ข่าวนี้ที่ 1

SET หลุด 1,700 จุด สวนทางความเชื่อมั่นพีคสุดรอบ 7 เดือน

SET หลุด 1,700 จุด สวนทางความเชื่อมั่นพีคสุดรอบ 7 เดือน

      ดัชนีหุ้นไทยดิ่ง  24 จุด หลุด 1,700 จุด หลังปัจจัยต่างประเทศกดดัน กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนแห่ปรับพอร์ต ตุนเงินรอซื้อไอพีโอขนาดใหญ่ สวนทาง FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) ในรอบ 7 เดือน ผลจากการเลือกตั้งชัดเจน แนะหุ้นกลุ่ม แบงก์-พลังงาน-ท่องเที่ยว-แฟชั่น 
    
*** ตลาดหุ้นร่วงหนัก ปิดต่ำกว่า 1,700 จุด 
     บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวานนี้ (8 ต.ค.) ผันผวนมากกว่าปกติ โดยระหว่างวันดัชนีหลุด 1,700 จุด ลงไปแตะจุดต่ำสุดของวันที่ 1,696.22 จุด  สูงสุดที่ 1,728.24 จุด ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ระดับต่ำสุดของวัน 1,696.22 จุด ลดลง 24.30 จุด หรือ 1.41% มูลค่าการซื้อขาย 5.96 หมื่นล้านบาท สรุปมูลค่าการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 2,367.02 ลบ.
    หุ้น 5 ลำดับแรกที่ฉุดตลาด ได้แก่ PTTEP IVL PTT AOT และ PTTGC  
    บล.กรุงศรี มองว่าตลาดหุ้นเจอหลายแรงกดดัน หลักๆ คือ การที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยตามภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง รวมถึงแรงขายระยะสั้นเพื่อเตรียมระดมทุนไอพีโอ 3 รายใหญ่ในเดือนนี้ ได้แก่ OSP-TFFIF-PR9 

*** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ Bullish ในรอบ 7 เดือน

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และนายวศิน วณิชย์วรนันต์ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยในงานแถลงข่าว สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุน ประจำต.ค.61 
     นายไพบูลย์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือน ข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish)เป็นเดือนแรกในรอบ 7 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 12.01% อยู่ที่ระดับ 120.60 
     ปัจจัยสนับสนุนมาจากความเชื่อมั่นสถานการณ์การเมืองซึ่งเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง แต่นักลงทุนยังมีความกังวลปัจจัยสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และบางส่วนกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศที่อาจร้อนแรงขึ้นจากการจัดการเลือกตั้ง 

*** กลุ่มหุ้นเข้าตา แบงก์-พลังงาน-ท่องเที่ยว-แฟชั่น 

   กลุ่มหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากสุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) และหมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ(TOURISM) ส่วนหมวดที่ไม่น่าสนใจมากสุดได้แก่ หมวดแฟชั่น (FASHION), หมวดเหมืองแร่(MINE) และหวดสื่อสิ่งพิมพ์ (MEDIA) 
    ผลสํารวจระบุทิศทางการลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมาจาก สถานการณ์ทางการเมืองและความเชื่อมั่นการเติบโตเศรษฐกิจของไทย ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และความเชื่อมั่นในภาคการท่องเที่ยว แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก OPEC ไม่ส่งสัญญาณเพิ่มกําลังการผลิตและมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่จะถูกบังคับใช้ใน วันที่ 4 พ.ย.นี้ 
    นโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐที่ล่าสุดประกาศเพิ่มภาษีนําเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ , การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ 0.25% เป็นรอบที่ 3 ในปีนี้และแนวโน้มปรับขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม , การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศและผลกระทบต่อเงินทุนไหลเข้าออกระหว่างประเทศ รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะ Emerging Market เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่นักลงทุนติดตาม 
    และประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาคือ ทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารยุโรปภายหลังลดปริมาณ QE 1.5 หมื่นล้านยูโรในเดือน ต.ค.-ธ.ค. จากปัจจุบันที่เข้าซื้อ 3 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และคาดว่ามาตรการ QE จะยุติในสิ้นปีนี้ , แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงสิ้นปี รวมถึงภาวะเศรษฐกิจจีนและยุโรปจากผลกระทบ ของสงครามทางการค้า

*** คุมเข้มบ้านหลัง 2 กระทบรายบริษัท 

    ประเด็นการควบคุมปล่อยสินเชื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์บ้านหลังที่ 2 ที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มองว่าผลกระทบต้องดูเป็นรายบริษัท เพราะบางบริษัทมีนโยบายเรียกเงินดาวน์จำนวนมาก ส่วนบางบริษัทไม่เน้นเจาะกลุ่ม 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้เท่ากันในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนอสังหาฯ 
   ส่วนเม็ดเงินต่างชาติมองก่อนหน้านี้ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยระยะสั้น โดยปัจจุบันยังไหลออกและยังไม่กลับเข้ามา เพราะมองว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกต่างมีแรงขาย และปัญหาทั่วโลกก่อนหน้านี้มีหลายประเด็น ซึ่งภาพรวมที่ยังแย่อยู่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาลงทุน 
   "เป้า SET ที่บางเจ้ามองกันถึง 2,000 จุด มองว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าจะเห็นได้คือสถานการณ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ต้องยุติอย่างแท้จริง ด้านสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนประเทศไทยหลังเลือกตั้งจะต้องได้รัฐบาลบริหารงานในทิศทางที่ดี" นายไพบูลย์กล่าว

*** คาด SET Index เดือน ต.ค.เฉลี่ยที่ 1,773 จุด
 
     ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า ผลการสํารวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้าน การลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) สิ้นเดือนตุลาคมจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,773 จุด โดยมองเรื่องการเลือกตั้งของไทยเป็นปัจจัยลําดับแรกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางราคาหุ้นไทยระยะสั้น รองลงมาคือ ปัจจัยสงครามการค้าโลก
      ผลสํารวจความเห็นต่อเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2561 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,818 จุด ซึ่งระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไปตลอดปี ปัจจัยที่ถูกคาดว่าจะส่งผลในด้านบวก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านการเมืองในประเทศ ที่รวมแนวโน้มการเลือกตั้ง และเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยลบมาจากเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย รองลงมา คือทิศทางอัตราดอกเบี้ย ของสหรัฐอเมริกา (เฟด) 
     ผลสำรวจกําไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)ของตลาดคาดการณ์ปีนี้เฉลี่ยที่ 109.31 บาท , อัตราการเติบโตของกําไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) เฉลี่ยอยู่ที่ 9.39% และForward PIE เฉลี่ยที่ระดับ 16.18 เท่า 

*** ชูหุ้นเด่น AMATA-BBL-CPALl-STEC-PTT

    แนะ 5 หุ้นเด่นได้แก่ AMATA โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ เตรียมจะเข้าไปลงทุนในโครงการเมืองอัจฉริยะ การทํานิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจใหม่ในเมียนมาร์ และ สปป.ลาว ,BBL โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ เติบโตตามการลงทุนที่ฟื้นตัว คุณภาพสินทรัพย์เสถียรขึ้น, CPALL โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ เติบโตตามเศรษฐกิจ โดยราคาหุ้นสะท้อนจุดต่่ำสุดในทางพื้นฐานไปแล้ว Fair Value 80 บาท  ,STEC โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ งานในมือสูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท และมีโอกาสรับงานประมูลภาครัฐใหม่ๆ อีกมากที่คาดว่าจะเร่งตัว ขึ้นในปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า และ PTT โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ ราคาน้ำมันดิบ จากราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง กรอบการเคลื่อนไหว 70-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่ประเทศอิหร่านกล่าวว่าจะไม่ลดกําลังการผลิตน้ำมันดิบลงส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน

*** LTF-RMF/การเมืองชัด หนุนหุ้นไทยปีนี้ 1,800 จุด 

      นายวศิน กล่าวว่า ภาพรวมของเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติยังไม่ไหลกลับเข้ามา ซึ่งเกิดแรงขายในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังเจอแรงขายน้อยกว่าที่อื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลลิปินส์ เวียดนาม เพราะประเทศเหล่านั้นมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นกว่าไทยจึงมีแรงขายเยอะกว่า ซึ่งยังต้องติดตามทิศทางเม็ดเงินต่างชาติ 
      คาดก่อนสิ้นปีจะมีเงินไหลเข้ากองทุน LTF-RMF อีกกว่า 4 หมื่นล้านบาท จากช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้ามาแล้ว 3.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเฉลี่ยในทุกๆ ปีจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท ด้านสถานการณ์สงครามการค้าไม่รุนแรงมาก, ทิศทางเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยนักลงทุนรับข่าวไปแล้ว รวมถึงการเมืองไทยมีความชัดเจนวันเลือกตั้ง ส่งผลดีต่อหุ้นไทย ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะช่วยหนุนให้หุ้นไทยเห็นระดับ 1,800 จุดได้
 
      

 

    


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด