สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 30 เมษายน 2561 | 17:42

"สายลับจับหุ้นเด็ด" ชู PTT-BGRIM-ATP30-WIIK รับทรัพย์อีอีซี

         วงการเปิดโผหุ้นเด่นรับทรัพย์อีอีซี ชู PTT-BGRIM-ATP30-WICE-WIIK พร้อมเคาะเป้า SET สูงสุดที่ 1,888 จุด ด้านผู้บริหาร ATP30 มั่นใจรายได้นิวไฮต่อเนื่อง แย้มสนใจให้บริการขนส่งมวลชนในพื้นที่ EEC ส่งซิก Q1/61 งบแจ่ม ส่วน WIIK ไม่น้อยหน้าเตรียมบิดงานบริหารจัดการน้ำพื้นที่อีอีซี พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10-15% 
  
    สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จัดงานสัมมนา efin สายลับจับหุ้นเด็ด 2018 ในธีม "หุ้นเด่นรับทรัพย์ EEC" เมื่อวันเสาร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้บริหารจากบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมงานได้แก่  บมจ.วิค แอนด์ ฮุคลันด์  (WIIK)และ บมจ.เอทีพี 30 (ATP30) รวมถึงนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก 3 ค่าย ได้แก่  บล.กสิกรไทย บล.เอเซียพลัส  และ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง โดยมีรายละเอียดในงาน ดังนี้ 

*** บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินกรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,760-1,870 จุด 
      นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKETประเมินกรอบหุ้นไทยปีนี้ 1,760-1,870 จุด อิง P/E 16-17 เท่า ขณะที่ EPS คาดโต10% แตะ110 บาท/หุ้น โดยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนีมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีแรงขับเคลื่อนไหวจากการเลือกตั้ง รวมถึงรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2/2561 ที่ดีขึ้น 
      ปัจจัยภายนอกเรื่องการเมืองจากฝั่งสหรัฐฯ  รวมถึงในประเทศที่จะมีปัจจัยเข้ามากระทบราคาหุ้น อาทิ การปรับสูตรโรงกลั่น,ค่าจ้างแรงงาน ในช่วงก่อนหน้านี้ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น แนะรอเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาอ่อนตัว ในกลุ่มค้าปลีก CPALL - CPN-  HMPRO ,ขนส่ง BTS-  BEM
 
      ด้านโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เมื่อกลุ่มทุนอาลีบาบาเล็งเข้าลงทุนโครงการนี้ ยิ่งจะเกิดขึ้นได้โดยเร็ว ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ EEC อาทิ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ,การขยายการลงทุนด้านปิโตรเคมี ,สาธารณูปโภคพวกโรงไฟฟ้า ,ชุมชนใหม่ หรือการแพทย์ และกลุ่มขนส่ง  
      หุ้นได้ประโยชน์ EEC แนะลงทุน PTT อยุู่ในระหว่างการปรับเป้าใหม่ ซึ่งพลังงานปิโตรเคมี มีปัจจัยเข้ามาสนับสนุนตลอด , BGRIM เป้า 34 บาท เนื่องจากทิศทาง Q1/2561 ดี มีหลายโปรเจ็ค,  ATP30 เป้า 2.32 บาท ทิศทางผลประกอบการน่าจะดีต่อเนื่องจาก Q1/2561 จากการ COD โรงไฟฟ้า และ  WICE เป้า 6.05 บาท จากภาคการส่งออกที่โดดเด่น

*** บล.กสิกรไทย เคาะเป้าดัชนีปีนี้  1,888 จุด 
     นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเป้า SET Index สิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,888 จุด จากเดิม 1,914 จุด โดยที่ผ่านมาดัชนีมีการปรับฐานลงมาถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งปัจจัยยังมาจากต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินในแต่ละประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อดอกเบี้ย และ ทิศทางกระแสเงินทุน หรือ ฟันด์โฟว์ โดยยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐที่จะทยอยเพิ่มมากขึ้น และ การบริโภคในประเทศของประชาชน หรือ กำลังซื้อที่อยู่นอกภาคเกษตรได้ฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น 
    อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลาย พ.ค. นี้ จะมีความชัดเจนเลือกตั้งที่ปัจจุบันยังคงต้องรอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่สภานิติบัญญัติ (สนช.) ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ ตีความร่างพ.ร.บ.ส.ส. ที่จะส่งผลต่อกำหนดการเลือกตั้ง โดยหากผลคำตัดสินออกมาไม่ขัดแย้งจะส่งผลบวกต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะมีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น และ จะมีแรงซื้อเข้ามา เพราะทิศทางของการเลือกตั้งที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในเดือนก.พ. 62 ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะดีดตัวเพิ่มขึ้น
    ด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้  แบ่งเป็นระยะสั้นที่จะเน้นเก็งงบ ซึ่งจะดีทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) และ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน(YoY)อย่าง บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM โดยคาดกำไรปีนี้ึถึง 3 ปีจะเติบโตเฉลี่ย 20% และ ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 31 บาท/หุ้น และ บมจ.ไพลอน หรือ PYLON เป็นหุ้นที่มี การเติบโต แม้กำไรในไตรมาส 1-2 จะออกมาแย่ แต่เชื่อว่าในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้น
    ส่วนระยะกลางเน้นกลุ่มส่งออก ซึ่งเลือก บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)  หรือ DELTA เพราะเชื่อว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 จะแย่ไปจนถึงไตมาส 2 เนื่องจากเงินบาทที่อ่อนค่า จึงเป็นช่วงที่ควรเข้าลงทุนในช่วงนี้ เพราะจะได้ต้นทุนที่ถูก  และ ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ซึ่งการยกเลิกค่าธรรมเนียม ซึ่งส่งผลต่อกำไร และ รายได้ของธนาคาร ซึ่ง BBL ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากไม่ได้มีสัดส่วนรายได้ที่สูงจากให้บริการดังกล่าว และ ยังได้ประโยชน์จากการที่รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง BBL มีลูกค้ารายใหญ่ และ เอสเอ็มอี ที่แข็งแกร่ง 
     
*** บล.เอเซีย พลัส หั่นเป้าดัชนีเหลือ 1,815-1,850 จุด 
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส  คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีแรกจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,815-1,850 จุด ซึ่งเป็นผลจากเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง จากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ หรือ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นกว่าของไทย และปัจจุบันอัตราสูงกว่าไทยถึง 0.37% ส่งผลให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลง ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น การคาดการณ์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐทำให้มีเงินไหลจากไทยค่อนข้างมาก จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มเห็นเงินจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาลงทุน 
     ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน คาดว่าปีนี้ จะมีกำไร 1.01 ล้านบาท EPS ที่ 110 บาทต่อหุ้น บนพื้นฐาน PE ที่ 16-16.6 เท่า โดยแนะนำว่า หากดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,780 จุด นักลงทุนที่พอมีเงินถือได้ยาว ให้ทยอยสะสมได้ โดยแนะนำกลุ่มที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ PTT หรือ PTTEP นั้น ให้ชะลอการลงทุนไว้ก่อน เนื่องจากราคาได้ปรับสูงขึ้นมากแล้ว 
     “ตอนแรกเรามองดัชนีที่ 1,920-1,930 จุด แต่มุมมองมันต้องเปลี่ยนไป เมื่อ Fund Flow มันมาช้ากว่าคาด แต่เราก็ไม่ได้สิ้นหวังว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตลาดขยับได้ยากลำบากในปัจจุบัน และถือว่ายังดีที่ตลาดไม่ได้ลงไปมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศที่พยุงตลาดเอาไว้ ทำให้หุ้นบ้านเราไม่ได้ลงมากนัก”นายเทิดศักดิ์ กล่าว  
     สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุน เช่น กลุ่ม มีเดีย เช่น  PLANB ซึ่งคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตในปีนี้ โดยมองว่ากำไรจะเติบโตมากกว่า 50% โดยมีราคาเป้าหมายที่ 7.30 บาท / กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับก่อสร้าง เช่น PYLON-SEAFCO ที่คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มสินค้าเกษตรน่าสนใจมาก คือ CPF ที่คาดว่าผลประกอบการจะกลับมาเทินอะราวได้
 
*** WIIK ตั้งเป้ารายได้โต 10-15%  พร้อมลุยบิดงานบริหารจัดการน้ำ
     นายวิบูลย์ แสงวิทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  WIIK ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 10-15% จากปีก่อนที่ทำได้ 1,211.94 ล้านบาท โดยจะมาจากการรับรู้งานในมือปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 900 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ปีนี้ 70% ที่เหลือจะมาจากงานใหม่และรายได้จากการบริหารจัดการน้ำ
     คาดอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะมากกว่า 7.45% เนื่องจากบริษัทได้เน้นสินค้ามาร์จิ้นสูง และรับรู้รายได้โครงการบริหารจัดการน้ำมากขึ้น ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นถึง 30% มากกว่าธุรกิจท่อที่มีอัตรากำไรขึ้นต้นราว 20% รวมทั้งปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับปรุงระบบการจัดการภายใน เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริหารจัดการน้ำจะเพิ่มเป็นมากกว่า 20% ในปีนี้จากปีก่อนที่ 10% โดยจะมาจากการรับรู้รายได้โครงการเดิมเต็มปี และโครงการใหม่
     ขณะที่ภายใน 3-5 ปีจะผลักดันให้สัดส่วนรายได้ธุรกิจบริหารจัดการน้ำเพิ่มเป็น 50%  นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจารับงานบริหารจัดการน้ำ 2 โครงการ มูลค่ารวม 200-300 ล้านบาท คาดได้ข้อสรุปภายใน พ.ค.นี้ 1 โครงการ
     นายวิบูลย์ กล่าวว่า บริษัทพร้อมเข้าไปรับงานในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะเริ่มทยอยประกาศออกมา คาดว่ามีมูลค่างานที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีความพร้อมเข้าร่วมรับงานในหลายทั้ง 3 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ ท่อและข้อต่อพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม, การบริหารจัดการน้ำ และงานรับเหมา


*** ATP30 รุกเจรจาหาลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 3-4 ราย สรุปปีนี้
      นายปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ  ATP30 กล่าวว่า ปีนี้บริษัทเชื่อมั่นว่ารายได้จะเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้โต 20% จากปี 60 ที่มีรายได้ 348.64 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการให้บริการมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการเจรจาลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม 3-4 ราย คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้
      แนวโน้มรายได้และกำไรในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ระดับสูง และดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในปี 60 บริษัทมีค่าใช้จ่ายการปรับปรุงรถพอสมควร แต่ปีนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ
      ส่วนอัตรากำไรสุทธิปีนี้คาดว่าจะถึงระดับ 10% จากปีก่อน 7.5% เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนที่ลดลงจากจำนวนรถ ที่เริ่มปลอดค่าเสื่อมมากขึ้น จากสิ้นปี 60 อยู่ที่ 15 คัน เพิ่มขึ้นเป็น 35 คันภายในสิ้นปีนี้
      บริษัทได้เริ่มขยายการให้บริการรถมายังธุรกิจท่องเที่ยว โดยนำรถบัสขนาดใหญ่ มาร่วมกับบริษัททัวร์ ซึ่งขณะนี้มีพันธมิตร 3 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรเพิ่มเติมอีก ซึ้งปัจจุบันบริษัทใช้รถกับธุรกิจท่องเที่ยวประมาณ 10 คัน และปลายปีนี้จะเพิ่มเป็น 20 คัน ของพอร์ต ซึ่งคาดว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนรายได้ 3-5% ของรายได้รวม รวมถึงตั้งเป้าจะมีสัดส่วนถึง 10% ของพอร์ตในปี 62
      ธุรกิจให้บริการรถท่องเที่ยวสร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีกว่าธุรกิจรถในอุตสาหกรรม เนื่องจากบริษัทไม่ต้องมีต้นทุนค่าน้ำมัน แต่เมื่อประมวลเป็นกำไรสุทธิถือว่าใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมากในธุรกิจท่องเที่ยว คาดว่ารายได้จะเติบโตก้าวกระโดด
      บริษัทมีความสนใจเรื่องการให้บริการขนส่งมวลชนในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากรัฐบาลพยายามจะทำให้เป็น Smart City ในอนาคต ซึ่งคาดหวังให้รัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องการเดินทาง ระบบขนส่งในพื้นที่ด้วย
      ด้านแผนการขยายจำนวนรถ บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 150 ล้านบาท ต่อไปในการขยายจำนวนรถ 40-50 คัน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 300 คัน ซึ่งบริษัทมีเงินสดลงทุนเพียงพอ และบริษัทลิสซิ่งให้การสนับสนุนสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
      ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทปัจจุบันถือว่าเป็นระดับที่น่าสนใจ เพราะมี EV/Ebitda ต่ำเพียง 14 เท่า เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อื่นๆ ที่เฉลี่ย 20-25 เท่า สะท้อนความสามารถในการคืนทุนได้ดีรวดเร็วกว่าอุตสาหกรรม
 
            

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด