สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 9 เมษายน 2561 | 17:40

FETCO ส่งซิกหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะร้อนแรง จีดีพีโตสุดรอบ 6 ปี

FETCO ส่งซิกหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะร้อนแรง จีดีพีโตสุดรอบ 6 ปี

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย" เผยความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง เหตุกังวลดอกเบี้ยเฟดขาขึ้น การเมืองในประเทศเริ่มเข้มข้น แต่ภาพรวมความเชื่อมั่นยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง เหตุศก.แข็งแกร่ง-เงินทุนไหลเข้า สอดคล้องเวิล์ดแบงก์-ผู้ว่าธปท.คาดจีดีพีไทยปี 61 โต 4.1% สูงสุดในรอบ 6 ปี ด้าน CIMBT มองต่าง หั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 3.7% จากเดิม 4%

*** FETCO เผยความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

    นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง 16.02% แต่ยังคงอยู่ในภาวะร้อนแรง (Bullish) เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยผลสำรวจระบุว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าการลงทุนจะได้รับผลดีจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ กับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ 
    โดยนักลงทุนติดตามปัจจัยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายทางการเงินสหรัฐฯ ที่เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนมีนาคม และเห็นว่าเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด นอกจากนี้ ยังเริ่มติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งในอนาคตด้วย
    ด้านหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธุรกิจเหล็ก (STEEL)
    ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือปัญหาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ลุกลาม ถึงขั้นเรียกว่าสงครามการค้า และยังไม่กระทบต่อหุ้นไทยมากนัก แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับไทยหรือไม่ ซึ่งหากกระทบไปยังกลุ่ม ICT คาดว่าจะเป็นผลเสียกับสหรัฐมาก และประเทศอื่นๆ ด้วย
    แนะนำนักลงทุนระยะสั้น หรือนักเก็งกำไรในช่วงนี้มีโอกาสทำกำไรได้ไม่สูงมากนัก เฉลี่ยเพียง 2-5% ส่วนการลงทุนระยะยาวที่เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวม ต้องแบ่งสัดส่วนกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ ตั้งเป้าหมายการลงทุนของตนเอง อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือเป็นโอกาสของคนที่ถือเงินสด เพราะสามารถเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาลงต่ำได้
    นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดการณ์ตลาดหุ้นไทยในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดยส่วนใหญ่ 64.71% ประเมินดัชนีในระยะสั้นยัง Sideway หรือไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ซึ่งประเมินดัชนีจะกลับขึ้นไปค่าเฉลี่ยที่ 1,792 จุด ในช่วงสิ้นเดือน เม.ย. นี้
    โดยประเมินดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปีนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,879 จุด ซึ่งกรอบค่าเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยระหว่างปีนี้จะขึ้นไประดับสูงสุดที่ 1,909 จุด และค่าเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 1,703 จุด ในระยะสั้นปัจจัยที่มีผลคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและคู่ค้า รองลงมาคือปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงปัจจัยการเมือง

***  บล.เคทีบี หั่นเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้เหลือ 1,860 จุด

    นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ให้สัมภาษณ์ว่า บล.เคทีบี หั่นเป้าดัชนีปีนี้เหลือ 1,860 จุด จาก 1,910 จุด หลังปัจจัยลบกลุ่มแบงก์-ลีสซิ่ง ฉุดกำไรบจ.รวมปีนี้โตเหลือ 6.5% จาก 9%
    บริษัทได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้ลงจากเดิมที่คาด 1,910 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,860 จุด เนื่องจากความกังวลผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่มีการยกเลิกค่าธรรมเนียม ทำให้สูญเสียรายได้ โดยฝ่ายวิจัยคาดมีผลเชิงลบต่อกำไรสุทธิตลาดรวมจากเดิมที่คาดไว้จะโตได้ 9% จะลดลงมาเหลือเพียง 6.5% โดยกลุ่มธนาคารจะมีผลกระทบต่อกำไรรวมลดลง 1-1.5% ขณะที่กลุ่มเช่าซื้อที่ประกาศราชกิจจาฯฉบับใหม่ว่าด้วยเรื่องสัญญาเช่าซื้อต้องแสดงอัตราการคิดดอกเบี้ย effective rate และคิดดอกเบี้ย ไม่เกิน 15% คาดว่าจะทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนรวมลดลง 0.5% นอกจากนี้ กลุ่มปิโตรเคมี มีส่วนต่างราคาน้ำมันและปิโตรเคมีที่ลดลง อาจส่งผลต่อกำไรกลุ่มด้วย แต่บริษัทยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์
    แนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 2 เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวได้ดีขึ้น เพราะราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาช่วงปลาย มี.ค. – ต้นเม.ย. ทำให้ราคาหุ้นบางตัวอยู่ในจังหวะน่าเข้าซื้อ อีกทั้งช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเริ่มประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก จะเข้ามาผลักดันบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้นด้วย คาดว่าดัชนีในเดือน เม.ย. จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,700-1,800 จุด

***  บลจ.ทาลิส คงเป้าหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,900 จุด

    นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด หรือ TALISAM เปิดเผยว่า บลจ.ทาลิสคาดการณ์กรอบดัชนีหุ้นไทยในปี 61 อยู่ที่ประมาณ 1,700 - 1,900 จุด ถือเป็นการประเมินกรอบการปรับตัวของดัชนีที่กว้าง เนื่องจากในปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวกว่า 200 จุด และใน 4 ปีก่อนหน้ามีการปรับตัวประมาณกว่า 300 จุด จึงคาดการณ์ว่าในปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวประมาณ 250-300 จุด ซึ่งถือเป็นกรอบการปรับตัวในสถานะที่ปกติของตลาดหุ้นไทยที่จะมีการปรับตัวประมาณ 20%
    สำหรับการปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลก ยังคงมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามารบกวนทั้งเรื่องของสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา-จีน การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับฐานมาตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเป็นระยะเวลา 2 เดือนมาแล้ว ซึ่งปกติธรรมชาติของตลาดหุ้นหากมีการปรับตัวขึ้นมาจากการปรับฐานนั้น ก็จะกินระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน ดังนั้นแนวโน้มการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะจากนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงของการปรับฐานบวก-ลบ ดัชนีที่ประมาณ 1,800 จุด

*** บล.ฟูลเลอร์ตันฯ คาด SET ปีนี้อยู่ที่ 1,650 จุด

    นายมาริโอ้ ซิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ฟูลเลอร์ตัน มาร์เก็ตส์ ประเทศนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า คาดหุ้นไทยปีนี้ปิดที่ระดับ 1,650 จุด หลังนักลงทุนเทขายหุ้นทิ้ง จากความกังวลสงครามการค้าสหรัฐ-จีน แต่ประเมินจีดีพี ของไทยจะโต 4.1% รับส่งออก - ท่องเที่ยวเด่น   ส่วนตราสารหนี้ไทยปีนี้คาดโดดเด่น เหตุผลตอบแทนยังสูงที่ระดับ 2.4% - พบ Q1/61 เงินไหลเข้าบอนด์แล้ว 1.9 พันล้านเหรียญ   
    ในปีนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยจะอยู่ที่ 4.1% เติบโตมากกว่าปีก่อนที่ขยายตัวได้ 3.9% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี 
    ดัชนีในตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะยืนอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ทำให้นักลงทุนเริ่มแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น จึงทำให้ปีนี้ มองว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยจะโดดเด่น และจูงใจให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปลงทุนค่อนข้างมาก 

*** ตลท.เผย SET มี.ค.61 ปรับลง 2.9% ต่างชาติขาย 1.1 หมื่นลบ.

    ดร. ภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคม 2561 SET Index ปรับตัวลดลงเนื่องจากราคาหุ้นในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดธนาคารซึ่งเป็นหมวดที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) สูง ปรับตัวลดลง 6.2% จากเดือนก่อน เนื่องจากปัจจัยภายในของแต่ละหมวด เช่น ความกังวลต่อการปรับโครงสร้างราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่น และการปรับลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมการเงิน นอกจากนี้ ความกังวลด้านการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยภายนอกที่กดดันบรรยากาศการลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2561 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 71,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    ในเดือนมีนาคม 2561 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 11,219 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาคที่ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเป็นส่วนใหญ่ และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดตราสารหนี้ของไทยที่ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะขายสุทธิในเดือนมีนาคม
    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ปิดที่ 1,776.26 จุด เพิ่มขึ้น 1.3% จากสิ้นปี 2560 โดยมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า SET Index ได้แก่ กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มบริการ ตามลำดับ
    Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 อยู่ที่ระดับ 16.01 ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 18.29 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.55 เท่า และ 17.17 เท่า ตามลำดับ อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 อยู่ที่ระดับ 2.88% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่อยู่ที่ 2.48% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 อยู่ที่ 18.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากสิ้นปี 2560 
    มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมีนาคม 2561 อยู่ที่ 66,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
    ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเดือนมีนาคม 2561 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 519,242 สัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.75% จากเดือนก่อน มาจากการซื้อขาย Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ที่เพิ่มขึ้น

*** ผู้ว่าธปท. มั่นใจศก.ไทยโตได้ 4.1%

    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา "แนวโน้มเศรษฐกิจโลก-ทิศทางการลงทุนปี 2018" ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวที่เข้มแข็งจะเห็นได้จากเศรษฐกิจโลกปี 60 ดีที่สุดในรอบ 5 ปีทั้งการบริโภค การส่งออก ภาคผลิต ตลอดจนตลาดแรงงาน และ ความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 4.1% จากเดิม 3.9% และ คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องไปในปี 62 ได้
    "เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ต้องติดตาม เช่น โครงสร้างสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงาน และ หนี้ภาคครัวเรือนที่พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาคเกษตกรมีหนี้มากขึ้น ซึ่งมาจากรายได้ที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ กลังเจอภัยแล้ง และ น้ำท่วม"นายวิรไท กล่าว
    อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยแรงกดดันที่มาจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งการดูแลเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ และ การฟื้นตัวที่ชัดเจนจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงภาพรวม และ ความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

*** เวิล์ดแบงก์คาดจีดีพีไทยปี 61 โต 4.1% สูงสุดในรอบ 6 ปี  

     นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย เปิดเผยรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยว่า ในปีนี้ ธนาคารโลกคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวได้ 4.1% มากกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ 3.9% ซึ่งการเติบโตในระดับดังกล่าว ถือเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 6 ปี หรือ นับตั้งแต่ปี 2555 โดยแรงขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยวที่เติบโตดี รวมถึงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน  
    “ในปีที่ผ่านมาการลงทุนภาครัฐชะลอตัวลง เนื่องจากความล่าช้าในการอนุมัติและสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง แต่ในปีนี้เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น จากการเร่งดำเนินการตามแผนการลงทุนด้านคมนาคม ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งในปี 2561-2562 นอกจากนี้ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปด้านการศึกษา ทักษะ การบริหารจัดการลงทุนภาครัฐ และการบริการล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงกว่า 4% ในระยะยาว ”นายเกียรติพงศ์ กล่าว  
    ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง การบริโภคภาคประชาชนยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เกิดขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ต้องจับตา แม้ว่าเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบต่อภาคการส่งออกก็ตาม

*** CIMBT หั่นจีดีพีไทยเหลือ 3.7% เดิมคาด 4% 

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT เปิดเผยในงานแถลงปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 61 จากสงครามเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศว่า สำนักวิจัยปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 3.7% จากเดิม 4% หลังยังกังวลสงครามเศรษฐกิจจากภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจ ขณะที่ความเสี่ยงภายในประเทศหลักๆ มาจากภาคการลงทุนที่เกิดจากความกังวลความไม่แน่นอนทางการเมือง
    "สำนักวิจัยฯ ยังเชื่อมั่นในเทฟลอนไทยแลนด์ หรือ ภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีความทนทานต่อปัจจัยที่จะเข้ามากระทบจึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่กลับไปชะลอลงต่ำกว่า 3% และ หวังว่าถ้าปัญหาได้รับการแก้ไขโอกาสที่จะได้เห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตเหนือ 4% ยังมีอยู่"นายอมรเทพ กล่าว
    อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญ คือ รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และ ผู้บริโภคว่านโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจต่างๆ จะถูกสานต่อไปยังรัฐบาลชุดต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก อีกทั้ง สามารถเร่งกระจายรายได้ สร้างการเติบโตทางกิจกรรมเศรษฐกิจในระดับฐานรากโดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด แม้จะเป็นโจทย์ยาก แต่ยังหวังว่าท้ายสุดรัฐบาลจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นเพื่อท้าทายปัญหาทั้งนอกและในได้ 
    "เศรษฐกิจไทยปี 61 มีแนวโน้มเติบโตจากภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยวเป็นหลักเช่นเดิม โดยเราปรับส่งออกปีนี้ขึ้นเป็น 7.4% จากเดิม 4.5% หลัง 2 เดือนส่งออกโตได้ดี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังโตช้าทำให้คาดว่าปีนี้จะทำได้เพียง 2.5% จากเดิม 3.8% ทำให้ผู้บริโภคชะลอรอดูสถานการณ์ความชัดเจนก่อนใช้จ่ายสินค้าคงทน นักลงทุนต่างชาติยังขาดความเชื่อมั่นในด้านความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ จากแนวโน้มเลื่อนการเลือกตั้งจากปีนี้"นายอมรเทพ กล่าว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด