ข่าวนี้ที่ 1

PTTGC จ่อลงทุนปิโตรฯสหรัฐ-โชว์กำไร Q2 พุ่ง 64%

PTTGC จ่อลงทุนปิโตรฯสหรัฐ-โชว์กำไร Q2 พุ่ง 64%

    "พีทีที โกลบอล เคมิคอล" ตั้งเป้าสรุปแผนลงทุนปิโตรฯคอมเพล็กสหรัฐภายใน Q1/62 พร้อมปักธงขยายธุรกิจใน CLMV ศึกษาตั้งโรงงานผลิตปิโตรฯในเวียดนามเพิ่มเติม พร้อมเปิดงบ Q2/61 โกยกำไร 1 หมื่นลบ.พุ่ง 64% แม้แบ่งรับรู้ความเสียหายกรณีวัตถุดิบ GGC สูญหายกว่า 1,388 ลบ. ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นดีขึ้นมีกำไรสต็อก 3.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลครึ่งปีแรกมีกำไร 2.32 หมื่นลบ.เพิ่มขึ้น 17% พร้อมทุ่ม 4 พันลบ.ซื้อธุรกิจปิโตรฯ

*** จ่อลงทุนปิโตรคอมเพล็กสหรัฐต้นปี 62
    
    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวถึง การพัฒนาโครงการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหาแหล่งเงินทุนและหาผู้รับเหมา จะพยายามให้จบภายในไตรมาส 1/62 ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบเนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง แต่ในส่วนของผู้ร่วมทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง
    นอกจากนี้ บริษัทยังคงมองหาการลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นในต่างประเทศเป็นหลัก
    อนึ่ง โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กในสหรัฐ มีกำลังผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี ร่วมกับพันมิตรบริษัทในเครือ Daelim Industrial Co., Ltd.
          
***ศึกษาตั้งโรงงานในเวียดนาม

    สำหรับแผนขยายการลงทุนใน CLMV บริษัทพิจารณาการลงทุนไว้หลายประเทศ เบื้องต้นที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมา ล่าสุดได้ทำการศึกษาการออกไปตั้งโรงงานการผลิตปิโตรเคมีในประเทศเวียดนาม เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีสำนักงานขายอยู่แล้ว และกำลัง พิจารณาตั้งในอินโดนีเซียและเมียนมาภายในปีนี้ โดยเฉพาะเวียดนามที่บริษัทมองว่ายังมีโอกาสลงทุนโครงการใหม่ๆ
    อย่างไรก็ตาม สัดส่วนยอดขายของบริษัทในตลาดเวียดนามปัจจุบันอยู่ที่ 20% พบว่าความต้องการใช้เม็ดพลาสติกในเวียดนามอยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านตันภายใน 5 ปีข้างหน้า

***ทุ่ม 4.1 พันลบ.ซื้อหุ้น 2 บริษัท จาก SCC

    บริษัทฯได้ลงนามสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นบริษัท Siam Mitsui PTA Company Limited (SMPC) ซึ่งประกอบธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์กรดบริสุทธิ์เทเรพาธิค (PTA) สัดส่วน 74% และ Thai PET Resin Company Limited (TPRC) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) สัดส่วน 74% ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ และบริษัท Mitsui Chemicals, Inc. (MCI) คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4,148 ล้านบาท คาดว่าจะซื้อขายแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2561
    สำหรับการลงทุนครั้งนี้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่จะขยายการลงทุนต่อยอดและเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดเม็ดพลาสติก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลายและครบวงจร
    สาเหตุที่ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ามีการผลิตและมีตลาดอยู่แล้ว และยังมองว่าการก่อสร้างใหม่มีราคาแพงกว่า รวมทั้งที่ผ่านมาบริษัทก็ขายวัตถุดิบพาราไซลีนและเอทิลีนไกลคอลให้กับโรงงานดังกล่าว ดังนั้นจึงเป็นการต่อยอดพาราไซลีนด้วย     อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจปรับเพิ่มกำลังการผลิตให้สมดุลกัน จากปัจจุบันกำลังการผลิต PTA อยู่ที่ 1 ล้านตันต่อปี ขณะที่ PET อยู่ที่เพียง 1.3 แสนตันต่อปีเท่านั้น
    ปัจจุบันบริษัทฯเป็นผู้ผลิตพาราไซลีน (PX)รายสำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ PTA และบริษัทฯ มีบริษัทในเครือเป็นผู้ผลิตโมโนเอทิลีนไกลคอล(MEG) รายใหญ่ในประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบของ PET การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทฯเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบต้นทาง ทั้ง PX และ MEG ช่วยบริหารผลกำไรตลอดสายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

***เปิดงบ Q2/61 กำไร 1.08 หมื่นลบ.พุ่ง 64% 
    
    ในไตรมาส 2/2561 บริษัทมีกำไรสุทธิ 10,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,224 ล้านบาท เติบโตประมาณ 63.97% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,603 ล้านบาท แต่ลดลงจากไตรมาส 1/61 เล็กน้อย เนื่องจากรับรู้ค่าใช้จ่ายจากความเสียหายจากวัตถุดิบคงคลังของบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) จำนวน 1,388 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น
    ส่วนผลงานรวมครึ่งปีแรกมีกำไรทั้งสิ้น 23,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,431 ล้านบาท หรือ 17.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 19,784 ล้านบาท
    เนื่องจาก บริษัทมีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไตรมาส 2 มีรายได้จากการขาย 128,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อม 15,902 ล้านบาท
    
*** ธุรกิจโรงกลั่นดีขึ้น มีกำไรสต็อก 3.26 ดอลลาร์/บาร์เรล
    
    กำไรที่ดีขึ้นมาจากราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์เฉลี่ยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ส่วนราคาผลิตภัณฑ์สายธุรกิจ Performance Materials & Chemical ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์กำไรลดลง และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปรับตัวขึ้นเล็กน้อย จากการใช้กำลังการผลิต 101% และรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน 3.26 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 13% และยังรับรู้กำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงสุทธิ 0.08 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้บริษัทบันทึกกำไรขั้นต้นทางบัญชี (Accounting GRM) ในส่วนโรงกลั่นอยู่ที่ 9.54 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2560 อยู่ที่ 4.55 ดอลลาร์สหรัฐ และ 6.04 ดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 1/2561

*** ครึ่งปีหลังจับตาหลายปัจจัยกดดัน     
    
    ประเมินภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบค่าเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 72 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมกำลังการผลิตร่วมกันของกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก ผลกระทบจากการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่าน และปัญหาการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงของประเทศเวเนซุเอล่าและประเทศแคนาดา เป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนระดับราคาน้ำมันดิบดูไบ อย่างไรก็ดีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นของประเทศสหรัฐอเมริกาและการคาดการณ์ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนคาดว่าจะเป็นปัจจัยลบที่จะมากระทบต่อระดับราคาน้้ำมันดังกล่าว

    สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดปิโตรเลียม บริษัทคาดว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 13.4 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงหน้าหนาวและระดับสินค้าคงคลังที่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำ ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันเตากับน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นไปอยู่ที่ -2.7 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องโรงกลั่นได้เต็มที่ในปี 2561 ที่อัตราร้อยละ 101
    
    ธุรกิจอะโรเมติกส์ บริษัทคาดว่าส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาเฉลี่ยจะอยู่ระดับประมาณ 349 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่ส่วนต่างราคาเบนซีนกับแนฟทาคาดว่าจะอยู่ในระดับ 191 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยผลิตภัณฑ์พาราไซลีนคาดว่าจะยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการของผลิตภัณฑ์ปลายทางโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ยังได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ปลายทางในส่วนของผลิตภัณฑ์สไตรีนโมโนเมอร์และผลิตภัณฑ์ฟีนอล อย่างไรก็ดี จากระดับราคาวัตถุดิบคอนเดนเสทที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันและกำลังการผลิตใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังเป็นปัจจัยที่กดดันส่วนต่างของผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบคอนเดนเสท 
    ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณการผลิตและการขาย บริษัทคาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตได้ดีขึ้นอยู่ที่อัตรา 89% ในปี 61 เพิ่มขึ้น จาก 80% ในปี 60 เนื่องจากในปีก่อนมีการปิดซ่อมบำรุงและปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2
    
    แนวโน้มสถานการณ์ธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ที่ประมาณ 1,349 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลง เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังจะมีกาลังการผลิตใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามา ขณะที่ผลิตภัณฑ์โมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) ที่คาดว่าราคาเฉลี่ย MEG ACP อยู่ที่ 930 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการจากผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์และโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET)
    โดยในส่วนของการดำเนินงานของบริษัทฯ คาดว่าการใช้กำลังการผลิตโดยรวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 60 ที่ 96% โดยคาดว่าในปี 61 จะสามารถใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์อยู่ที่ 100% ถึงแม้ว่าบริษัทฯ มีแผนที่จะทำการหยุดซ่อมแซมโรงโอเลฟินส์ 1 และผลิตภัณฑ์ MEG คาดว่าจะมีการใช้กาลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีที่ 104%

***บล.ทรีนีตี้ แนะ "ซื้อ" เป้า 110 บ.
     
    บล.ทรีนีตี้ แนะ "ซื้อ" เป้า 110 บาท มองการเข้าซื้อหุ้น 2 บริษัทธุรกิจปิโตรฯ จาก SCC ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มกำไรบริษัทได้ และเป็น Forward Integration เนื่องจากปัจจุบัน PTTGC เป็นผู้ผลิต PX ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการทำ PTA ซึ่งการทำ Forward Integration นั้นจะช่วยลดความผันผวนโดยรวมของกำไรของบริษัทในระยะยาวได้เป็นอย่างดี
    สำหรับมูลค่าที่ PTTGC เข้าซื้อมองว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างเหมาะสม ประมาณ 1.11 เท่า ราคาซื้อต่อมูลค่าทางบัญชี (อ้างอิง BV ณ สิ้นปี 2560) สำหรับยอดขายและกำไรสุทธิของ SMPC ในปี 2560 อยู่ที่ 23,137 ล้านบาท และ 40 ล้านบาทตามลำดับ และยอดขายและกำไรสุทธิของTPRC ในปี 2560 อยู่ที่ 5,077 ล้านบาท และ 33 ล้านบาท ตามดำดับ

*** บล.เอเซีย พลัส แนะ"ซื้อ"เป้า 98 บ.
  
    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส มองการเข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 74% ในบริษัท Siam Mitsui PTA (SMPC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง PTA และบริษัท Thai PET Resin (TPRC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย PET เป็นประเด็นบวกสำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปยังขั้นปลายเม็ดพลาสติกสาย PET ซึ่ง PTTGC ยังไม่มีธุรกิจขั้นปลายสายนี้ มีเพียงผลิตภัณฑ์ขั้นต้นพาราไซลีน (Px) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง PTA และเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง MEG ซึ่งทั้ง PTA และ MEG จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย PET ดังนั้น PTTGC จึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะต่อยอดจากขั้นต้นและขั้นกลางที่ PTTGC มีอยู่แล้ว เพิ่มมูลค่าสู่ผลิตภัณฑ์ขั้นปลายสาย PET ส่งผลให้ PTTGC จะสามารถบริหารผลกำไรตลอดสายธุรกิจได้สมบูรณ์
    ทั้งนี้ คาดดีลจะแล้วเสร็จในงวด 4Q61 ซึ่งฝ่ายวิจัยจะนำเสนอรายละเอียดการปรับประมาณการและมูลค่าพื้นฐานอีกครั้งภายหลัง โดยยังคงคำแนะนำซื้อ มูลค่าพื้นฐานปัจจุบันอยู่ที่ 98 บาทต่อหุ้น  







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด