ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นหุ้นไทยเดือนต.ค.ฝ่าทะลุแนวต้าน 1,780 จุด

ลุ้นหุ้นไทยเดือนต.ค.ฝ่าทะลุแนวต้าน 1,780 จุด

          "เอเซียพลัส" เผยสถิติ 5 ปีหลังสุด SET เดือน ต.ค.ให้ผลตอบแทน 2.27% แม้เป็นเดือนที่ต่างชาติยังคงขายสุทธิ ประกอบกับมีปัจจัยบวกประคองตลาดจากน้ำมันดิบฟื้น-เลือกตั้งชัดเจน ยก CPALL-STPI เป็นหุ้นเด่น ด้าน "ทรีนีตี้" คาดแนวต้านเดือนนี้ 1,780 จุด ชูหุ้นปันผลสูงที่ราคายัง Laggard  

*** เอเซียพลัส  ชี้สถิติ 5 ปี ตลาดหุ้นเดือน ต.ค.ให้ผลตอบแทนบวก 
 
         บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซียพลัส  เปิดเผยถึงแนวโน้มหุ้นไทยเดือน ต.ค. ว่า ราคาน้ำมันที่ฟื้นตัว รวมถึงพัฒนาการทางการเมือง น่าจะช่วงประคองดัชนี สอดคล้องตามสถิติในอดีตย้อนหลัง 5 ปี ที่ SET Index ในเดือนต.ค.ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.27% และให้ผลตอบแทนเป็นบวก 4 ใน 5 ปีหลังสุด
         สำหรับ แนวโน้ม Fund Flow ในเดือน ต.ค. 61 เชื่อว่าแรงซื้อน่าจะเป็นไปในลักษณะสลับซื้อสลับขายอยู่ เนื่องจากเริ่มเห็นผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ชัดขึ้น และยังสอดคล้องกับสถิติเดือน ต.ค. ย้อนหลัง 5 ปี ที่ต่างชาติมักขายสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ย 8.03 พันล้านบาท (ขายสุทธิ 3 ใน 5 ปี)
         ส่วน Fund Flow เดือน ก.ย. 61 พบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นในภูมิภาคเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือน ส.ค. ด้วยมูลค่า 1.48 พันล้านเหรียญ แต่เป็นการซื้อสุทธิเฉพาะตลาดหุ้นไต้หวันเพียงแห่งเดียวเท่านั้น 2.14 พันล้านเหรียญ ส่วนตลาดหุ้นที่เหลืออีก 4 ประเทศ ต่างชาติยังคงขายสุทธิ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ถูกขายสุทธิมากสุดในภูมิภาค 236 ล้านเหรียญ หรือ 7.76 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีความคืบหน้าทางการเมือง ช่วยให้แรงขายหุ้นไทยในเดือน ก.ย. ชะลอตัวลง (ขายน้อยสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเดือน ม.ค.) และเริ่มมีการซื้อสลับเข้ามาบ้างในบางวัน
    

*** คาดกำไร บจ.ไตรมาส 3/61 ชะลอตัว QoQ 
 
          สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/61 ของบริษัทจดทะเบียน ฝ่ายวิจัย เอเซียพลัส ประเมินการทำกำไรสุทธิเบื้องต้นว่าน่าจะเห็นการชะลอตัว QoQ ทั้งนี้ ประเมินจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลุ่มธนาคารฯ คาดว่า Q3/61 จะมีกำไร 5.18 หมื่นล้านบาท ลดลง 3% QoQ , กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี คาดกำไรเติบโตเล็กน้อยจาก Q2/61 หนุนด้วยราคาน้ำมัน
ที่ปรับขึ้นจากสิ้น  Q2/61 ราว 4 - 5 เหรียญฯ แต่ก็จะถูกกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ภาพรวม Sprade ลดลง ขณะที่ยังเห็นการปิดซ่อมบำรุง เช่นโรงกลั่น lRPC, โรงปิโตรเคมี PTTGC, โรงไฟฟ้า หงสา และ BLCP  
        กลุ่ม ICT ฐานกำไร Q2/61 สูงกว่าปกติกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากการบันทึกรายการที่เกี่ยวเนื่องกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในงวด Q3/61 ไม่มี จึงน่าจะเห็นการลดลงของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดกำไรทรงตัว ขณะที่รับเหมาก่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีความคืบหน้า 
        โดยภาพรวมประเมินในเบื้องต้นว่าฐานกำไรสุทธิ Q3/61 อยู่ที่ราว 2.5 แสนล้านบาท ลดลง QoQ แต่เพิ่ม YoY (Q3/60 อยู่ที่ 2.13 แสนล้านบาท) 

*** ชูหุ้นเด่นทางพื้นฐาน CPALL-STPI 


       บล.เอเซียพลัส กล่าวถึง ตัวเลือกการลงทุนที่ปลอดภัยและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระดับสูง ได้แก่ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่มีเหตุทำให้ผลประกอบการตกต่ำชั่วคราวกดดันให้ราคาหุ้นปรับลงรุนแรง แต่จากการประเมินแนวโน้มในช่วง 6 - 12 เดือน ข้างหน้าปรากฎสัญญาณฟื้นตัวกลับทางพื้นฐานอย่างชัดเจน ที่โดดเด่นและฝ่ายวิจัยเคยเลือกเป็น Top Pick ไปแล้วได้แก่ CPALL (FV@B80) อีกบริษัทหนึ่งได้แก่  STPI (FV@B 7.45) ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดราว 75% ขณะที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว หากชนะการประมูลโครงการเข้ามา โดยน่าจะรู้ผลในช่วงปลายปี 2561 หรือ ต้นปี 2562 

*** ทรีนีตี้ ให้แนวต้านเดือน ต.ค.1,780 จุด 

     นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ จำกัด เปิดมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม ว่าดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้จะแกว่งตัว Sideways โดยมองกรอบแนวรับไว้ที่ 1,700 จุดและ 1,680 จุด ตามลำดับ ส่วนกรอบแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,780 จุด 
    สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจหากจะต้องมีการเข้าลงทุนใหม่ ในช่วงนี้ ได้แก่กลุ่มหุ้นปันผลสูง (SETHD)ที่ราคายังคงปรับตัว Laggard ตลาด หากนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และที่สำคัญ ทรีนีตี้พบว่าจากสถิติในอดีต กลุ่มหุ้นปันผลสูงนี้ ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนตุลาคมของทุกปี เมื่อคิดผลตอบแทนในแง่ของ Total return 
    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้ แนะให้ชะลอดูสถานการณ์ จนกว่าดัชนีจะมีการปรับตัวไปยังกรอบแนวรับหรือแนวต้าน จึงค่อยใช้เป็นจังหวะในการเข้าลงทุนหรือขายทำกำไร

*** ราคาน้ำมัน มีน้ำหนักต่อ SET มากกว่า ดอกเบี้ยเฟด 

     นายณัฐชาต กล่าวว่า สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นเดือนตุลาคม คือการคาดการณ์ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่จะยืนอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเตรียมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านเป็นรอบที่ 2 ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งน่าจะทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิหร่านปรับตัวลดลงจากปัจจุบันอีก ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มพลังงาน และน่าจะเป็นปัจจัยประคับประคอง SET Index ที่สำคัญ
     ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(Fed) มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตามที่ตลาดคาดไว้ และคงจะมีการเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมนี้อย่างแน่นอน มองว่าไม่ใช่สิ่งที่จะต้องตกใจเกินไปนัก เนื่องจาก ณ ขณะนี้ตลาดได้ Price in เหตุการณ์ดังกล่าวไปแล้วเกือบ 80%
     ส่วนปัจจัยสำคัญอื่นจากต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การ Review อันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีจากสถาบันจัดอันดับต่างๆ ในเดือนนี้ , การประชุม EU Summit ในวันที่ 18-19 ตุลาคม 
    
             
   







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด