สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 7 พฤษภาคม 2561 | 16:58

TU กำไร Q1 วูบ 39% พิษบาทแข็ง-ต้นทุนพุ่ง ลุยตลาดทูน่ารัสเซีย

TU กำไร Q1 วูบ 39% พิษบาทแข็ง-ต้นทุนพุ่ง ลุยตลาดทูน่ารัสเซีย

    "ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป" เผย Q1/61 กำไรสุทธิลดลง 39.3% เหลือ 869 ลบ.ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ยอดขายปลาทูน่าลดลง แถมถูกกระทบจากสต็อกวัตถุดิบที่มีราคาสูง เผยยอดขายรวมหด 5.5% เหลือ 29,703 ลบ. สำหรับแนวโน้มปีนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวก หลังจ่อปรับราคาสินค้าในตลาดยุโรปและอเมริกาในช่วง Q2/61 ขณะที่ต้นทุนราคาวัตถุดิบกุ้งและตลาดอเมริกามีสัญญาณดีขึ้น พร้อมขยายธุรกิจสู่รัสเซีย หลังเข้าซื้อกิจการอีก 1 แห่ง ด้านโบรกฯแนะ"ซื้อ"เคาะเป้า 25 บ.
         
*** กำไร Q1/61 วูบ 39.3% ผลจากสต็อกวัตถุดิบราคาสูง-ยอดขายหด-บาทแข็ง
    
    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิ 869 ล้านบาท ลดลง 39.3% จากกำไร 1.43 พันล้านบาท ในไตรมาส 1/60 โดยผลกำไรที่ลดลงเป็นผลจากยอดขายที่ลดลง 5.5% มาที่ 2.97 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการปรับลดลงของราคาขายอันเป็นผลมาจากการปรับลดลงของราคาวัตถุดิบ และการที่ค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ (10.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/60 และ 4.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/60) หากแยกผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนออก ยอดขายจะปรับตัวลดลงเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
    
*** กำไรขั้นต้นลดลงอยู่ที่ 11.3% จาก 14.5% เหตุต้นทุนทูน่าสูง
    
    กำไรขั้นต้นลดลง 26.2% จากปีก่อน เท่ากับ 3,360 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 11.3% เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1 ปี 2560 ที่ 14.5% ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลจากสินค้าคงคลังที่มีต้นทุนราคาวัตถุดิบที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจปลาทูน่า รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีกด้วย
    ยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2561 ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ambient) มียอดขายลดลง 1.6% จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 14,100 ล้านบาท ส่วนยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นของบริษัท ลดลง 8.9% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 11,522 ล้านบาท และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า มียอดขายลดลง 8.2% จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 4,080 ล้านบาท
    ยอดขายในอเมริกาเหนือ มีสัดส่วน 40% ของยอดขายรวมทั้งหมด ในขณะที่ตลาดยุโรป คิดเป็น 32% ตลาดประเทศไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 12%  และยอดขายตลาดอื่นๆ คิดเป็น 16%

*** การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น

    สภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นในอเมริกาเหนือและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง มีผลทำให้ยอดขายอาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่เยือกแข็งและแช่เย็น โดยเฉพาะกุ้งและล็อบสเตอร์ ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่าในภูมิภาคหลักนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย จีน และตะวันออกกลาง ยังโตต่อเนื่อง โดยมียอดขายเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดขายสินค้าใหม่และความพยายามในการขายและการตลาด
    ค่าใช้จ่ายในด้านการขายและการบริหารจัดการปรับตัวดีขึ้นเป็น 11.23% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 เมื่อเทียบกับ 11.79%  ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ถึงแม้ว่าผลกำไรจะลดลง บริษัทยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิปรัตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.35 เท่า ในไตรมาส 1 ของปี 2561 เปรียบเทียบกับ 1.38 เท่า ณ สิ้นปี 2560
    ในไตรมาสที่ 1/61 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 581 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 1/60 ที่ 590 ล้านบาท โดยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวนั้นเป็นผลมาจากบริษัทได้มีการจัดการความผันผวนของค่าเงินได้อย่างดี และจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในทิศทางที่ดี โดยค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐ
    “ถึงแม้ว่าจะมีความท้าทายในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าคงคลังที่สูงและความผันผวนในหลายๆ ตลาดทั่วโลก เรายังมีรายได้อื่นๆ และความสามารถในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนมาช่วยหนุนกำไรสุทธิของเรา ไทยยูเนี่ยน จะเดินหน้าทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อที่จะผ่านความท้าทายทางธุรกิจและสภาวะตลาดที่ผันผวนนี้ไปให้ได้ ขณะนี้ความกดดันในเรื่องราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ได้เริ่มคลี่คลายลงหลังจากราคาปลาทูน่าเริ่มมีสัญญาณปรับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย”

***แนวโน้มปี 61 มองเชิงบวก
    
    บริษัทประสบความสาเร็จในการเจรจาปรับราคาสินค้าผลิตภัณฑ์แบรนด์ในตลาดยุโรปและอเมริกา โดยราคาใหม่จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 2/2561
    บริษัทมีมุมมองเชิงบวกกับต้นทุนราคาวัตถุดิบกุ้งและแนวโน้มตลาดอเมริกาที่มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น
    การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและเปิดตัวธุรกิจใหม่ เช่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Marine Ingredient นั้นจะมีการเปิดตัวในปีนี้
    บริษัทยังคงเข้มงวดเรื่องการควบคุมต้นทุน ส่งผลให้บริษัทเดินหน้าแผนลดต้นทุน 1 พันล้านบาท
    บริษัทยังคงสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดาเนินงานได้อย่างแข็งแกร่ง ทาให้สามารถชาระคืนหนี้สินได้อย่างต่อเนื่อง

*** เข้าซื้อหุ้น 45% ใน`ทียูเอ็มดี ลักเซมเบอร์ก`รัสเซีย มูลค่า 16 ล้านเหรียญฯ
    
    TU ยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและตกลงเข้าซื้อหุ้น 45% ของ ทียูเอ็มดี ลักเซมเบอร์ก (TUMD Luxembourg S.a.r.l หรือ TUMD) ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทในรัสเซีย 3 แห่ง คือ ดาลพรอมรีบา ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี (Dalpromryba Limited Liability Company) ทอโกโว-พรอมิเชนนี คอมเพลกซ์ “ดาลพรอมรีบา” ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี (Torgovo-Promyshlenny Kompleks “Dalpromryba” Limited Liability Company) และมากูโร ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี้ คอมพานี (Maguro Limited Liability Company) โดยทั้ง 3 บริษัทนี้ รวมเรียกว่า ดีพีอาร์ กรุ๊ป (DPR Group)
     ทั้งนี้ ดีพีอาร์ ดำเนินธุรกิจปลาและอาหารทะเลที่เน้นค้าปลีกและเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ไทยยูเนี่ยน เลือกลงทุนในดีพีอาร์ เพราะแพลตฟอร์มการผลิตและจัดจำหน่ายของบริษัทนี้ สามารถสร้างโอกาสในการพัฒนาและเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมาก ดีพีอาร์ มียอดขายราว 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินธุรกิจทั้งในเซกเมนต์ของอาหารแปรรูปและแช่แข็งและเป็นเจ้าของแบรนด์อย่าง มากูโร (Maguro) แคปตัน ออฟ เทสส์ (Captain of Tastes) และไรบาร์ (Rybar)
    การที่ TU เข้าซื้อหุ้น 45% ของทียูเอ็มดี เป็นการซื้อหุ้นทั้งที่ออกใหม่และหุ้นของลูกค้า ซึ่งมีมูลค่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยออพชั่นต่างๆ ตามที่มีการตกลงกัน ไทยยูเนี่ยน คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 51% และ 80% ตามลำดับในอีก 3 ปีข้างหน้า การเข้าลงทุนนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป้องกันการผูกขาดบริการของรัสเซีย (The Russian Federal Anti-Monopoly Service)
    การเข้าลงทุนในครั้งนี้ จะช่วยให้ไทยยูเนี่ยนครอบคลุมตลาดอาหารทะเลสำคัญหลักๆในยุโรปได้เกือบทั้งหมด รวมถึงสามารถเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างสูงได้อีกด้วย รัสเซีย มีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่และเจริญเติบโต แต่การบริโภคทูน่ายังต่ำแต่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง มีการคาดการณ์ว่ายอดขายทูน่าและอาหารทะเลอื่นๆ จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นรวมถึงการเอาใจใส่ต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งความร่วมมือกับ ไทยยูเนี่ยน จะช่วยให้พีดีอาร์ มีบทบาทในตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และยังมีแผนที่จะดันยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า

*** บล.เคทีบี แนะ"ซื้อ"เป้า 22 บ.แนวโน้มกำไรดีขึ้น
    
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายที่ 22 บาท ประเมินมูลค่า โดยอิงวิธี PE ปี 2018 ที่ 17 เท่า แต่เนื่องจากผลประกอบการ 1Q18 ออกมาไม่ดี จึงให้หาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม ต้นทุนปลาทูน่ามีแนวโน้มลดลง
    ทั้งนี้ มองแนวโน้มดีขึ้นในปี 61 โดยคาดว่าแนวโน้มราคาปลาทูน่า จะเริ่มลดลงหลังจากผ่านจุดสูงสุดที่ 2,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยราคาที่สูงก่อนหน้ามาจากสภาพอากาศและการห้ามจับปลา FADBAN-Fish Aggregate Devices ในเดือน ก.ค.-ต.ค. 2017 แต่หลังจากพ้น FADBAN แล้ว สามารถดำเนินการจับปลาได้มากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศกลับมาเอื้ออำนวย รวมถึงกองเรือหาปลาที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ราคาปลาทูน่ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในปี 2018 คาดว่า ราคาปลาทูน่าจะอยู่ที่ระดับ 1500-1800 เหรียญต่อตัน เทียบกับปี 2017 ที 1,800-2,300 เหรียญ

*** บล.บัวหลวง เคาะเป้า 25.25 บ.
    
    บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำพื้นฐาน"ซื้อ"เป้า 25.25 บาท คาดอัตรากำไรธุรกิจทูน่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/61 และช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ถึงแม้ว่าต้นทุนปลาทูน่าจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ถึงแม้ว่าราคาปลาทูน่าจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,700 เหรียญต่อตันในเดือนมี.ค. และคาดว่าจะอยู่ในระดับ 1,700-2,000 เหรียญต่อตันในช่วงไตรมาส 2/61 จนถึงไตรมาส 3/61 (เนื่องจากเป็นช่วงที่ห้ามใช้อุปกรณ์ต้องห้ามในการจับปลาตามฤดูกาล) แต่เราเชื่อว่าความสามารถของ TU ในการผลักภาระต้นทุนปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้จะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสำหรับธุรกิจทูน่าแบรนด์ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป เราคิดว่าลูกค้าของบริษัทจะเริ่มเต็มใจมากขึ้นที่จะยอมรับภาวะราคาปลาทูน่าในระดับที่แพงขึ้นภายในปี 2561 เนื่องจากลูกค้าเริ่มที่จะคุ้นเคยและเห็นภาวะราคาปลาทูน่าขาขึ้นมาแล้วในปี 2560  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด