ข่าวนี้ที่ 1

กูรูปลื้มผลงาน MTC แห่เพิ่มเป้าหมายเป็น 57-65 บาท

กูรูปลื้มผลงาน MTC แห่เพิ่มเป้าหมายเป็น 57-65 บาท

โบรกฯตบเท้าอัพเป้า "เมืองไทย แคปปิตอล" หลัง ธปท. ปลดล็อคความเสี่ยงสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ  กำหนดอัตราดอกเบี้ยชัดเจนไม่เกิน 28%  ระบุ MTC ได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่น  เหตุคิดดอกเบี้ยต่ำ ช่วยหนุนการเติบโตอย่างน้อยอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่งบ Q3/61 คาดกำไรนิวไฮอีกครั้ง หลังสินเชื่อโตกระฉูด ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

***ปลดล็อคความเสี่ยงกฎเกณฑ์
    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)บัวหลวง มีมุมมองเชิงบวกกับหุ้นบริษัทเมืองไทย แคปปิตอล(MTC)มากขึ้น หลังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ให้แนวทางที่ชัดเจนในการให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ โดย 1) เพดานดอกเบี้ยที่ 28% ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่บริษัทคิดลูกค้าที่ 23% 2) ต้องมีทุนจดทะเบียนมากกว่า 50 ล้านบาท เรามองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้สินเชื่อ MTC โตได้ดีกว่าเดิม เพราะผู้ประกอบการรายอื่นๆในตลาดที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ยังมีอีกมาก ซึ่งเรามองว่าลูกค้าจะหันมาใช้ MTC ดังนั้นเราปรับ loan growth ขึ้น และปรับกำไรขึ้น 7% เป็น 3.7 และ 4.8 พันล้านบาทในปี 2018-19 ตามลำดับ และ roll over ราคาเป้าหมายไปอิงปี 2019 ที่ 65 บาท แนะนำ ซื้อ
    บล.เคจีไอ ระบุ MTC ได้ประโยชน์สูงสุดจากการปฏิรูปธุรกิจนอนแบงก์  หลังเกณฑ์ใหม่เปิดโอกาสบริการสินเชื่อจำนำทะเบียน (สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถยนต์ และจักรยานยนต์เป็นเป็นหลักประกัน) ดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคล โดยอนุญาตให้คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้ถึง 28%และอยู่ภายใต้การกำกับ ธปท. ในลำดับถัดไปของ  MTC ก็คือการยื่นขอใบอนุญาต P-Loan และกลับไปดำเนินธุรกิจโดยใช้รูปแบบหนึ่งสัญญากู้/ลูกค้าหนึ่งราย (จากเดิม 2 สัญญากู้/ลูกค้าหนึ่งราย) ในขณะที่มีเพียงสินเชื่อจำนำที่มีที่ดินเป็นหลักประกันที่จะยังคงใช้รูปแบบสองสัญญากู้/ลูกค้าหนึ่งรายต่อไป (โดยผู้กู้ยืมจะต้องยื่นของทั้งกู้ทั้งแบบสัญญาสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ (ดอกเบี้ยสูงสุด 36%) และสัญญาเงินกู้ส่วนบุคคลควบคู่กัน)
    จากการปฏิรูปกฎเกณฑ์ของทางการที่ออกมาเราคิดว่า MTC จะได้อานิสงส์มากที่สุดเนื่องจาก 1.) บริษัทสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้ถึง 28% (เทียบกับ 23% MTC คิดในปัจจุบัน) 2.) เป็นการปลดล็อคความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ 4.) สามารถทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมาภายใต้เกณฑ์ทางการ โดยไม่ต้องอาศัยช่องว่างของกฎหมาย 
    ขณะที่การกำหนดดอกเบี้ยสูงสุด 28% ทำให้บริษัทมีศักยภาพบริหารจัดการผลตอบแทนสินเชื่อ  2.) บริษัทมีการจัดโครงสร้างต้นทุนดี โดยมีสัดส่วนของเงินกู้ระยะยาวสูงถึง 65% ของแหล่งเงินทุนทั้งหมด ทำให้ลดความผันผวนของต้นทุนทางการเงิน 3.) ขยายสินเชื่อ P-loan ที่มีการจำนำที่ดินผ่านบริการ Nano Financing ซึ่ง yield สูงสุดอยู่ที่ 36% ส่วนปัจจัยอื่นๆในการเพิ่มมาร์จิ้นอยู่ที่ การอัพเกรดเครดิตเรตติ้งของ TRIS (จากปัจจุบันที่ BBB+) หลังสถานการณ์ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการอยู่
    เมื่อพิจารณามุมมองของผู้บริหารแล้ว เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 2561/62 ขึ้นอีก 4%/6% จากการปรับเพิ่มสมมติฐาน yield สินเชื่อปี 2561/62 ขึ้นอีก 30bps/40bps (เป็น 23.5%/23.6%) ในขณะที่ยังคงสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 43%/43% และคง credit cost ไว้ที่ 180bps/180bps ทั้งนี้ เนื่องจากสามารถปลดล็อกเรื่องกฎเกณฑ์ของทางการไปได้แล้ว เราจึง re-rate P/E เป้าหมายเป็น 26x (จากเดิม 24x) ซึ่งคิดเป็น PEG ที่ 0.7x.  และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย 12 เดือนเป็น 58.5 บาท

*** คาด Q3/61 กำไรนิวไฮต่อเนื่อง
    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดผลการดำเนินงานใน 3Q18 ที่ 969 ล้านบาท (+49%YoY, +6%QoQ) จากจำนวนสาขาใน 3Q18 อยู่ที่ 3,177 แห่ง ส่งผลให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.0% QoQ อย่างไรก็ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นสูงนี้อาจจะทำให้มูลค่าสินเชื่อต่อสาขาที่อ่อนตัวลง, อัตราการขยายตัวของสินเชื่อที่ต่ำลง และ NPLs Ratio เพิ่มขึ้นคาดที่ 1.37% จาก 2Q18 ที่ 1.35% ส่งผลให้บริษัทจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น (12%YoY, 20%QoQ) ทั้งนี้เรามีการปรับประมาณการจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นในปี 2018-19 มาอยู่ที่ 3,224 และ 3,824 แห่ง และ2019NPLs เพิ่มขึ้นเป็น 1.6% จากเดิม 1.5% ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2019 เพิ่มขึ้นจากเดิม 7% มาอยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท (+30%) ในขณะที่คงกำไรสุทธิปี 2018 ที่ 3.7 พันล้านบาท (+49%) โดยเราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และมีการปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 57 บาท (อิง PBV 7.5x ใกล้เคียงกับ 5Yr AvgPBV+0.5SD) จากเดิม 52 
    บทวิเคราะห์ บล.เอเชีย เวลท์ คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/61 จะทำนิวไฮอีกครั้งที่ 973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% QoQ และ 49.6% YoY  คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 ที่ 3.6 พันล้านบาท  และประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ที่ 4.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% YoY 
    ส่วนการเติบโตของสินเชื่อปี 62 ตั้งเป้าที่ 35% และตั้งเป้าจำนวนสาขาปีหน้าที่ 3,800 สาขา จากตัวเลขคาดการณ์ปีนี้ที่ 3,200 สาขา โดยบริษัทวางแผนเปิดสาขามากขึ้นในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ กทม. นอกจากนี้ บริษัทประมาณการอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ปี 62 ที่ไม่เกิน 2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการปี 61 ที่ 1.5% เป็นไปตามฐานสินเชื่อที่ขยายอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อโดยรวมของ MTC จะอยู่ต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ย ธปท. ที่ 28% แต่บริษัทยังไม่มีแผนที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้น  
    คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมาย 57 บาท อิงจากอัตราเติบโตเฉลี่ยทบต้น (CAGR) กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่ 26% EPS ปี 62 ที่ 2.22 บาท และ PEG ที่ 1 เท่า เรามองว่า MTC ยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมากอย่างน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า ด้วยฐานตลาดที่ยังไม่มีใครเข้าถึง (Untapped market) ที่ใหญ่ในไทย ขณะที่บริษัทยังไม่มีแผนขยายไปตลาด CLMV ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าเช่นกัน

*** ไม่กังวลลูกหนี้ฟ้องร้อง
          บล.เอเชีย เวลท์ ระบุถึงกรณีลูกหนี้ MTC จำนวน 15 ราย ยื่นฟ้องร้องแบบกลุ่มต่อบริษัท โดยกล่าวหาว่า บริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 15% ปัจจุบัน บริษัทกำลังรอคำตัดสินจากศาลแพ่งในเดือน พ.ย. นี้ว่าจะรับเป็นคดีฟ้องร้องแบบกลุ่มหรือไม่ ซึ่งถ้าศาลรับคำร้องคดีแบบกลุ่ม บริษัทก็จะทำการอุทธรณ์ต่อไป โดยกระบวนการคดีความทั้งหมดคาดจะใช้เวลา 3-5 ปี อย่างไรก็ตาม เรามองว่าประเด็นนี้ไม่น่าเป็นกังวลมากนัก เนื่องจากคดีมีมูลหนี้เพียง 2.5 หมื่นบาท ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งสำรองและผลการดำเนินงานของ

*** ยกเป็นหุ้น Growth Stock
    บล.แลนด์แอนด์เฮ้าส์  แนะนำ “ซื้อ”  ถือเป็นหุ้น growth stock  เริ่มคลายกังวลเรื่อง regulatory risk ลงได้ หลังกฏเกณฑ์ต่างๆ เริ่มชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่กระทบกับการดำเนินงานปกติของ MTC ที่ยังสามารถ charge yield ที่ 23-24% ได้ แต่ยังเอื้อประโยชน์กับ MTC ด้วย คือยังมี room ที่จะปรับ yield ขึ้นได้ถึง 28% หากอัตราดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น  เพื่อรักษาระดับ NIM ไว้ระดับเดิม ทั้งนี้ แผนการรุกขยายสาขาทั่วประเทศ ยังเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้การขยายสินเชื่อทำได้ตามเป้าหมาย รวมถึงความสามารถในการทำกำไรได้สูงมาก มี ROE ถึง 32% นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี  แนะนำ “ซื้อ” โดยเบื้องต้นจะมีการปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 62 ที่ 64 บาท 
    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยง หากการเร่งการเติบโตของสินเชื่อ ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ถดถอยลง  เรากังวลว่าการที่ MTC เร่งขยายสินเชื่อให้เติบโตตามเป้า อาจเกิดการผ่อนคลายเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ ทำให้มีปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ถดถอยลงมากกว่าคาด  และการที่ธปท.ไม่ให้คิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ยอาจทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ทำได้ลำบากขึ้น อาจทำให้หนี้ NPL ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด