคดี เปิดทางคืนไลเซนส์

กลุ่มทีวีดิจิทัลตีปีก หลังกลุ่ม"ทีวีพูล"ชนะคดี กสทช. เปิดช่องทางลดภาระต้นทุนและคืนไลเซนส์ โบรกฯมองส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในกลุ่มอาจช่วยลดการแข่งขันในอนาคต ด้าน"NEWS-MONO"เชื่อมีทีวีดิจิทัลแห่คืนไลเซนส์ หากมีผลสรุปให้ทำได้ มองผู้อยู่รอดต้องมีเรทติ้งอันดับต้นๆเท่านั้นด้านกสทช.เตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่รัฐบาลนัดหารือผู้ประกอบการหาแนวทางช่วยเหลือ หวังธุรกิจอยู่รอด 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)กระทำผิดสัญญาตามที่ได้ประกาศชี้ชวนไว้ในการประมูลทีวีดิจิทัล ทำให้ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ ติ๋ม ทีวีพูล  เจ้าของบริษัท ไทยทีวีจำกัด มีสิทธิบอกเลิกสัญญา  และให้ กสทช.คืนเงินให้บริษัทเป็นเงินรวม 1,500 ล้านบาท นั้น หลายโบรกฯมองว่าน่าจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัล

*** โบรกฯ มองลดแรงกดดันหุ้นทีวีดิจิทัล
    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ระบุว่า  ศาลฯ ตัดสินให้ ทีวีพูล ชนะ ได้เงินค้ำประกันคืน ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นทีวีดิจิทัล  ซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่ 22 ราย เพราะอีก 2 ช่องคือ ช่องทีวีพูล และ Loca หยุดให้บริการหลังประสบปัญหาการเงินและฟ้องร้องต่อศาลดังกล่าวข้างต้น 
    ผลจากการพิจารณาของศาลปกครองครั้งนี้ อาจะทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตัลรายอื่น นำไปใช้เป็นกรณีตัวอย่าง  เพื่อลดภาระต้นทุน และความอยู่รอดของทั้งผู้ประกอบการเอง และ เจ้าหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องจ่ายเงินแทน  น่าจะถือว่าลดแรงกดดันลง
    ทั้งนี้การประมูลทีวีดิจิทัลปี  57 สรุปว่ามีผู้ชนะประมูล  24  ช่อง  จากผู้ประกอบการ 17  ราย   ซึ่งในจำนวนนี้มีรายเดิมคือ BEC, MCOT,ช่อง 7 สี  TRUE (TRUE4U, TNN24)  ทำให้รัฐได้เงินค่าประมูลรวมทั้งสิ้น 50,862 ล้านบาท (สูงกว่าราตั้งต้น 15,045 ล้านบาท หรือมากกว่า 3.38 เท่า) โดยให้แบ่งจ่ายเป็น 9 งวด ๆ ละปี  (2557-2565  มีการยืดระยะเวลาจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 7 ปี)  แต่ให้ตัดจำหน่ายใบอนุญาตเป็นเวลา 15 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมต้นทุนอื่น คือ 
          - ค่าเช่าโครงข่ายปีละ 170 ล้านบาทสำหรับ HD และ 55 ล้านบาท สำหรับช่องที่เหลือ   
          - ค่าเช่าดาวเทียม Upload สัญญาน ตามกฎ Must carry rule  ราวปีละ 12 ล้านบาท 
          - และ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตอีกปีละ 2% ของรายได้ 
          ด้วยเหตุนี้ ทำให้ในการดำเนินงานตั้งแต่ปีแรก ผู้ประกอบการทุกรายประสบภาวะขาดทุน ยกเว้น WORK, RS และ BEC (MONO เพิ่งมามีกำไรในปีหลัง ๆ เพราะเรตติ้งดีขึ้น)
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  ระบุ หากมีการคืน License ทีวีดิจิทัลได้ตามที่ กสทช.กล่าวไว้ข้างต้น เรามองว่าการแข่งขันในกลุ่มทีวีดิจิทัลจะลดลง เนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายต้องการคืน License และเคยยื่นข้อเสนอต่อ กสทช.แล้ว เรามองว่าทีวีดิจิทัลในไทยควรมีประมาณ 15-16 ช่อง จะส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาของแต่ละช่องอยู่ที่ประมาณ 5-6 พันล้าน จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้ เรามองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในครั้งนี้ คือ BEC* (9.48 บาท), WORK* ( 99.73 บาท ) , MONO* ( 5.03 บาท ), RS* (ซื้อ/ 35 บาท) และ GRAMMY* ( 9.73บาท ) ซึ่งผู้ประกอบการที
วีดิจิทัล ที่เป็นทั้งผู้ผลิต Content และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

*** แบงก์เจ้าหนี้รับอานิสงส์ตาม
     บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า  ในการประมูลได้กำหนดให้ทุกรายต้องให้ธนาคารพาณิชย์ออกหนังสือค้ำประกัน (LG) ซึ่งจากจำนวน24 ใบอนุญาตมีธนาคารออก LG รวมกัน  35,229 ล้านบาท  (BBL 14 ฉบับ เป็นเงิน 21,606 ล้านบาท BAY  8 ฉบับ 10,940 ล้านบาท และ BAY 2 ฉบับ 2,683 ล้านบาท) ในช่วงที่ผู้ประกอบการมีปัญหาผู้ค้ำประกันจะต้องเข้าไปชำระหนี้แทน ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มธนาคารในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน 
    และจากผลคำสั่งศาลปกครองกรณีไทยทีวี จึงถือเป็นประเด็นบวกต่อธนาคารพาณิชย์ที่มีการออกวงเงินค้ำประกันและปล่อยสินเชื่อในกลุ่มทีวีดิจิทัล   ขณะที่ ธ.พ. ดังกล่าว ได้มีการตั้งสำรองฯ เม็ดเงินดังกล่าวไปแล้ว แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อทั้งหมดของแต่ละ ธ.พ. แต่ก็เชื่อว่าน่า
จะเป็น sentiment เชิงบวกที่จะช่วยคลายความกดดันเรื่องการตั้งสำรองไปได้ระดับหนึ่ง
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุ  นอกเหนือจากมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มทีวีดิจิทัลแล้ว เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ BBL เพราะ BBL เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของไทยทีวี และได้มีการจ่ายแบงก์การันตีให้กับทาง กสทช. ไปแล้ว 1.5 พันล้านบาท และได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเต็มจำน
วน 
    โดยเราคาดว่า รายการนี้จะมีการ reverse กลับมาเป็นรายได้หรือนำมาลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองค่าเผื่อฯได้ ซึ่งจะเป็น upside ต่อกำไรสุทธิในปี 2018 ราว 4% หรือคิดเป็น upside ต่อราคาหุ้นราว 0.8 บาท     แต่อย่างไรก็ดี ทาง กสทช. ยังสามารถยื่นอุทรณ์ได้ซึ่งอาจส่งผลให้คดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้ ธนาคารที่มีการปล่อยให้กลุ่มทีวีดิจิทัลมากที่สุดคือ BBL (14 ช่อง จำนวน 21,600 ล้านบาท) รองลงมาเป็น KBANK (8 ช่อง จำนวน10,900 ล้านบาท) และ BAY (2 ช่อง จำนวน 2,680 ล้านบาท) ขณะที่ในเบื้องต้น เรายังแนะนำ ซื้อ BBL ราคาเป้าหมายที่ 222 บาท

*** คืนไลเซ่นส์ลดแรงกดดันธุรกิจ
    นาย อารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ  NEWS ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด ซึ่งประกอบธุรกิจ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล สปริงนิวส์  ให้สัมภาษณ์กับ 'สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย'  ยอมรับว่า จากผลคำตัดสินของศาลปกครองกลาง พิพากษาให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด ชนะคดี และให้ กสทช.คืนเงิน ให้บริษัทเป็นเงินรวม 1,500 ล้านบาท ทำให้เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล บางราย มีการคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ  หากมีการแก้ไขให้ผู้ประกอบการคืนใบอนุญาตได้  หรือแม้ปัจจุบันยังไม่สามารถคืนได้  แต่หากต้องการคืนจริง คงต้องมีการยื่นฟ้องศาลเช่นเดียวกับกรณีของบริษัท ไทยทีวี จำกัด 

 ทั้งนี้หากมีการคืนใบอนุญาตได้จริง จะช่วยทำให้การแข่งขันลดลง จากจำนวนผู้ประกอบธุรกิจลดลง   และส่วนตัวมองว่า ทีวีดิจิทัลที่จะสามารถอยู่รอดได้ เฉพาะ ผู้ที่มีเรทติ้งสูงสุด 5 อันดับแรก  ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการที่มีเรทติ้งไม่ติด  TOP 5 ขาดทุน หมด  
    ด้านนายนวมินทร์ ประสพเนตร ผู้ช่วยประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO  ให้สัมภาษณ์ กับ"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"  กล่าวว่า  หากสามารถคืนใบไลเซ่นส์ ทีวีดิจิทัล ได้  เชื่อว่ามีผู้ประกอบการแห่นำมาคืน  โดยคาดว่าจะเหลือช่องทีวีดิจิทัล เพียง 10 ช่อง เพราะ ผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัล ที่มีผลขาดทุนคงไม่ต้องการดำเนินธุรกิจต่อไป  

*** NEWS ยันไม่มีแผนคืนไลเซ่นส์   
    นายอารักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนที่จะคืนไลเซ่นส์ทีวีดิจิทัลช่อง สปริงนิวส์  แม้จะเข้าไปถือหุ้นใหญ่  บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG  ซึ่งมีช่องเนชั่น ทีวี  แต่อนาคตไม่สามารถตอบได้  ขึ้นอยู่ความเหมาะสม   
     โดยในปีนี้ ผลประกอบการช่องสปริงนิวส์ ดีขึ้น แต่จะหยุดขาดทุนในปีนี้ได้หรือไม่  ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ที่ผ่านมาช่องได้มีการลดต้นทุนไปมากพอสมควร เช่น ลดคอนเทนท์ข่าว  CNN และจะปรับรูปแบบโดยจะเพิ่ม รายการด้านบันเทิงเข้ามามากขึ้น  และปรับเนื้อหาข่าวเบาลง  

*** กสทช.เตรียมยื่นอุทธรณ์กรณี "ติ๋ม ทีวีพูล"
    พ.อ.นที สุกลรัตน์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ได้หารือกรณีศาลปกครองกลาง พิพากษาว่า กสทช.กระทำผิดสัญญาตามที่ได้ประกาศชี้ชวนไว้ ทำให้ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ ติ๋ม ทีวีพูล  เจ้าของบริษัท ไทยทีวี จำกัด มีสิทธิบอกเลิกสัญญา  และให้ กสทช.คืนเงินให้บริษัทเป็นเงินรวม 1,500 ล้านบาท โดยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลปกครอง ใน 3 ประเด็น คือ กรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า กสทช.ออกใบอนุญาตในลักษณะให้เอกชน"เข้าร่วมการงาน"กับรัฐเพื่อให้บริการโทรทัศน์ ซึ่งการร่วมการงาน หมายถึงระบบสัญญาสัมปทาน ขณะที่ กสทช. ตั้งขึ้นแพื่อเปลี่ยนผ่านระบบสัญญาสัมปทานให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบใบอนุญาต ดังนั้น ในส่วนนี้จึงน่าจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการตั้ง กสทช.
          ส่วนในประเด็นที่ว่า กสทช.ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาในการขยายโครงข่ายการให้บริการ ยื่นยันการขยายโครงข่ายได้เป็นไปตามกำหนด  เพราะมิฉะนั้นจะส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกรายคงล้มเหลวในการให้บริการทั้ง ส่วนที่กรมประชาสัมพันธ์ติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายล่าช้า ซึ่งได้มีการลงโทษทาง
ปกครองไปแล้ว และ กสทช.ได้ดำเนินการแจกคูปองแลกกล่องทีวีดิจิทัลจนครบทั้งหมดแล้ว 

*** "วิษณุ"นัดถกผู้ประกอบการหาแนวทางช่วยเหลือธุรกิจ
     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า จะได้เชิญ ตัวแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หารือในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือตามที่ผู้ประกอบการร้องขอ  ก่อนจะนำเรื่องเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยยืนยันการช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องดำเนินการให้ถูกตาม
กฎหมายด้วย
    "เราก็เอาเรื่องที่เขาขอมาดู บางอย่างพอจะผ่อนให้ได้ บางอย่างช่วยได้แต่คนละแนวทางกับที่ขอ บางอย่างคงจะทำไม่ได้ เพราะต้องให้ได้ประโยชน์กับสาธารณะด้วย  วันที่ 15 มี.ค. จะคุยกันอีกครั้ง ส่วนจะได้ข้อสรุปหรือไม่ คงต้องนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรี ต้องนำไปสู่การทำให้ถูก
กฎหมายก่อน"
    ส่วนกรณีที่ศาลปกคองกลางพิพากษาให้ บริษัท ไทยทีวี จำกัด ชนะคดี มองว่า เรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะกสทช. เป็นแนวปฎิบัติต่อไป ถ้ามีคนมาขอยกเลิกสัญญาหรือขอถอนตัวออกไป   
    
    สำหรับราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจทัล ปิดตลาด ณ วันที่ 14 มี.ค.61  นำโดย BEC ทำราคาปิดบวก 4.55% เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มาอยู่ที่ 13.80 บาทมูลค่าการซื้อขาย  940 ล้านบาท , RS บวก 5.04% ราคาเพิ่มขึ้น 1.50 บาท มาอยู่ที่ 31.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 289 ล้านบาท , MONO บวก 2.38% ราคาเพิ่มขึ้น 0.10 บาท มาอยู่ที่ 4.30 บาท มูลค่าการซื้อขาย 74 ล้านบาท , WORK บวก 4.64% เพิ่มขึ้น 3.25 บาท มาอยู่ที่ 73.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 318 ล้านบาท
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด