ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นสงครามการค้าฉุด SET ดิ่งแตะ 1,500 จุด

กูรูหวั่นสงครามการค้าฉุด SET ดิ่งแตะ 1,500 จุด

"บล.กสิกรไทย" ห่วงสงครามการค้ายืดเยื้อ จะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทย ชี้มีโอกาสร่วงแตะ 1,500 จุด  ประเมินส่อแววยืดเยื้ออย่างน้อย 2 ปี แนะเป็นจังหวะเข้าเก็บหุ้นพื้นฐานดีใน 8 กลุ่มธุรกิจ ด้าน "ธนาคารกสิกรไทย" เล็งปรับลดคาดการณ์จีดีพีและส่งออกไทย สอดคล้อง"สมคิด"ที่ยอมรับเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัว หลังสงครามการค้าปะทุกดดัน  วอนนักลงทุนไม่ต้องห่วง เหตุพื้นฐานในประเทศยังแข็งแกร่ง หวังรัฐบาลใหม่ช่วยพยุง  

*** สงครามการค้ากดดันหุ้นไทยต่ำแตะ 1,500 จุด
    นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า  ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน คาดว่าจะยืดเยื้อและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างน้อยอีก 2 ปี เนื่องจากเป็นปรากฎการณ์ของการไม่ยอมกันระหว่างขั้วมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่ และมีแนวโน้มจะประกาศนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
    โดยผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยประเมิน Down Side ต่ำสุดที่ 1,500 จุด อิง P/E เฉลี่ยหุ้นไทย 10 ปีย้อนหลัง โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3/62 ซึ่งเป็นช่วงที่จีนจะใช้นโยบายตอบโต้กลับสหรัฐฯ หลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 25% จากเดิม 10%

*** เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสช้อนหุ้นพื้นฐานดี
    อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดี หากดัชนีฯ ปรับตัวลดลง โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าแค่เชิงจิตวิทยาตามตลาดหุ้นโลก แต่ไม่กระทบต่อพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ประกอบกับเม็ดเงินต่างชาติที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้มีแรงขายออกไปมากแล้วก่อนหน้านี้
    ทั้งนี้แนะนำเลือกหุ้นรายตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและ Technology Disruption ประกอบด้วย 
    1.กลุ่มค้าปลีก : CPALL, HMPRO, BJC และ MEGA 
    2.กลุ่มโลจิสติกส์ : AMATA และ JWD 
    3.กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม : AOT, MINT, CENTEL และ ERW
     4.กลุ่มโรงพยาบาล : BDMS และ BCH 
    5.กลุ่มโรงไฟฟ้า : BGRIM และ GPSC 
    6.กลุ่มสื่อสาร : ADVANC 
    7.กลุ่มอาหาร : CPF และ  M
     8.กลุ่มอสังหาฯ : LH, SPALI และ QH

*** คงเป้า SET ปีนี้ 1,750 จุด
     สำหรับเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ยังคงไว้ที่ 1,750 จุด และยังไม่มีการทบทวนปรับเพิ่มหรือลด เนื่องจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน  ไตรมาส 1/62 ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับคาดการณ์
     นอกจากนี้มองว่า หากสงครามการค้าจบ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 
     "อีกราว 5 ปีข้างหน้าหากสงครามการค้าจบ ดัชนีหุ้นไทยจะทำนิวไฮใหม่แน่นอน เพราะตลาดหุ้นไทยมักจะขึ้นตามตลาดหุ้นโลก แต่ตอนนี้ยังอึดอัดอยู่จากความกดดันของ Trade War แม้เศรษฐกิจในประเทศจะดี แต่ Sentiment ไม่ดี เหมือนเป็นช่วงสะสมพื้นฐานรอวันกระโดด ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น เพราะตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังมีอัพไซด์สูง มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ที่เพียง 15% ของตลาดหุ้นโลก แต่จีดีพีของตลาดเกิดใหม่กลับมีสัดส่วนถึง 50% ของจีดีพีโลก และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องด้วยแรงผลักดันของจีน เชื่อว่าในระยะยาวจะดึงเม็ดเงินเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ" นายกวี กล่าว

*** ห่วงสงครามการค้าฉุดจีดีพี-ส่งออก
    นายกอบสิทธิ์  ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผย ธนาคารมีโอกาสปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ จากเดิมที่คาดเติบโต 3.7%  และลดเป้าการส่งออกจากที่คาดเติบโต 3.2% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยขอติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ( สศช.)  ในวันที่ 21 พ.ค.นี้   เบื้องต้น ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/62 จะเติบโต  3.2% 
    "เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลกที่แผ่วลง และ จากผลกระทบผ่านสงครามการค้าการลงทุนทั้งภาครัฐ และ เอกชน อาจล่าช้าต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การบริโภคในประเทศค่อยๆเติบโตขึ้น แต่มีปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนระดับสูง"นายกอบสิทธิ์ กล่าว
    โดยสำหรับเศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้ จากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทวีความรุนแรงหลังจากสหรัฐประกาศปรับขึ้นภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีน ในขณะที่จีนก็ได้มีการตอบโต้เช่นกัน จึงประเมินว่าเศรษฐกิจจีน และ ยุโรปจะชะลอตัว และความเสี่ยง Brexit  ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งฟื้นตัวมากสุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มแผ่วลง ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายปฏิรูปภาษี และ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
     สงครามการค้ายังได้ส่งผลกระทบให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง โดยตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่องไปถึง 31.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากนักลงทุนมีมุมมองเป็นบวกต่อเงินบาทไทยในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจึงเข้ามาพักเงินในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น รวมไปถึงกระแสข่าวที่สหรัฐอาจจะเพิ่มรายชื่อประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน 
    "เงินบาทจะผันผวนในทิศทางอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การส่งออกหดตัวสูงขึ้นส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง โดยจะเป็นปัจจัยให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ ปัจจัยด้านฤดูกาลท่องเที่ยวที่หมดลง และ ฤดูการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงด้วย"นายกอบสิทธิ์ กล่าว

*** ธ.โลกจ่อลดจีดีพี
    นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า  ธนาคารโลกจะมีการปรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทยลงอีกรอบในเดือน ก.ค.นี้ จากเดิมปีนี้คาดเติบโต 3.8%  และ ปี 63  เติบโต 3.9%  ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติม แต่ต้องยอมรับว่า มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง จากภาวะเศรษฐกิจโลก และ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนทำให้มีความเป็นไปได้ที่ความเสี่ยงจะลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง
    “สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน มีความไม่แน่นอนมากขึ้น หลังจากมีการขึ้นภาษีตอบโต้กัน โดยต้องติดตามเศรษฐกิจจีนหากเติบโตน้อยล จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และ มาเลเซีย แต่เบื้องต้นประเมินว่า  เศรษฐกิจจีนยังโตได้ 6% ซึ่งถือว่าชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ผลกระทบจึงยังไม่ได้เกิดขึ้นมากในปีนี้ แต่ยอมรับว่าความไม่แน่นอนทางการค้ายังมีอยู่สูงจนกระทบลงทุนชะลอตัว ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยเติบโตน้อยกว่าปีที่แล้ว“นายเกียรติพงศ์ กล่าว
    สำหรับปัจจัยการเมืองในประเทศ แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนใน 1-2 ปีนี้ เพราะหลายโครงการลงทุนผ่านขั้นตอนการประมูล และ การจัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว ตลอดจนเริ่มทยอยเบิกงบในการลงทุนไปแล้วบางส่วน แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ การลงทุนในอีก 3 ปีข้างหน้าที่หลายโครงการอาจจะชะลอออกไป เพราะยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

*** รัฐรับจีดีพีต่ำกว่าเป้า
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวยอมรับว่าสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ส่งผลต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี ทำให้ในปีนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะชะลอลงอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้นักลงทุนยังไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็ง ในขณะที่สถานการณ์การเมืองในประเทศ มองว่า หากมีความชัดเจน สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป  
    “ส่วนตัวอยากให้มีความชัดเจนทางการเมืองให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมาก ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ไม่ต้องกังวล เพราะเชื่อว่าทุกรัฐบาลต้องรู้ว่าจะต้องรับผิดชอบ เรื่องอะไรบ้าง เพราะมันเป็นความเป็นความตายของคนในประเทศ แต่ตอนนี้เมื่อการเมืองไม่ลงตัว คนที่ห่วงที่สุดไม่ใช่คนไทย แต่คือนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศที่ชะลอการลงทุน เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนจะโง่พอลงทุนจำนวนมาก ในช่วงที่ไม่รู้ประเทศจะเป็นอย่างไร ขณะที่ข้าราชการก็ลีรอด้วย ประกอบกับเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบ แต่เชื่อว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ส่งผลดีต่อไทย”นายสมคิด กล่าว  
      ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามประคับประคองเศรษฐกิจ ให้สามารถเดินต่อไปได้ระยะหนึ่ง ดังนั้นหากได้รัฐบาลใหม่ เชื่อว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะภาคเอกชน ต้องปรับปรุงภาคการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของโลก โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมที่เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยการสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ ขนาดเล็กให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน  
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด