ข่าวนี้ที่ 1

"ส่งออก-ท่องเที่ยว-การบิน"กระอัก! จีนลดค่าเงินหยวนฉุดกำไร

    กูรูเปิดโผหุ้นอันตราย รับผลกระทบจีนลดค่าเงินหยวนอ่อนสุดรอบ 11 ปี แตะ 7.05 หยวน/ดอลลาร์ ทำเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 8 ปี 8 เดือนทันที จับตาหุ้นพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนได้รับผลกระทบมากสุด ขณะที่หุ้นส่งออกปิโตรฯ-อิเล็กทรอนิคส์-อาหาร โดนหางเลขด้วย

*** จีนกดค่าเงินหยวนต่ำสุดรอบ 11 ปี

    บล.กรุงศรี จากปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ตึงเครียดมากขึ้น และขณะนี้กำลังบานปลายไปสู่การทำสงครามค่าเงินหลังจากค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 7.05 หยวนต่อดอลลาร์ในวันนี้ นับเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่สหรัฐออกแถลงการณ์เพิ่มเติมโดยระบุว่าการลดค่าเงินของจีนเป็นการเจาะจงที่จะปั่นค่าเงินให้ลดลง เพื่อได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งสหรัฐจะร้องเรียนไปที่ IMF เพื่อเข้ามาตรวจสอบการกระทำดังกล่าว
    แม้การลดค่าเงินหยวนของจีนจะมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือธุรกิจส่งออกของจีนไปยังสหรัฐ โดยการทำให้ราคาสินค้าจีนลดลงช่วยลดผลกระทบจากราคาที่แพงขึ้นจากการถูกเรียกเก็บภาษี แต่การลดค่าเงินมีผลกระทบมากกว่าผลทางภาษี เพราะจะกระทบไปทุกกลุ่มสินค้า (ภาษีกระทบเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ถูกเรียกเก็บ) และยังส่งผลไปยังกลุ่มประเทศคู่ค้าอื่นๆทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

*** เสี่ยงดึงเงินไหลออกไทย

    ซึ่งการลดค่าเงินหยวนไม่ได้กระทบเพียงแค่สหรัฐเท่านั้น แต่จะกระทบไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศคู่ค้าของจีนรวมถึงไทย เนื่องจากการลดลงของค่าเงินหยวนจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าของจีนสูงขึ้น ทำให้จีนนำเข้าลดลง แนวทางนี้จะกดดันให้ประเทศต่างๆต้องลดค่าเงินตามจีนเพื่อรักษาอำนาจต่อรองในการค้าขายกับจีน หมายความว่าหากจีนยังลดค่าเงินหยวนลงอีกจะทำให้กลุ่มประเทศคู่ค้าต้องลดค่าเงินตามผ่านการลดดอกเบี้ย และสุดท้ายอาจจะกดดันให้เกิดเงินทุนไหลออก ส่งผลลบโดยตรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ

*** บาท/หยวน แข็งค่าสุดรอบ 8 ปี 8 เดือน

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากสถานการณ์โดยรวมทำให้แนวโน้มค่าเงินในประเทศเอเชียเทียบดอลลาร์อ่อนค่าตามเกือบทุกสกุล ยกเว้นค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ที่ยังแข็งค่ามากสุดในภูมิภาคหรือแข็งค่าราว 5.3% นับตั้งแต่ต้นปีล่าสุดอยู่ที่ 30.82 บาทต่อดอลลาร์ และผลจากเงินหยวนต่อดอลลาร์ที่อ่อนค่าแรงดังกล่าว ทำให้ในเชิงเปรียบเทียบค่าเงินบาทต่อหยวนแข็งค่าแรง โดยแข็งค่าและทำจุดต่ำสุดในรอบ 8 ปี 8 เดือน อยู่ที่ 4.38 บาท/หยวน และแข็งค่าราว 6% นับตั้งแต่ต้นปี
     ผลกระทบต่อไทยคือ ภาคการส่งออกไทยที่มีสัดส่วนการค้ากับจีนมากที่สุดราว 8.02 หมื่นล้านเหรียญในปี 61 หรือคิดราว 16% ของประเทศคู่ค้าทั้งหมดของไทย กระทบคือผู้ส่งออกจะมีรายได้ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลบาทต่อหยวนและบาทต่อดอลลาร์, ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาผู้นำเข้าจีน
 
*** เปิดโผหุ้นอันตรายรับหยวนอ่อนค่า

    ทั้งนี้หากพิจารณาสินค้าส่งออกไทยไปจีนหลักๆ มาจาก เม็ดพลาสติก 10.3% ของสินค้าส่งออกไปจีนทั้งหมด, ผลิตภัณฑ์ยาง 9.4%, เคมีภัณฑ์ 9.1%, คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน 7%, ยางพารา 6.5% เป็นต้น ดังนั้นหุ้นในกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่
     1.กลุ่มค้าปลีก BEAUTY กระทบจากประเด็นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง โดยสัดส่วนยอดขายของนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 5-10% ของยอดขายรวม และความสามารถในการแข่งขันในจีนลดลง เนื่องจาก BEAUTY ส่งออกไปจีนราว 30% ของรายได้รวม
     2.กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน เป็นอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยเงินบาทต่อหยวนที่แข็งค่า จะกดดันต่อกำลังซื้อของชาวจีนและกระทบต่อธุรกิจที่โรงแรม โดยเฉพาะ ERW ที่มีโครงสร้างรายได้พึ่งพาโรงแรมในไทยราว 94%, CENTEL สัดส่วนร้านอาหารและธุรกิจโรงแรม 62% และ 37% ของรายได้ ส่วน MINT จะกระทบน้อยกว่า เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย คือ มาจากธุรกิจร้านอาหาร ส่วนรายได้จากโรงแรมส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในต่างประเทศ
     3.กลุ่มขนส่งทางอากาศ หากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังนี้จากฐานต่ำปีก่อน ทำได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จะกระทบต่อประมาณการหุ้นการบินทั้งหมด ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ตั้งสมมติฐานปริมาณจราจร โดยรวมผลบวกการฟื้นตัวจากฐานตํ่าปีก่อน ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบความอ่อนไหวอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารทุกๆ 1% ที่เปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิม ขณะที่ AOT เป็นการกำหนดการเติบโตของผู้ใช้บริการทุกๆ 1% ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะกระทบต่อกำไรสุทธิปี 62 ของ AOT, AAV, BA ลดลง 1.4%, 23%, 70.6% ตามลำดับ ส่วน THAI จะพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ตามลำดับ
    4.กลุ่มโรงพยาบาล คาดกระทบต่อโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจำกัด เช่น BH, BDMS, PR9, BCH เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากชาวจีนคิดเป็นเพียง 1-3% ของกลุ่มฯ
     5.กลุ่มส่งออกอาหาร CPF มีรายได้เป็นเงินหยวน 25% ของรายได้รวม ค่าเงินบาท/หยวนแข็งค่าจะทำให้แปลงรายได้เป็นบาทได้น้อยลง ขณะที่ธุรกิจในจีนแทบไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากมีการซื้อขายภายในนั้นอยู่แล้ว
    6.กลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ เงินบาท/หยวนแข็งค่า จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็น KCE, DELTA, SVI และ HANA เทียบกับผู้ประกอบการจีนลดลง

     ด้านบล.กรุงศรี เปิดโผหุ้นที่คาดจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ 1.กลุ่มยางพารา STA 2.กลุ่มปิโตรเคมี SCC, PTTGC, IRPC, IVL 3.ถ่านหิน BANPU 4.อิเล็กทรอนิกส์ HANA และ5.กลุ่มส่งออกอาหารจำพวกไก่ CPF, GFPT ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไทยมีสัดส่วนส่งออกไปจีนสูงถึง 11% รองจากที่ส่งออกไปสหรัฐที่ 12-13% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากค่าเงินจีนที่ลดลงคือ กลุ่มท่องเที่ยว AOT,AAV, MINT, CENTEL







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด