สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 17 เมษายน 2561 | 17:14

SCBSโลกสวย เชื่อ SET มีลุ้น 2,000 จุด

SCBSโลกสวย เชื่อ SET  มีลุ้น 2,000 จุด

     บล.ไทยพาณิชย์  มองหุ้นไทยปีนี้ - ปีหน้า ยังเป็นขาขึ้น ให้เป้าปีนี้ 1,900 จุด ส่วนปีหน้ามองไกลถึง 2,000 จุด เหตุปัจจัยในประเทศหนุน ขณะที่ บล.เคทีบี มองสงครามการค้าสหรัฐฯ - จีนจบสวย มองดัชนีปีนี้สูงสุด 1,932 จุด ส่วนโกลเบล็ก  ชี้งบบจ.สหรัฐฯ - ศก.จีน - น้ำมัน ยังเป็นแรงหนุน แนะหุ้นน่าลงทุนยกให้กลุ่มแบงก์ ,ค้าปลีก ,โรงพยาบาล ,ส่งออก และพลังงานโดดเด่น  

 
    ตลาดหุ้นไทยเปิดสัปดาห์ใหม่หลังเทศกาลสงกรานต์ไม่ค่อยประทับใจ โดยวานนี้(17 เม.ย.61) ปิดที่ระดับ 1,755.53 จุด ลดลง 11.64 จุด หรือ -0.66% มูลค่าการซื้อขาย 5.47 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่งยังมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยทั้งในปีนี้ และปีหน้ายังเป็นทิศทางขาขึ้น จากปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตดีเป็นสำคัญ   โดยสรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม  นักลงทุนสถาบัน  ซื้อสุทธิ  2,247.30 ล้านบาท   บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 183.78 ล้านบาท  ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ  3,813.98 ล้านบาท และ  นักลงทุนทั่วไป ซื้อสุทธิ  1,750.45 ล้านบาท 

***SCBS เชื่อปีนี้ SET ปิด 1,900 จุด ปีหน้าทะยาน 2,000 จุด 
    นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด(SCBS) เปิดเผยในงานแถลงแนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2/61  ว่าบริษัทยังคงมองดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ 1,900 จุด บน P/E ที่ 15.6 เท่า โดยมาจากการลงทุนภาครัฐ และ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะเห็นการเบิกจ่ายงบประมาณที่เร็วยิ่งขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/61 เป็นต้นไป หลังจากที่ล่าช้ามาตั้งแต่ไตรมาส 4/60 ส่วนปี 62 ให้เป้าหมายไว้ที่ 2,000 จุด
    ขณะที่ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ในปี 62 ที่ 120 บาท/หุ้น จากปีนี้คาดที่ 110 บาท/หุ้น คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10%    
    “เรายังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคาดดัชนีไตรมาส 2/61 จะแกว่งตัว sideway ที่ระดับ 1,800 จุด บวก ลบ 50 จุด แต่มองโอกาสการปรับขึ้นน่าจะยังลำบากอยู่ เนื่องจากเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล แต่เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ในไตรมาส 3/61 เป็นต้นไป ตามเศรษฐกิจโลกที่มีโมเมนตัมดีต่อเนื่อง และ เศรษฐกิจไทยก็มีปัจจัยภายในประเทศมาหนุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาครัฐ เอกชน การกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยงบกลางปี 100,356 ล้านบาท คิดเป็น 0.7% ของจีดีพี ซึ่งจะกระตุ้นการใช้จ่าย อุปโภค บริโภค และ การลงทุน ซึ่งทำให้ไตรมาส 3/61 ตลาดหุ้นไทยจะดีกว่าไตรมาส 2/61”นายอิสระ กล่าว

*** เชียร์ลงทุนกลุ่มแบงก์  - ค้าปลีก - โรงพยาบาล 
    สำหรับกลุ่มที่ Underweight หรือ ลดน้ำหนักการลงทุน ประกอบด้วย หุ้นธนาคารขนาดเล็ก หลังเจอต้นทุนที่สูง และ การลดค่าธรรมเนียม กลุ่มพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า หลังราคาขึ้นมาสูง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มมีเดีย
    ในขณะที่ Overweight หรือ เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ยังแนะนำหุ้น Top Picks ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เช่น กรุงเทพ หรือ BBL ,กรุงไทย หรือ KTB เพราะสินเชื่อจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น และ กลุ่มพาณิชย์ เช่น เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL), โรบินสัน (ROBINS) เพราะงบประมาณกลางปีจะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การใช้จ่ายรากหญ้า รวมถึงกลุ่มการแพทย์ เช่น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) เนื่องจากเป็นหุ้น laggard และ กำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 61 ประกอบกับ เทรนใหม่ของธุรกิจประกันสุขภาพ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมองหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และ หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน EEC ตามการเบิกจ่ายของภาครัฐ และ การลงทุนของเอกชน
    อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในปีนี้ไม่น่ากังวล หรือ กระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตั้งแต่กลางปี 60 จนถึงปัจจุบันสถาบันต่างประเทศมีการขายหุ้นไทยสุทธิ 1 แสนล้านบาท แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับตัวเพิ่มขึ้น และ สามารถยืนเหลือระดับ 1,750-1,800 จุดได้ ซึ่งมาจากนักลงทุน และ สถาบันในประเทศ เข้ามาซื้อหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก โดยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นที่น่าสนใจ และ ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตร
    “การลงทุนในภาวะที่ตลาดผันผวน และ P/E อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรเก็บเงินสดไว้ในพอร์ตมากขึ้นเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่หุ้นร่วงลงมา ส่วนปัจจัยสงครามซีเรียมองว่าระยะสั้นจะสร้างความผันผวนต่อราคาน้ำมันและตลาดหุ้นนแกว่งตัว sideway แต่เชื่อว่าจะไม่ปานปลาย และหลังจากนี้นักลงทุนจะเริ่มคลายความกังวล แต่สิ่งที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่จะปรับตัวขึ้นเร็วกว่าคาดทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น โดยหากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯระยะ 10 ปี ปรับตัวทะลุ 4% ในปีนี้อาจทำให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงที่รุนแรง จากสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ 3.2% ซึ่งมาจากการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้”นายอิสระ กล่าว


*** เชื่อสงครามการค้าจบเร็ว ดัน SET แตะ 1,932 จุด
    นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST  ประเมินแนวโน้มสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน  
     โดยกรณีที่สุด  คือสหรัฐฯ- จีน มีการเจรจาโดยเร็วใน 1 - 2 เดือน  และจบด้วยการประนีประนอม ซึ่งโอกาสที่จะเกิด 30%   โดยจีนเสนอเงื่อนไขที่สหรัฐฯ พอใจในผ่านการลดการขาดดุลการค้า ขณะที่ประเทศอื่นๆจะทยอยเข้ามาเจรจาภายหลัง ทางเลือกนี้ ถ้าเกิดขึ้นจะ Win - Win และกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องหรือลงเพราะเรื่องนี้จะดีดกลับ และในกรณีที่ จะไม่มีการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเลย จะยิ่งเป็นบวกต่อเศรษฐกิจโลก เราประเมินว่าระยะ 6 - 12 เดือน SET Index น่าจะไปได้ถึง 1,932 จุดได้ หุ้นกลุ่มส่งออกหรือกลุ่มที่อิงกับการส่งออกที่ราคาปรับตัวลงมาเพราะเรื่องนี้จะปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างมาก รวมถึงหุ้นในกลุ่มต่างๆ ทั้งหุ้นที่กระทบทางตรง และหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงภาวะตลาด
    ส่วนความเป็นไปได้มากที่สุด โอกาสที่จะเกิด 60% เป็นสมมติฐานที่เราประเมินว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากที่สุดคือ สหรัฐฯ - จีนมีการเจรจาควบคู่ไปกับเรื่องของการพิจารณาเอามาตรการด้านภาษีมาใช้ โดยสหรัฐฯ และจีนจะปรับขึ้นภาษีตามวงเงินที่ประกาศไว้หรือน้อยกว่าจำนวนนี้ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจะอยู่ในวงจำกัด จากการรับรู้กันมาระดับหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นักลงทุนในตลาดทั่วโลกมีความกังวลว่าจะบานปลายไปเป็นสงครามการค้า (Trade War) ส่งผลให้ดัชนี Bloomberg World Index ลดลง 2% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 4.2% นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมในวันที่ 1 มี.ค. 18 เป็นต้นมา หากเกิดในกรณีนี้ ถือว่าจะลดความกังวลลงไปได้มาก ดัชนีฯมีโอกาสดีดตัวสูงขึ้น โดยเป้าหมายดัชนีฯสำหรับกรณีนี้ ให้ไว้ที่ 1,857 จุด 

*** มองสงครามการค้าไม่ขยายวง เชียร์ หุ้นส่งออก- พลังงาน - แบงก์ 
     ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด โอกาสที่จะเกิด 10% คือ สงครามการค้าขยายวงกว้างมากขึ้น ไม่เพียงแค่ตั้งกาแพงภาษีใส่กัน แต่อาจดึงประเทศอื่นๆ เช่นสหภาพยุโรป ให้ปรับขึ้นภาษีเพื่อป้องกันตนเองตามไปด้วย รวมทั้งการใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การลดค่าเงิน เพื่อตอบโต้ ผลกระทบจะกินวงกว้างและเป็นลบต่อเศรษฐกิจและตลาด อาทิปริมาณการค้าของโลกจะหดตัวลง ต้นทุนผู้ประกอบการที่ต้องมีการนำเข้าสินค้าที่มีการตั้งกำแพงภาษีจะสูงขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน-ปิโตรเคมี-โลหะ) จะปรับตัวลดลง ราคาพืชเศรษฐกิจจะเป็นลบในตัวที่มีการใช้นโยบายภาษี  
    ลบต่อหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, เกษตร, พลังงานและปิโตรเคมี, Shipping และการท่องเที่ยวที่เน้นต่างชาติ และจะลามไปถึงหุ้นที่เป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจ คือกลุ่มผู้ปล่อยกู้ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร จาก NPLs ที่จะสูงขึ้น  ส่วนหุ้นกลุ่มที่ปลอดภัยและมีแนวโน้มปรับตัวได้ดีกว่า SET Index ได้แก่ หุ้นที่มีความ Defensive และปันผลสูงได้แก่ ICT, โรงไฟฟ้า, รถไฟฟ้า, ค้าปลีกขนาดใหญ่
    โดยหุ้นที่ KTBST แนะนำสำหรับกรณีนี้ กลุ่มหลักคือ กลุ่มอิงส่งออก (KCE, HANA, DELTA, WICE, JWD, RCL , PSL และ TU) ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นที่ราคาปรับตัวลงมาช่วงก่อนหน้านี้ คือ กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี (PTTEP, IRPC, IVL) และหุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK, TMB)  

*** บล.โกลเบล็ก ชี้งบบจ.สหรัฐฯ - ศก.จีน - น้ำมัน ยังเป็นแรงหนุน 
    น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินว่า  ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ได้ปัจจัยหนุนจากการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากได้รับผลดีจากนโยบายปฏิรูปภาษี และตัวเลขเศรษฐกิจจีนช่วงไตรมาส 1/2561 ทั้ง GDP ขยายตัว 6.8% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 8.9% การลงทุนด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 10.4%   และราคาน้ำมันทรงตัวใกล้ระดับราคาสูงสุดในรอบ 3 ปีหนุนหุ้นกลุ่มน้ำมัน
    ส่วนปัจจัยลบ ที่คาดว่าจะมีผลเชิงลบต่อการลงทุนในสัปดาห์นี้ คือ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กแสดงความเห็นว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป 3-4 ครั้งในปีนี้ และจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3% ในที่สุด กดดัน fund flow ไหลออก โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา fund flow ผันผวนหนัก ขายสุทธิ 9.9 พันล้านบาท และคาดผลการดำเนินงานของแบงก์ใหญ่ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ยังถูกกดดันจากการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชี IFRS9 ขณะที่ยอดสินเชื่อสุทธิโดยรวมยังหดตัวเมื่อเทียบกับปลายปี 2560
    ปัจจัยที่ยังคงต้องจับตาต่อเนื่องในขณะนี้ ได้แก่ การประกาศงบของกลุ่มแบงก์พาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1/2561  ภายในวันที่ 20 เม.ย.นี้   การเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมี.ค.และเปิดเผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนก.พ. รวมทั้ง เปิดเผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเบื้องต้นเดือนเม.ย.ของกลุ่ม EU  การรายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ของสหรัฐ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะทราบผลในช่วงเช้าวันที่ 19 เม.ย. และการแจ้งตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีการผลิตเดือนเม.ย.ของสหรัฐ  รวมทั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จะประชุมพิจารณาปรับสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น-ค่าการตลาด และในวันที่ 23 เม.ย.  สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐจะรายงานตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนเม.ย.

*** ระยะสัปดาห์ SET อยู่ในกรอบ 1,745 -1,790
    ทั้งนี้มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า  คาด SET เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,745 -1,790 จุด แนะนำซื้อเก็งกำไร หุ้นที่มีปัจจัยบวก ได้แก่  PSL, TTA ดัชนีค่าระวางเรือปรับตัวขึ้น 8%WTD สู่ 1,025 จุด หุ้น WORK, MONO, BEC ได้ประโยชน์จาก คสช.เตรียมออกคำสั่งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลภายใน 1 สัปดาห์ หุ้น QH เป็นหุ้นมี yield สูงเฉลี่ยปีละ 6-7%  ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER 10 เท่าต่ำกว่า PER ที่ระดับ 17 เท่า แนะนำลงทุนระยะยาวรับเงินปันผล รวมทั้งหุ้นปันผลเด่นอื่นๆ เช่น BAFS, CRD, FTE, GLOW, KKP, NYT, SIS, SPRC, TISCO, QH, PDI, PL, AIT, AP, KIAT
 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด