สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 3 เมษายน 2561 | 17:00

GULF ทุ่มกว่า 2 พันลบ. ลงทุนโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม 48 MW

GULF ทุ่มกว่า 2 พันลบ. ลงทุนโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม 48 MW

     "กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์" รุกพลังงานต่างประเทศเต็มสูบ จับมือพันธมิตรเวียดนามศึกษาโอกาสลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 48 MW มูลค่าลงทุน 66 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย GULF ถือ 49% และ TTC Group ถือหุ้น 51%  ได้รับอนุมัติขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าเวียดนาม มีอายุสัญญา 20 ปี เริ่มก่อสร้างภายในเดือน มิ.ย.61 - COD ภายในมิ.ย.62 โบรกฯแนะ"ซื้อ"เป้า 80 บ. คาดกำไรโตเฉลี่ย 20% ต่อปี 

*** จับมือ TTC Group เวียดนาม ศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 48 MW
    น.ส.ฉัตรตะวัน ไชยะกุล ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้บริษัทเข้าลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างบริษัทและกลุ่มบริษัท Thanh Thanh Cong Group (TTC Group) เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมกันศึกษา พัฒนา เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานในเวียดนาม
    รวมทั้งให้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาผู้ถือหุ้น กับ TTC Group เพื่อลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ TTCIZ-01 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 48 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบล Trang Bang จังหวัด Tay Ninh ประเทศเวียดนาม มูลค่าการลงทุนโครงการ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 2 พันล้านบาท) โดย GULF และ/หรือบริษัทย่อยถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ TTC Group ถือหุ้น 51% ผ่านบริษัทย่อยคือ Thanh Thanh Cong Industrial Zone Joint Stock Company (TTCIZ) ในโครงการ TTCIZ-01

*** ขายไฟให้เวียดนาม 20 ปี - COD มิ.ย.62      
    ทั้งนี้ โครงการ TTCIZ-01 ได้รับอนุมัติจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าประเทศเวียดนามให้ดำเนินการขายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีอายุสัญญา 20 ปี โครงการจะเริ่มก่อสร้างภายในเดือนมิถุนายน 2561 และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนมิถุนายน 2562
    สำหรับ TTC Group เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของเวียดนาม มีมูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้า เกษตรกรรม น้ำตาล การศึกษา การบริการและโรงแรม อสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรมเป็นต้น
    
*** บล.เคทีบี เชียร์"ซื้อ"เป้า 80 บ.กำไรโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ในอีก 7 ปี
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 80.00 บาท GULF เป็นหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างมั่นคงและโดดเด่นที่ระดับเฉลี่ย 20%  ต่อปี (CAGR 2017-24) ในอีก 7 ปีข้างหน้า จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟ (PPA)แล้วที่จะทยอย COD อีก 4,209 MW หรือเพิ่มขึ้น 200% จาก 1Q18 ประกอบกับความสามารถในการเพิ่ม utilization rate และการลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงโดยมีค่าความร้อน (heat rate) ต่ำทำให้ โรงไฟฟ้าของ GULF มีประสิทธิภาพมากกว่าคู่แข่ง นอกจากนั้นจากความพร้อมทางการเงินทำให้ GULF มีโอกาสในการลงทุนเพิ่ม โดยปัจจุบันมีโครงการที่จะเข้าไปประมูลหรือซื้อ ขนาดกำลังการผลิตรวม 1GW ซึ่งจะเป็น upside ต่อประมาณการกำไรและราคาเหมาะสม และทำให้ GULF มีโอกาสที่จะเทรดถูกกว่าอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
    ปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ 2,120 MW ในขณะที่ยังมีโครงการรองรับด้วยสัญญา PPA รอ SCOD ในช่วง 2018-24 อีก 4,209MW (รวมทั้งหมดหากแล้วเสร็จ = 6,329MW) ทำให้ GULF เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้โรงไฟฟ้าของ GULF ยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำสะท้อนจากค่า heat rate ที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถึง 5% สำหรับ SPP และ 10% สำหรับ IPP
    โรงไฟฟ้า IPP 2 แห่ง (GSRC, GPD) ขนาดกำลังการผลิตตามสัญญารวม 5.3GW ซึ่ง GULF ถือหุ้นในสัดส่วน 70% (effective capacity = 3.5GW) ปัจจุบันเดินหน้าตามแผน โดยล่าสุดเซ็นสัญญา EPC กับ Mitsubishi เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าจะสามารถทำ Financial close ได้ภายในช่วง 2H18 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีกำหนด SCOD ในช่วง 2021-24 ทั้งนี้ต้นทุนก่อสร้างอยู่ที่ราว 5.1 หมื่นล้านบาทต่อ 2.5GW (0.7 ล้านเหรียญต่อ MW) ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมราว 30% เนื่องจากการสั่งซื้อ gas turbines ซึ่งเป็นต้นทุนหลักพร้อมกัน 8 units ทำให้มีอำนาจการต่อรองที่สูง ซึ่งส่งผลให้ EIRR ของโครงการดังกล่าวคาดอยู่ที่ราว 25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ราว 15%
    ประเมินผลประกอบการในระยะ 7 ปีข้างหน้าอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ทยอย COD อีก 4,209 MW หรือเพิ่มขึ้น 200% จาก 1Q18 หนุนกำไรปกติระยะยาวเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี (CAGR 2017-24) ทั้งนี้กำไรปกติทั้งปี 2018 คาดเติบโตได้ 30% YoY แตะระดับ 3.2 พันล้านบาท จากกำลังการผลิตตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 290MW +15% YoY
    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 1GW ซึ่งบริษัทจะเข้าถือหุ้นราว 50% คาดรู้ผลภายในปี 2018 ประกอบด้วย 1) solar power project (200MW) ที่ประเทศเวียดนาม, 2) Gas combined cycle (300MW) ที่ประเทศโอมาน, และ 3) M&A Conventional power plants ในไทยประมาณ 500MW ในขณะที่เราประเมินบริษัทสามารถรักษาระดับ D/E ได้ที่ราว 2.0x ในช่วง 2018-24 ยังมีศักยภาพในการลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 2GW ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเป็น upside ให้กับประมาณการกำไรสุทธิของเรา

*** บล.บัวหลวง แนะ"ซื้อ"แผนธุรกิจก้าวไกลในอนาคต-เดินหน้าหาธุรกิจใหม่
    บล.บัวหลวง แนะ"ซื้อ"ประเมินราคาเหมาะสมปี 2018 ที่ 80.00 บาทต่อหุ้น อิงวิธี DCF (WACC 5.5%, ไม่มี Terminal growth) ด้วยผลประกอบการระยะยาวที่เติบโตโดดเด่นและมีความมั่นคงสูงจากทุกโครงการมีสัญญารองรับในอีก 7 ปีข้างหน้า พร้อม EIRR ที่ดีกว่าอุตสาหกรรมบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ต้องหาโครงการใหม่มาเพิ่มด้วยผลตอบแทนที่ต่ำกว่า ในขณะเดียวกัน GULF ยังมีความสามารถในการหาโครงการเพิ่มเติมในช่วง 2018-24 จากความพร้อมทางด้านการเงิน ซึ่งเบื้องต้นมีโครงการขนาด 1GW เป็น Upside ต่อประมาณและราคาเหมาะสม และทำให้ GULF มีโอกาสที่จะเทรดถูกกว่าอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

*** ฐานการเงินที่แข็งแกร่งหนุนแผนการเติบโต
    นักลงทุนมีข้อกังขาเกี่ยวกับสถานะการเงินของ GULF ต่อแผนการขยายธุรกิจ เนื่องจากบริษัทมีโรงไฟฟาที่จะเริ่มการจ่ายกระแสไฟฟาในเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 222 เมกะวัตต์ในปี 2561 และ 366 เมกะวัตต์ในปี 2562 โดยในปี 2564 ยูนิตแรกของโรงไฟฟา IPP ขนาดรวม 2,500 เมกะวัตต์จะเริ่มการจ่ายกระแสไฟฟาในเชิงพาณิชย์ (จากทั้งหมด 2 โรง รวม 5,000 เมกะวัตต์) หากแต่ เรามองว่าเงินจาก IPO  กอปรกับกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นหลังโรงไฟฟาแห่งใหม่ทยอยเริ่มดำเนินการจะเพียงพอในการต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ณ สิ้นปี 2560 อยู่ที่ 1.6 เท่า ต่ำกว่าเพดานผู้ปล่อยกู้ซึ่งอยู่ที่ 3 เท่าอยู่พอสมควร

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด