ข่าวนี้ที่ 1

กกร.นัดถกธปท.แก้บาทแข็ง หั่นจีดีพีเหลือ 2.9-3.3% ส่งออกติดลบ

กกร.นัดถกธปท.แก้บาทแข็ง หั่นจีดีพีเหลือ 2.9-3.3% ส่งออกติดลบ

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เตรียมเข้าหารือผู้ว่าธปท. สัปดาห์หน้า เร่งหามาตรการดูแลเงินบาท หลังแข็งค่าแล้วกว่า 6% หวั่นฉุดส่งออก-ศก. มองค่าเงินที่ 32 บาท/ดอลลาร์ เป็นระดับที่เหมาะสม พร้อมปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 2.9-3.3% จากเดิม 3.7-4.0% หลังส่งออกส่อแววติดลบ 1% เหตุศก.โลกชะลอ ด้าน กนง.หวั่นหนี้รถ-บ้าน และยอดคงค้างอสังหาฯ กระทบระบบการเงินในอนาคต

*** กกร.เตรียมหารือผู้ว่าธปท. หลังบาทแข็งค่าเร็ว

    นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้านี้ ส.อ.ท. และหอการค้าจะเข้าพบ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 6% และอาจจะแข็งค่ามากที่สุดในโลก ซึ่งข้อเสนอที่ต้องการ คือ ให้ธปท.พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่ 1.75% ให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอผลประการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากปัจจุบันพบว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นกระทบกับภาคการส่งออก ท่องเที่ยว และ เศรษฐกิจโดยรวม
    "สิ่งที่เราต้องการ คือ ให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยเป็นหลัก และลดให้เร็วที่สุด เพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรอผลการประชุมเฟด หากรอเฟดก็ไม่มีประโยชน์อะไร และมาตรการอื่นๆด้วย เพราะตอนนี้ส่งออก 5 เดือนยังติดลบ และเงินบาทก็แข็งค่าสุดที่ในโลกตอนนี้ มันกระทบไปหมดทั้งการท่องเที่ยว ส่งออก ซึ่งระดับเงินบาทที่ 32.00 บาท/ดอลลาร์ เรามองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม ไม่แข็ง และหวือหวาจนเกินไป"นายสุพันธุ์ กล่าว

*** หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 2.9-3.3% ส่งออกติดลบ 1%

    นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ที่ประชุมกกร. ปรับกรอบประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงมาที่ 2.9-3.3% จากเดิม 3.7-4% และส่งออกลงมาอยู่ที่ -1-1% จากเดิม 3-5% และ แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง แต่กกร. มองว่าอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลจากการส่งออกที่ลดลงท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง และ ทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีนี้ยังคงกรอบเดิมที่ 0.8-1.2% 
    "5 เดือน เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณที่อ่อนแรง สะท้อนจากการส่งออก และ การลงทุนเอกชนหดตัว ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยก็ขยายตัวในระดับต่ำ มีเพียงการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวจากแรงหนุนมาตรการพยุงเศรษฐกิจของภาครัฐ" นายปรีดี กล่าว
    สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย และ ขาดปัจจัยหนุน โดยแม้ว่าการส่งออกอาจกลับมาฟื้นตัวได้บ้างจากปัจจัยฐาน และ ความเป็นไปได้ที่น้อยลงที่สหรัฐจะเก็บภาษีล็อตสุดท้ายจากจีน หลังจากที่สองฝ่ายได้กลับมาสู่เส้นทางการเจรจากันอีกครั้ง 

*** เชื่อบาทแข็งต่อเนื่อง หลังเฟดส่อลดดอกเบี้ย

     ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากความซบเซาของการค้าโลก รวมทั้งปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็ว และอาจยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าอีกหากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยทำให้แนวโน้มการส่งออกปีนี้อาจมีความเป็นไปได้จะไม่ขยายตัว

*** กนง.หวั่นศก.โลกชะลอ-เทรดวอร์ -Brexit กดดันตลาดเงิน
    
    ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) วันที่ 26 มิถุนายน 2562 คณะกรรมการฯ เห็นว่า ตลาดการเงินในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากหลายปัจจัย ได้แก่ (1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว (2) การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ และ (3) พัฒนาการของ Brexit ที่ยืดเยื้อและไม่แน่นอน ซึ่งอาจกดดันให้ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้ทั้งนี้ คณะกรรมการฯเห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทที่ค่อนข้างเร็วอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และจะเป็นผลเสียต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยคณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้
    คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 และ 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นสำคัญ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 3.3 ในปี 2562 และร้อยละ 3.7 ในปี 2563 โดยต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ร้อยละ 3.8 และ 3.9 ตามลำดับ จากการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจรุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการส่งออกของไทย  และการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อาจต่ำกว่าคาด  ผลกระทบในกรณีที่เกิด no-deal Brexit ปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของจีน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์  รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินนโยบายภาครัฐ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจชะลอลงมากกว่าคาด
    
*** ห่วงตลาดอสังหาฯ หลังพบมียอดคงค้างมาก
    
    ประเมินว่ายัง มีความเสี่ยงบางจุดในระบบการเงินอาจสร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินในอนาคตอาทิ  การก่อหนี้ของครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอุปทานคงค้างในบางพื้นที่ และอุปสงค์จากต่างชาติที่ปรับลดลงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง จนส่งผลต่อการระบายอุปทานที่อยู่อาศัยคงค้างได้
    คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ดำเนินการไปในช่วงก่อนหน้าช่วยลดความเปราะบางในระบบการเงินได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีการดูแลและป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะต่อไปยังจ าเป็นต้องได้รับการดูแลด้วยเครื่องมือที่หลากหลายทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม มาตรการก ากับดูแลสถาบันการเงิน (microprudential) และมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (macroprudential)

*** ชี้การแข่งขันด้านราคาในตลาด e-commerce ทำเงินเฟ้อโตช้า 
    
    ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้  แต่เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนจากความความผันผวนของราคาน้ำมัน ความผันผวนของสภาพอากาศและภัยแล้ง รวมทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำที่อาจปรับเพิ่มในปีนี้  รวมถึงผลกระทบจากการ ขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นช้ากว่าในอดีต ซึ่งอาจมีนัยต่อกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่เหมาะสมในอนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรทบทวนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเพิ่มความยืดหยุ่นและมองไปข้างหน้ามากขึ้น



Tags:

กกร.




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด