ข่าวนี้ที่ 1

แบงก์ปี62 ยังเจองานหิน ปัจจัยกดดันอื้อซ่า

แบงก์ปี62 ยังเจองานหิน ปัจจัยกดดันอื้อซ่า

            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองปี62 กลุ่มแบงก์ทำกำไรไม่ง่าย หลายปัจจัยกดดันทั้ง ศก.ชะลอ ทำให้สินเชื่ออาจโตแค่ 5% จากปีนี้ที่คาดโต 6% โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านที่ชะลอตามตลาดอสังหาฯ และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ชะลอตามยอดขายรถ ขณะที่ยังต้องติดตามประเด็นเอ็นพีแอลอย่างใกล้ชิด การแข่งขันเข้มข้นขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่กลุ่ม FinTech ด้านโบรกฯ แนะ BULLISH กลุ่มแบงก์ 

***แนวโน้มสินเชื่อปี62 เติบโตชะลอลงมาที่ 5.0% ตามภาวะ ศก.
            สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปี62 อาจเติบโตในกรอบชะลอลงจากปี61 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศในปี62 อาจเติบโตประมาณ 5.0% (กรอบคาดการณ์ที่ 4.0-6.0%) ชะลอลงจากที่คาดว่าจะขยายตัว 6.0% ในปี 61 ทั้งนี้ สินเชื่อที่มีโอกาสเติบโตได้ดีต่อเนื่องน่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจที่อาจเติบโตประมาณ 4.5% ในปี 62 ขยับขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ 4.2% ในปี61 โดยมีอานิสงส์หลักจากทิศทางการลงทุนซึ่งถูกคาดหมายว่าจะทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 62

*** จับตาสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โตชะลอ   
            ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยอาจชะลอลงมาที่ 6.0% ในปี62 (จากที่อาจจะขยายตัวได้สูงกว่า8.5% ในปี61) เนื่องจากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 70% ของพอร์ตสินเชื่อรายย่อย น่าจะเผชิญปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดการเติบโต โดยการเร่งตัวของกิจกรรมในตลาดอสังหาริมทรัพย์ก่อนที่เกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือน เม.ย. 62 อาจหนุนให้สินเชื่อบ้านยังเติบโตสูงต่อเนื่องในไตรมาส 1/62 ที่ประมาณ 7.5-8.0% YoY ก่อนที่จะชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี ตามสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้ภาพรวมสินเชื่อบ้านในปี62 เติบโตได้ประมาณ 5.0% (เทียบกับที่คาดว่าจะเติบโต 7.0% ในปี 61) 
            ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อาจจะขยายตัวชะลอลงมาที่ 5.5% (จากที่น่าจะเติบโตด้วยตัวเลขสองหลักในปี 61) ตามยอดขายรถยนต์ที่น่าจะหดตัวลงในปี62 เมื่อเทียบกับยอดขายที่สูงกว่า 1 ล้านคันในปี61 อย่างไรก็ดี แรงผลักดันจากแคมเปญและการนำเสนอโปรโมชันพิเศษ น่าจะช่วยให้สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ยังเติบโตได้ต่อเนื่องในปี62 ที่ประมาณ 7.0%

*** สินเชื่อด้อยคุณภาพ ยังเป็นประเด็นที่ติดตามต่อเนื่อง
             คุณภาพสินเชื่อ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปี 62 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอน และจังหวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศอาจทยอยขยับขึ้น ดังนั้น คาดว่าจะเห็นธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องดูแลปัญหาคุณภาพสินเชื่อในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในปี62 ทั้งในกระบวนการติดตามดูแลลูกค้า การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการแก้ไขเมื่อลูกหนี้เผชิญปัญหาและไม่มีศักยภาพในการหารายได้มาชำระคืนหนี้
            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม หรือ NPL Ratio อาจขยับขึ้นไปที่ 2.98% ในช่วงปลายปี62 จากระดับ 2.91% ณ สิ้นปี 61 (ขยับลงจากระดับ 2.94% ในไตรมาส 3/61) ทั้งนี้ สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อบ้าน ยังเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในปี 62 โดยคาดว่าสัดส่วน NPL ของสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อบ้าน อาจจะขยับขึ้นไปที่ 3.42% และ 3.70% ต่อสินเชื่อแต่ละประเภท ตามลำดับ 
            ประเด็นด้านคุณภาพของสินเชื่อดังกล่าวข้างต้น อาจจะทำให้ธนาคารต้องมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเผื่อหนี้สง
สัยจะสูญในปี62 ในระดับที่ไม่น้อยไปกว่าปี 61 มากนักซึ่งทำให้มองว่าสัดส่วนค่าเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อ (Credit Cost)ที่สะท้อนค่าความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อในปี62 อาจจะมีโอกาสทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 61 ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ ยังต้องเตรียมความพร้อมรองรับกฎเกณฑ์ของทางการที่จะทยอยใช้ในปี62 ทั้งในเรื่องมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและมาตรฐานเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel III ตลอดจนมาตรฐานบัญชีใหม่ (IFRS9)ในปี63 ด้วยเช่นกัน

***แบงก์ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย เหตุสภาพคล่องในระบบยังสูงถึง 3.8 ล้านลบ.
            แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นการทั่วไปของธนาคารพาณิย์...คงรอจังหวะที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ และการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารพาณิย์อาจรอจังหวะที่เหมาะสม ก่อนจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นการทั่วไป 
            ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าแม้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ ธปท. จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีไปที่ 1.75% ต่อปีแล้วในการประชุมวันที่ 19 ธ.ค. 61 ที่ผ่านมา และกนง. ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้งในระหว่างปี62 หากเศรษฐกิจไทยสามารถประคองทิศทางการขยายตัวได้ดีขึ้น แต่คาดว่า ธนาคารพาณิย์จะรอพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบงก์เป็นการทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อลูกค้าและระบบเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจากสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังมีอยู่มากถึง 3.8 ล้านล้านบาท และธนาคารพาณิชย์โดยรวมยังคงสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้
            ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบงก์บางส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี62 อาทิ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำพิเศษ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านและกู้รถที่มีระยะค่อนข้างยาว ขณะที่ ขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วไปทั้ง
ขาเงินฝากและเงินกู้ อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างปี 2562 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี หลังผ่านพ้นช่วงเลือกตั้ง โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องพิจารณาจากบริบทของเศรษฐกิจ ความต้องการสินเชื่อ และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ประกอบด้วยเช่นกัน

*** สภาพแวดล้อมของปี62 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย 
            ธนาคารพาณิชย์ ยังคงต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านในปี62 โดยเฉพาะความสามารถในการประคองความสามารถในการทำกำไรในภาพรวม และการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว นับเป็นแรงกดดันต่อเนื่องจากในปี61 แม้โอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)ปรับตัวดีขึ้น จากระดับ 3.2% ในปี61 ก็ตาม
            นอกจากทิศทางการแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่น่าจะทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่องแล้ว คาดว่า ในปี 62 จะเห็นโมเดลการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งในส่วนของการนำข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้ามาวิเคราะห์และนำเสนอเงื่อนไขพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดการเบิกใช้สินเชื่อ และการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ทั้งนี้ แม้สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (ไม่มีหลักประกัน) อาจจะเป็นสินเชื่อที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่มีโอกาสทยอยปรับตัวขึ้นในปี62 แต่ก็เป็นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนของการปรับลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมออนไลน์ที่มีผลต่อรายได้ค่าธรรมเนียมในภาพรวม

*** รายได้ค่าธรรมเนียมโอนเงิน อาจติดลบไปจนถึงช่วง Q1/62 
            ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รายได้ค่าธรรมเนียมในภาพรวม จะยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี62 เนื่องจากยังมีผลกระทบของรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ซึ่งอาจจะยังติดลบไปจนถึงช่วงไตรมาส 1/62 ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมในส่วนอื่นๆ มาชดเชย ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต รายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าขายประกันและกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมจากการให้บริการที่ปรึกษา เพื่อทำให้ภาพรวมรายได้ค่าธรรมเนียมในปี62 มีภาพที่ดีขึ้นกว่าปี61 ขณะที่การรับรู้กำไรจากเงินลงทุนในปี62 อาจยังขึ้นอยู่กับจังหวะที่เหมาะสมของสภาวะตลาดในภาพรวม

*** การแข่งขันเข้มข้นขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่กลุ่ม FinTech 
             นอกจากนี้ การทยอยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลในช่วงปี62 นั้น อาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับมือกับโจทย์ในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งก็คือ สภาวะการแข่งขันในตลาดให้บริการทางการเงินที่อาจจะเข้มข้นขึ้นจากผู้เล่นอื่นๆ อาทิ ผู้ประกอบการในกลุ่ม FinTech กลุ่ม TechFin และกลุ่ม e-commerce ที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์ความต้องการบริการทางการเงินของผู้บริโภค ด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุนที่อาจจะต่ำกว่าและมีความคล่องตัวมากกว่า ซึ่งทำให้ประเด็นสำคัญของธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายฐานลูกค้า และสร้างรายได้ใหม่ๆ จากแพลตฟอร์มที่มี ควบคู่ไปกับการจับมือกับพันธมิตรและพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้าธุรกิจ

*** BULLISH กลุ่มแบงก์แต่กังวลรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย 
            บล.โนมูระ พัฒนสิน คงคำแนะนำ BULLISH แต่เริ่มกังวลการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ทั้งนี้แม้คงคำแนะนำ BULLISH ต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจาก 1.คาดกำไรสุทธิ Q4/61 จะเติบโต YoYได้ต่อเนื่อง สาเหตุหลักจากการตั้งสำรองที่ลดลง จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปและความกังวลต่อมาตรฐานบัญชีใหม่ (TFRS 9) ที่ลดลง  2.ประกอบกับคาดกำไรปกติ (ไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขาย TMBAM)จะเพิ่มขึ้นในปี 62 ที่ 8% YoYจากปี61 ที่โต 8% YoY จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 
            อย่างไรก็ตาม มองว่ากลุ่มธนาคารมีปัจจัยที่ต้องติดตามมากขึ้น คือ รายได้ค่าธรรมเนียมที่โดนกดดันจากการเข้ามาของยุคดิจิทัล ประกอบกับธุรกิจประกันที่เผชิญความท้าทาย จากกฎของ คปภ.และ ธปท. ที่เข้มงวดด้านการขายมากขึ้นโดยเราคง BBL (เป้าหมายปี62 ที่ 244 บาท) เป็น Top pick 
            บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคาร "มากกว่าตลาด" สำหรับภาพรวมปี 62 ชอบกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ พร้อมกับเลือก SCB และ BBL เป็น Top pick เพราะ 1) สินเชื่อได้อานิสงส์จากการลงทุนขนาดใหญ่ 2.อัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น เป็นบวกต่อ NIM และ 3.คาด Cost to income ratio กำลังผ่านพ้นจุดสูงสุดใน Q4/61 หลัง SCB เสร็จสิ้นแผนลงทุน IT ภายใต้โครงการ SCB Transformation และ 4.หุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK)ซื้อขาย PBV ที่ 1.1 เท่า ใกล้เคียง -1.0SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนความกังวลต่อรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง และมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปมากแล้ว
          ทั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น TMB เป็น "ซื้อเก็งกำไร" เพราะราคาหุ้น ณ ปัจจุบันมีอัพไซด์ต่อราคาเหมาะสม 6.3% ประกอบกับประเด็นการควบรวมกับ TCAP หนุน Sentiment ต่อราคาหุ้น TMB

 

 

 


                             


 
 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด