ข่าวนี้ที่ 1

TIGER ลั่นเทรดวันแรกเหนือจอง ชูรายได้โตเฉลี่ยปีละ 30%

TIGER ลั่นเทรดวันแรกเหนือจอง ชูรายได้โตเฉลี่ยปีละ 30%

            "ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง" พร้อมเข้าเทรด mai วันแรก 24 ต.ค.นี้ สังกัดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ผู้บริหารลั่นราคายืนเหนือจอง เหตุมั่นใจพื้นฐานดี มีทีมบริหารประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจวิศวกรรม  รายได้เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% ล่าสุดอวดกำไร 6 เดือนแรกโต 20.38% ด้าน "นอร์ทอีส รับเบอร์ " เคาะราคาไอพีโอ 2.58 บาท เปิดจอง 29-31 ต.ค. เข้าเทรด พ.ย.นี้

 
***ได้ฤกษ์เทรด maiวันที่ 24 ตุลาคมนี้ 


            นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า mai ยินดีต้อนรับ บมจ.ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ในวันที่ 24 ตุลาคม 2561 ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า  TIGER มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IP0 1,679 ล้านบาท 
            TIGER เป็นบริษัท Holding Company มีบริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด เป็นบริษัทแกน ประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาทุกประเภท รวมทั้งงานออกแบบวิศวกรรม และงานออกแบบสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจที่สนับสนุนการให้บริการรับเหมาก่อสร้าง ผ่านทางบริษัทย่อย 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทีอีจี อลูมินั่ม จำกัด ดำเนินธุรกิจออกแบบและผลิต พร้อมติดตั้งอุปกรณ์จากกระจกและอลูมิเนียม และ บริษัท ทีอี แมค จำกัด ดำเนินธุรกิจออกแบบและผลิต พร้อมติดตั้งระบบน้ำดีและน้ำเสีย รวมทั้งจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงาน กลุ่มบริษัทมีประสบการณ์รับงานจากทั้งภาครัฐและเอกชน คอนโด โรงแรม และรีสอร์ท
            TIGER มีทุนชำระแล้ว 230 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 337.72 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 122.28 ล้านหุ้น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) โดยแบ่งเป็นเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 91.71 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 18.34 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานไม่เกิน 12.23 ล้านหุ้น เมื่อวันที่  10-12  ตุลาคม 2561 ในราคาหุ้นละ 3.65 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 446.32 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,679 ล้านบาท มี บมจ. หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
            TIGER มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มศรีกุลเรืองโรจน์ ถือหุ้น 43.23% นายกิตติ ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ ถือหุ้น 28.78% และกลุ่มยุวถาวร ถือหุ้น 3.10% 
 
***มั่นใจเทรดวันแรก ราคาเหนือจอง 

            นายจตุรงค์ ศรีกุลเรืองโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TIGER เชื่อว่าการเข้าซื้อขายวันแรก 24 ตุลาคมนี้ หุ้น TIGER จะสามารถยืนเหนือราคาไอพีโอที่ 3.65 บาทได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ผลประกอบการโตก้าวกระโดด ประกอบกับมีผู้บริหาร และบุคลากรที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจรับเหมาและออกแบบมายาวนาน
            ปัจจุบัน บริษัทฯ มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ อีกหลายโครงการทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนงานภาคเอกชนและภาครัฐอยู่ที่ 60:40 ซึ่งในอนาคตวางเป้าหมายงานภาคเอกชนและภาครัฐ อยู่ที่ 50:50 เพื่อกระจายความเสี่ยงการดำเนินธุรกิจ
            ส่วนผลการดำเนินงานย้อนหลังในปี 2558-2560 และ 6 เดือนแรกของปี 2561 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.29 ล้านบาท 36.65 ล้านบาท 67.74 ล้านบาท และ 31.30 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 294.72% ในปี 2559 และ 84.82% ในปี 2560 และ 20.38% เมื่อเทียบ 6 เดือนแรกของปี 2561 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมื่อพิจารณาเป็นอัตรากำไรสุทธิ กลุ่มบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.51% 7.40% 10.99% และ 8.85% ในปี 2558-2560 และ 6 เดือนแรกของปี 2561 ตามลำดับ
            “ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของ TIGER เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รายได้รวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปี ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูง เป็นตัวเลข 2 หลักมาโดยตลอด หรือเฉลี่ยประมาณ 16-18% และที่สำคัญงานที่เรารับส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มาร์จิ้นอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์ ทำให้ลูกค้าแนะนำปากต่อปาก ซึ่งหลังจากที่ TIGER ได้รับเงินจากการขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าประมูลงานใหม่ๆ ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจเติบโตก้าวกระโดด”

            นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม สายงานวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บล. เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น TIGER มั่นใจว่า TIGER จะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุน เนื่องจากในอนาคตมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในส่วนของงานภาครัฐ จากการที่รัฐบาลมีโยบายขยายการลงทุนในเขตอีอีซี  ซึ่งบริษัทฯ เตรียมเข้าประมูลงานใหม่เป็นจำนวนมาก และมีหลายโปรเจ็กต์ที่เตรียมประกาศผลในเร็วๆ นี้ 
 
*** ล่าสุด เผยกำไร 6 เดือนแรกโต 20.38%      

            ล่าสุด TIGER แจ้งผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 31.30 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 26 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น  5.30 ล้านบาท หรือ 20.38% เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการที่เติบโตมากขึ้น ตามการรับงานที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีมูลค่างานมากกว่างวดเดียวกันของปีก่อน
     
*** นอร์ทอีสฯ เคาะราคา 2.58 บาท เปิดจอง 29-31 ต.ค. เทรด พ.ย.นี้
 
           นายนิมิต วงศ์จริยกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ ( NER) กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 600 ล้านหุ้น ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 2.58 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 9.96 เท่า ซึ่งคำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2560 - วันที่ 30 มิ.ย.2561 และจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 29 - 31 ต.ค.2561 และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในเดือน พ.ย.นี้ 

*** โดดเด่นในอุตสาหกรรมยางพารา  
    
         นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า NERมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตยางแผ่นรมควัน (RSS) ยางแท่งมาตรฐาน (STR) และยางผสม  เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีลูกค้ารายสำคัญ เช่น บริดจสโตน  ผู้ผลิตยางและยางรถยนต์รายใหญ่ในตลาด  รวมไปถึงกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย
 
*** ลงทุนในเครื่องจักร-สร้างโรงงานใหม่ 

        นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูป เปิดเผยว่า สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ NER จะนำเงินที่ได้จากลงทุนในเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรยางแผ่นผสม  ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 60,000 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562 และมีแผนที่จะสร้างโรงงานใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตยางแท่ง (STR) และยางแท่งผสม  กำลังการผลิต 172,800 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563  ส่วนเงินระดมทุนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
        ทั้งนี้ เมื่อรวมการลงทุนในเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรยางแผ่นผสม ที่จะแล้วเสร็จในปี 2562 และการลงทุนก่อสร้างโรงงาน ยางแท่ง STR และยางแท่งผสมแห่งใหม่ที่จะแล้วเสร็จในปี 2563 จะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตยางพาราแปรรูป รวมทั้งโรงงานเป็น 465,600 ตันต่อปี
     
      







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด