ข่าวนี้ที่ 1

กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เซอร์ไพรซ์ตลาด! หวั่นศก.โตต่ำเป้า

กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เซอร์ไพรซ์ตลาด! หวั่นศก.โตต่ำเป้า

     "คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)" มีมติ 5:2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.5% สวนทางตลาดคาด ระบุเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังประเมินศก.ไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าเป้า 3.3%-ส่งออกทรุด ด้านเอกชนมองลดดอกเบี้ยเป็นผลดีต่อ ศก. พร้อมเดินหน้าหารือแก้บาทแข็ง ด้านโบรกฯคาดหุ้นกลุ่ม"ไฟแนนซ์-อสังหาฯ-โลจิสติกส์"รับอานิสงส์ มากสุด  

*** มติ 5:2 เสียง ลดดอกเบี้ยเหลือ 1.5%
      นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.75% เหลือ 1.5% โดยมีผลทันที ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เมษายน 2558 โดยคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งจากการส่งออกที่หดตัว และเริ่มส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศ 
     ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1-4% จากราคาพลังงานที่ปรับลดลงเร็ว รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่มีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ ยังต้องติดตาม นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย

*** จีดีพีส่อโตต่ำกว่า 3.3%
     ที่ประชุม กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมที่ 3.3% และต่ำกว่าศักยภาพ โดยการส่งออกหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ที่ 0% ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น โดยจะมีการปรับประมาณการและแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้ 
     สำหรับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ของครัวเรือนนอกภาคเกษตรและการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมทั้งยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง อย่างไรก็ตาม การย้านฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป 
     “คณะกรรมการ จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ และการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงติดตามความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป”นายทิตนันทิ์ กล่าว 
    ทั้งนี้ในระยะต่อไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ยิ่งต้องมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน 

*** จับตาเงินบาทแข็งค่า
     คณะกรรมการ กนง. ยังมีความกังวลกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในสภาวะที่สงครามการค้ารุนแรงขึ้น จึงให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม 
     ส่วนสถานการณ์เงินหยวนที่ปรับตัวอ่อนค่าลงนั้น มองว่า ยังเร็วไปที่จะประเมินถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
     ขณะที่ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต คณะกรรมการเห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ดำเนินการไปช่วยดูแลความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมถึงการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร 
      คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขัน และแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข

*** เอกชนรับเซอร์ไพรซ์ มีมติผิดคาด
          นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย”  กล่าวยอมรับว่า สร้างความประหลาดใจ แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะที่ผ่านมาเอกชนเจอปัญหากับค่าเงินบาทที่แข็งค่า และ ไม่มีเสถียรภาพ จนส่งผลกระทบภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเป็นเพียง 1 มาตรการที่เสนอ ซึ่งยังมีอีกหลายแนวทางที่ต้องการเสนอต่อธปท. โดยรวมแล้วมีประมาณ 10 ข้อ   
      “อยากให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ ไม่แกว่งจนเกินไป เพราะมันส่งกระทบต่อส่งออก ซึ่งภาคเอกชนที่ผ่านมาแบกรับปัญหานี้มายาวนาน”นายกลินท์ กล่าว
      ทั้งนี้ที่ประชุม กกร.มองว่า ทีผ่่านมาแม้เงินบาทกลับมาอ่อนค่า แต่ไม่เพียงพอต่อการส่งออก เพราะที่ผ่านมาเอกชนเจอผลกระทบจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า หรือ เพื่อนบ้านทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และ ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ จะเข้าหารือกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนในส่วนของกระทรวงพาณิชย์(กรอ.) เพื่อหารือวิกฤตส่งออกไทย หลังสงครามการค้าสหรัฐกับจีนมีความรุนแรงขึ้น
     นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางสภาอุตสาหกรรมจะเข้าพบผู้ว่าธปท. หลังจากที่หอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบแล้ว เนื่องจากปัญหาที่อยากให้แก้ไขมีความแตกต่างกันออกไป โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งทางเลือกหนึ่ง คือ การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขาย เช่น ไทยค้าขายกับเมียนมา ก็ควรใช้สกุลเงินบาท และ จ๊าด ในการค้าขายระหว่างกัน โดยอยากให้ ธปท.และ กระทรวงการคลัง ทั้งของไทย และ ประเทศที่จะค้าขายช่วยกันแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้
    “ค่าเงินเป็นปัจจัยหลักที่กดดันเรามานาน ซึ่งพรุ่งนี้จะเข้าไปหารือหลายประเด็น และ อยากฟังว่านโยบายการเงิน การคลัง ต่อจากนี้จะทำอย่างไร ท่ามกลางปัญหาที่กดดันมากขึ้น โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ดูแล้วจะรุนแรงกว่าที่คาด”นายสุพันธุ์ กล่าว

*** ตลท.มองหลายปัจจัยรุมเร้า 
    นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า การลดดอกเบี้ยของ กนง.เป็นสิ่งที่ได้ประเมินไว้แล้ว เพราะที่ผ่านทั้งเศรษฐกิจโลก - และความขัดแย้งทางการค้าการลงทุนที่รุนแรง เป็นปัจจัยเพียงพอที่ให้กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้  
     ทางด้านผลกระทบต่อตลาดทุน มองว่าจะมีผลกระทบแตกต่างกันไปตามกลุ่ม หรือบริษัทจดทะเบียน นักลงทุนต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพราะ บจ.ไทยยังมีความหลากหลาย และมีบริษัทที่แข็งแกร่งในหลายกลุ่ม   
      " ไม่กี่วันที่ผ่านมามีประเด็นเรื่องเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น  ถือเป้นความเสี่ยงเพียงพอที่ทำให้กนง.ลดดอกเบี้ย อย่างล่าสุดธนาคารกลางของออสเตรเลียก็ลดดอกเบี้ยลง 0.50% เพราะตอนนี้ทั่วโลกต่างเห็นพร้องกันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับโกลบอลสเกลที่มีผลกระทบค่อนข้างมาก " นายภากรกล่าว

*** CIMBT ชี้มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง
            ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า รอบนี้ที่กนง.ลดดอกเบี้ยจาก 1.75% เหลือ 1.50% นับว่าเหนือความคาดหมายที่ลดเร็วกว่าคาดการณ์ ซึ่งน่าจะมาจากความเสี่ยงที่มากขึ้น และจากเศรษฐกิจที่ชะลอ  และหลังจากสงครามการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังมีการขึ้นภาษีจากปธน.ทรัมป์ต่อจีนในสินค้านำเข้า 3 แสนล้าน ขึ้นมาอีก 10% น่าจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจในอนาคตไม่ดี  นอกจากนี้เงินเฟ้อเดือนล่าสุดหลุดกรอบล่างที่ 1% อีกแล้ว และก็มองต่อไปข้างหน้าราคาพลังงานที่ลดลง  อาจเป็นอีกเหตุผลของการลดดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้  และอีกเหตุผลที่น่าจับตา จากการที่ค่าบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค ทำให้ไทยเป็นแหล่งที่พักของนักลงทุนต่างชาติ  และยังกระทบความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออก  
            "ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นการประกาศสมครามค่าเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่เราเองต้องกระโจนเข้ามาหลังจากที่วันนี้เองแบงก์ชาตินิวซีแลนด์ลดดอกเบี้ย แบงก์ชาติอินเดียก็ลดดอกเบี้ย แบงก์ชาติของไทยก็ต้องเข้ามาร่วมวงด้วยเป็นการเข้ามาพร้อมกันทีเดียวในภูมิภาคนี้เพื่อเปิดศึกสงคราม ที่สำคัญคือ เพื่อดึงให้เศรษฐกิจในประเทศไม่ให้ชะลอมากไปกว่านี้ "
    ทั้งนี้มองว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งกันยายนนี้ หรืออาจจะรอต่อไป คือรอจีดีพีไตรมาส3 ที่จะรายงานในเดือนพ.ย.แล้วลดดอกเบี้ยอีกครั้งเดือนธันวาคม นี้ 
     "การลดดอกเบี้ยนี้ คงมีผลไม่มากที่จะทำให้สินเชื่อเติบโตจนพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะทางธปท. คงห่วงเรื่องเสถียรภาพตลาดเงินอยู่ และยังไม่หย่อนเกณฑ์ในการกำกับธนาคารพาณิชย์ ผมจึงหวังว่า ทางรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น และกระจายตัวไปสู่ระดับ SME และฐานรากของประเทศ"

*** TISCO มองตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี

     สวนทางกับนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้TISCO ESU มองว่า จะไม่เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงติดกันต่อเนื่อง โดยให้น้ำหนักในกรณีฐานว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ไปจนสิ้นปี 2562 เนื่องจาก 1) เสียงที่ไม่เป็นเอกฉันท์ในการลดดอกเบี้ยของกนง. 2) การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้น่าจะสะท้อนการปรับลดคาดการณ์จีดีพีที่จะถูกปรับลดลงอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งหน้าแล้ว  3) อัตราดอกเบี้ยที่ถูกปรับขึ้นมาเพียง 0.25% สู่ระดับ 1.75% ในการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสร้าง Policy Space ได้ถูกใช้ไปแล้วในการประชุมครั้งนี้ และ 4) ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตซับไพร์ม อยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งเศรษฐกิจไทยหดตัว 0.7% ในปี 2552 แต่สถานการณ์เศรษฐกิจที่อ่อนแอลงในปัจจุบันน่าจะยังไม่รุนแรงเทียบเท่ากับเหตุการณ์ในวิกฤตครั้งก่อน
    อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอลงไปมากจากพัฒนาการเศรษฐกิจต่างๆ เช่น หากสงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้น เป็นต้น ประกอบกับการจะประกาศบังคับใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อบุคคล (เกณฑ์สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR) ที่เข้มงวดมากขึ้นในการกำกับดูแลความเสี่ยงเฉพาะจุดในด้านเสถียรภาพระบบการเงิน จะช่วยเปิดช่องให้ กนง. ผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมได้หากมีความจำเป็น 

 *** โบรกฯชี้กลุ่มไฟแนนซ์-ลิสซิ่ง-อสังหาฯ รับอานิสงส์มากสุด
     บล.ทิสโก้  กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% มาที่ 1.50% สวนทางตลาดคาด มองหุ้นได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย กลุ่ม FINANCE – ชอบ AEONTS, KTC รวมถึงแบงก์ขนาดกลาง-เล็ก ชอบ KKP นอกจากนี้ยังเพิ่มความน่าสนใจในหุ้นปันผลดี ได้แก่ ANAN, EASTW, EGCO, LH, MAJOR, QH, RATCH, ROJNA, TPIPP รวมทั้งหุ้นใน PF&REIT&IFF - QHPF, CPNREIT, WHART, EGATIF, JASIF, TFFIF
     นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยน่าจะช่วยผ่อนคลายความกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า เป็นบรรยากาศที่ดีต่อหุ้นส่งออก ชอบ CBG, GFPT
    บล.เคที ซีมิโก้ ระบุ  การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่า Surprise ตลาดที่ส่วนใหญ่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยคาดว่าเเป็นผลจากการต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากมีความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกอาจชะลอกว่าคาด หลังจีนปรับขึ้นภาษีล็อตใหม่ ต้นเดือนก.ย.นี้
      เราคาดว่าการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ใหญ่ ที่มีสภาพคล่องสูง มีสินเชื่อลงทุนใน Money Market เช่น BBL KTB ฯลฯ ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ คาดว่าจะเป็นการปรับเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR ทั้งระบบ ขณะที่กลุ่มหุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น TTW DIF JASIF ฯลฯ และกลุ่มหุ้นไฟแนนซ์ ลิสซิ่ง เช่น THANI MTC SAWAD จะได้รับผลบวกจากแนวโน้มต้นทุนการเงินที่ลดลง #KT ZMICO Research
     ส่วน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)  มองว่าเป็นเรื่อง Surprise ต่อตลาด เรามองว่าจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Yield Play ได้แก่ สื่อสาร, อสังหา, กลุ่ม IFF, REIT แนะนำ "ซื้อ" ADVANC, INTUCH, LH, TTW, DIF
    บล.ไทยพาณิชย์ คาดกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ ลิสสิ่ง (TCAP, TISCO, AEONTS, KKP) ท่องเที่ยว (MINT, ERW, AOT) อสังหา (SPALI, AP) อาหาร (GFPT, TU) และอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอินฟราฟันด์ (JASIF, DIF) - ขณะที่มองเป็นกลางถึงลบต่อกลุ่ม ธพ. ขนาดใหญ่ และ สายการบิน







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด