สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 5 กุมภาพันธ์ 2561 | 17:00

กูรูฟันธง!หุ้นไทยปรับฐานถึงปลายก.พ. แนะลดพอร์ตเหลือ 40%

กูรูฟันธง!หุ้นไทยปรับฐานถึงปลายก.พ. แนะลดพอร์ตเหลือ 40%

        หุ้นไทยดิ่งแรงตามหุ้นโลก หลังกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่คาด กดดันเงินไหลออกจากตลาดหุ้น ด้านกูรูแนะลดพอร์ตหุ้นเหลือ 40% มอง SET ปรับฐานถึงปลายเดือนนี้ ชี้หุ้นไทยไม่ได้ถูกกว่าภูมิภาค เสี่ยงโดนขายทำกำไร มองแนวรับ 1,790 จุด ชูกลยุทธ์ wait and see หรือเลือกลงทุนเป็นรายตัว 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้(5 ก.พ.)ปรับตัวลดลงแรง โดยเปิดตลาดช่วงเช้าดิ่งลงกว่า 28.93  จุด หรือ 1.58% ก่อนที่จะรีบาวน์ขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 1,810.32 จุด  ลดลง 17.03 จุด หรือ 0.93% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 76,484.73 ล้านบาท สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรงเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ที่คาดว่าจะขึ้นเร็วและมากกว่าที่คาด โดยอาจจะปรับขึ้นถึง 4 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้เงินเฟ้อและบอนด์ยิลด์สหรัฐฯพุ่งขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้มีแรงขายทำกำไรในตลาดหุ้นเพื่อโยกเงินสู่ตลาดบอนด์แทน

***ASP มองหุ้นปรับฐานถึงปลายเดือนนี้ แนะลดพอร์ตเหลือ 40%
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัส(ASP) เปิดเผยว่า ในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน การปรับพอร์ตเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ถือว่าสำคัญ โดยฝ่ายวิจัย ASP ให้ลดพอร์ตการถือหุ้นลงเหลือ 40% จากเดิม 50%  โดยเหตุผลแรก มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะปรับฐานต่อ หลังเมื่อวันศุกร์(2 ก.พ.)ร่วงหนักสุดในรอบ 2 ปี เพราะเป็นตลาดที่แพงแห่งหนึ่งของโลก โดยปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 59-61 ให้ผลตอบแทนรวมสูงถึง 44%, Expected P/E ขึ้นมาเหนือ 18 เท่า สูงกว่าตลาดหุ้นยุโรป, EPS Growth ปี 61 จะเติบโต 16% แต่ปีหน้าคาดเติบโตในอัตราที่ชะลอลง
    เหตุผลที่สอง หุ้นไทยน่าจะปรับฐานตามตลาดหุ้นต่างประเทศ SET Index มีโอกาสหลุดต่ำกว่า 1800 จุด เพราะการเมืองเข้ามามีน้ำหนักต่อตลาด, จะมีแรงขายรับงบ Q4/60 โดยสัปดาห์นี้จะมีหุ้นใหญ่แจ้งงบหลายแห่ง, หุ้นใหญ่กลุ่มพลังงาน จะถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
    เหตุผลที่สาม หุ้นไทยให้ผลตอบแทนช่วงปี 59-61 รวมแล้วสูงถึง 42% และ Expected P/E ปี 61 อยู่ที่ 16.2 เท่า ใกล้เคียงเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซียที่ 16.7 เท่า อินโดนีเซีย 17 เท่า
    เหตุผลที่สี่ เมื่อดูจากคาดการณ์กำไรของตลาดหุ้นไทยปีนี้ ราว 14.6% เทียบกับจีนที่คาดโต 13.4%, เวียดนาม 13.2%, อินโดนีเซีย 10.2% และฟิลิปปินส์ 11.9% เห็นได้ว่าการเติบโตใกล้เคียงกัน จึงยังไม่น่าจูงใจให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย
    ฝ่ายวิจัยฯมองว่า SET Index มีโอกาสปรับฐานไปจนถึงปลายเดือนนี้ ดังนั้นในภาวะตลาดแบบนี้ควรเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ และหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ

*** ผู้จัดการ ตลท. แนะชะลอดูสถานการณ์
    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เปิดร่วงกว่า 1.5% เป็นไปตามตลาดหุ้นภูมิภาค หลังตลาดหุ้นในสหรัฐปรับตัวลดลงแรง
    "ทุกอย่างเป็นไปตามตลาดภูมิภาค ไม่อยากให้ตกใจ ไม่มีปัจจัยอื่นที่กระทบ แต่ของเราก็ปรับขึ้นมาระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการปรับฐาน เพราะใน ม.ค.เดือนเดียว ดัชนีเราปรับขึ้นมา 4.1% แนะนำนักลงทุน wait and see เพราะตลาดเมื่อขึ้นมาระดับนี้ความเหวี่ยงความอ่อนไหวก็จะมี" นางเกศรา กล่าว "
    อย่างไรก็ตามดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ มองเป็นแค่ปัจจัยระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยบวกรอ ทั้งงผลกำไร บจ.ที่จะประกาศ ก.พ.นี้ และเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
 
*** บล.แอพเพิล เวลธ์ คาดดัชนีพักฐานในกรอบ 1,790-1,850 จุด
    นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้น 4.17 % พร้อมปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นราว 6 –7 หมื่นล้านบาท/วัน ซึ่งเป็นการยืนยันสัญญาณ Bullish ในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม สัญญาณ RSI Indicator เริ่มส่งสัญญาณ Negative Divergence กับดัชนีฯ ประกอบกับ MACD เริ่มตัดเส้น Signal Line ลงมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณอ่อนแรงทางโมเมนตัมของราคา ดังนั้นแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยใน ก.พ. นี้น่าจะเกิดสัญญาณการพักฐาน โดยมีแนวรับบริเวณ 1,780 – 1,800 จุด และแนวต้าน 1,850 – 1,860 จุด  
    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนํา  Selective Buy ในหุ้นที่มีอัตรา Dividend Yield สูงกว่า 3 % และราคาหุ้นมี Upside เมื่อเทียบกับ Fair Value เช่น AP , LH , ADVANC, INTUCH และ BCP และทยอยซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK , STEC คาดจะได้ประโยชน์จากการประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ  มูลค่า 1 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง ที่จะประกวดราคาในช่วง ก.พ. นี้
 
*** บล.ไอร่า คาด SET เดือนก.พ. แกว่งตัวในกรอบ 1,806 - 1,848 จุด
    นางจิตรลดา เลขาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) หรือ  AS เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมองว่าจะมีแรงเก็งกำไรในบริษัทที่คาดว่าจะประกาศงบออกมาโดดเด่น และการสอดรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศซึ่งคาดว่าตัวเลข GDP โตไม่ต่ำกว่า 4.0% ในปี 2561
    อีกทั้งราคาราคาน้ำมันที่มีทิศทางการปรับตัวอยู่ในระดับสูงในรอบกว่า 3 ปี จึงส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมี ที่ได้ปัจจัยหนุนจากราคาผลิตภัณฑ์ตามทิศทางราคาน้ำมัน และความต้องการที่ดีขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก    และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลังประสบความสำเร็จในการปฏิรูปภาษีเมื่อปีที่ผ่านมา หากมีความชัดเจนเพิ่มเติม คาดส่งผลดีต่อภาพรวมตลาด
    ปัจจัยที่ยังคงกดดันภาพรวมการลงทุน  มาจาก Fund Flow จากแรงขายสุทธิของต่างชาติ แต่ได้รับการชดเชยจากสถาบันในประเทศ และภายใต้เงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า รวมถึงยอดซื้อสุทธิของต่างชาติในตลาดพันธบัตร YTD ประมาณ 70,000 ล้านบาท (ประมาณ 2,400 ล้านUSD) คาดยังมีโอกาสที่ต่างชาติจะกลับเข้ามาตลาดหุ้น ประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองของสหรัฐฯ ในระยะสั้นอาจส่งต่อการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวที่จะครบกำหนดวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งอาจทำให้เกิด “Government Shutdown” อีกครั้ง และ เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในเดือนมี.ค. พร้อมแนะติดตาม Bond Yield หากสูงขึ้น คาดอาจส่งผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้น     
    ยังคงต้องจับตา การประชุม กนง. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.50%ต่อปี รวมถึงทิศทางเงินบาทแข็งค่า คาดกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะที่มีการซื้อขายในรูปเงินสหรัฐฯ มีรายได้ในรูปเงินบาทลดลง และประเด็นสำคัญทางการเมือง
    ประเมินกลยุทธ์การลงทุนในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ยังมีการแรงเก็งกำไรผลประกอบการและเงินปันผล โดยคาดดัชนียังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น แต่คาดอยู่ในกรอบจำกัด หลังดัชนีทำ New High ต่อเนื่องเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา  โดยมีกรอบทางเทคนิค 1,806 – 1,848 จุด และนะนำลงทุนหุ้นในกลุ่มที่คาดผลงบปี 60 เด่น เช่น AP, PSH และ SPALI  และหุ้นที่มีการจ่ายปันผลดี Div.Yield ไม่ต่ำกว่า 5% เช่น SPRC และ TMT
    กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี แม้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่คาดว่าในไตรมาส 1/2561 ยังได้รับประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันที่คาดยังทรงตัวในระดับสูง และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่คาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2560 เช่น PTTGC และ TOP และกลุ่มธนาคาร ที่คาดผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด และมีแนวโน้มดีขึ้นในปีนี้ ที่น่าสนใจ เช่น BBL และ KTB

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด