สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 16 พฤษภาคม 2561 | 17:11

SAWAD ลั่นผลงานยังเติบโต ปรับบัญชีฉุดกำไรช่วงสั้น กูรูรุมหั่นเป้า

SAWAD ลั่นผลงานยังเติบโต  ปรับบัญชีฉุดกำไรช่วงสั้น กูรูรุมหั่นเป้า

    'ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น' แจงเหตุกำไรโค้งแรกทรุด ระบุเป็นเพียงการลดลงทางบัญชีจากการปรับปรุงบัญชี ยันผลการดำเนินงานจริงโตทั้งกำไร-รายได้ ส่วน NPL พุ่งมาจากลูกค้าเอสเอ็มอีรายหนึ่ง แต่ล่าสุดทยอยชำระหนี้และกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติแล้ว ด้านโบรกฯพาเหรดหั่นเป้า SAWAD หลังผลงานโตต่ำกว่าคาด พร้อมแนะเลี่ยงกลุ่ม"ลีสซิ่ง" หลังเกณฑ์กำหนดเพดานดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจน และ NPLเพิ่มขึ้น ฉุดความเชื่อมั่น

*** SAWAD แจงปรับปรุงบัญชีต้นเหตุกำไร Q1/61 ทรุด

    นางสาวธิดา แก้วบุตตา กรรมการ บริษัทศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ SAWAD ชี้แจงสาเหตุผลประกอบการไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิ 639.83 ล้านบาท ลดลง 27.43% จากไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิ 881.62 ล้านบาท เป็นเพียงการปรับลดลงทางบัญชีเท่านั้นส่วนผลการดำเนินงานจริงยังมีการเติบโตทั้งกำไรและรายได้ 
    ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/60 บริษัทได้มีรับรู้รายการพิเศษจากการปรับปรุงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ บริษัทเงินทุน กรุงเทพธนาธร จำกัด(มหาชน) หรือ BFIT และมีการจัดประเภทเงินลงทุนจากเงินลงทุนเผื่อขายเป็นเงินลงทุนในบริษัทย่อยตามมาตรฐานบัญชีทำให้เกิดกำไรจากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนจำนวน 102.06 ล้านบาท รวมกับการปรับปรุงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ BFIT ที่ได้มาอีกจำนวน 185.65 ล้านบาท ซึ่งเดิมทีจะต้องบันทึกอยู่ในรายได้อื่นๆในไตรมาส 4/60 
    จากปัจจัยทั้งหมดทำให้ในไตรมาส 1/60 มีรายได้ถึง 1,871.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากก่อนปรับปรุงที่ 185.65 ล้านบาทและมีกำไรพิเศษดังกล่าวอีก 102.06 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 287.71 ล้านบาท ทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 1/61 ลดลง ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวไตรมาส 1/61 จะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 160.33 ล้านบาท โต 10.12% ซึ่งในปีนี้จะไม่มีการปรับมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มอีก ทำให้ผลประกอบการจะยังเติบโตต่อเนื่อง

*** NPL พุ่งมาจากลูกหนี้ SME ปัจจุบันกลับมาเป็นลูกค้าปกติแล้ว

    นางสาวธิดา กล่าวว่า สำหรับประเด็นความกังวลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ที่เพิ่มขึ้นถึง 88% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน มีสาเหตุมาจากลูกหนี้เอสเอ็มอีรายหนึ่งที่จ่ายล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งปัจจุบันได้ทยอยจ่ายยอดค้างเข้ามาแล้ว ทำให้ปัจจุบันกลับมาเป็นลูกค้าปกติ นอกจากนี้มูลค่าหลักประกันของลูกหนี้รายดังกล่าวที่นำมาวางเป็นหลักประกันยังมีมูลค่ามากกว่ามูลหนี้ด้วย

*** กูรูแนะเลี่ยงกลุ่ม "ลีสซิ่ง" หลังเพดานดอกเบี้ยไม่ชัด - NPL พุ่ง

    นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า หุ้นกลุ้มลีสซิ่งที่ร่วงหนักมาจากตลาดกังวลเรื่องการควบคุมดอกเบี้ยที่ยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับ SAWAD แจ้งผลประกอบการออกมาแย่กว่าคาด โดยเฉพาะ NPL ในไตรมาส 1/61 ที่ออกมาสูงถึง 8% จากไตรมาส 4/60 ที่ 4.8% ส่งผลให้นักลงทุนเทกังวลและขายหุ้นอื่นๆในกลุ่มลีสซิ่งออกมา 
    โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับราคาเหมาะสมหุ้น SAWAD ลงเหลือ 56 บาท/หุ้น จากเดิม 77 บาท/หุ้น
    "ตลาดกังวลเพดานดอกเบี้ยเป็นหลักที่ยังคลุมเคลือ และ ยังไม่มีความชัดเจน ส่งผลต่อความน่าสนใจหุ้นในกลุ่มนี้ ประกอบกับ ผลการดำเนินงานของ SAWAD ออกมาแย่กว่าคาด เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง MTC หรือ TK ที่งบออกมายังมีการเติบโตที่ดี อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้หุ้นในกลุ่มลีสซิ่งแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปก่อน รอให้ความชัดเจนด้านดอกเบี้ยออกมาก่อนแล้วค่อยกลับเข้าไปลงทุน"นายอดิสรณ์ กล่าว

*** นักวิเคราะห์ตบเท้าหั่นเป้า SAWAD หลังเปิดผลงานน่าผิดหวัง

    ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า กลุ่มลีสซิ่งส่วนใหญ่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/61 ออกมายังทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง แต่ SAWAD กลับแย่กว่าคาด โดยเฉพาะสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว หลังแก้หนี้ และ เก็บหนี้ไม่ได้ ส่งผลกระทบไปยังมาร์จิ้นให้ต่ำลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หุ้นร่วงลงอย่างหนัก
    นอกจากนี้ปกติธุรกิจของ SAWAD มี Book Value ที่ 4-5 เท่า ถือว่าเป็นหุ้นที่เทรดสูงมากกว่าอัตราการเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะกำไรในปีนี้อาจจะเติบโตน้อย หรือ อาจไม่เติบโตเลย หุ้นจึง Discounted ลงมา เพราะไม่ใช่หุ้นพรีเมี่ยมอีก ส่งผลกระทบต่อหุ้นลีสซิ่งอื่นที่ทำธุรกิจเหมือนกันร่วงลงไปด้วย
    อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัยได้ปรับคำแนะนำ SAWAD เป็น "ขาย" และ ปรับราคาลงเหลือ 40 บาท/หุ้น จากเดิม แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมายเดิมที่ 65 บาท/หุ้น
    บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า แม้สินเชื่อไตรมาส 1/61 ยังเติบโตสูง มาอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ผ่านการขยายสาขา แต่คุณภาพสินเชื่อยังน่ากังวลอย่างมาก เพราะ NPL ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 800 ล้านบาท จากสิ้นปี 60 หรือเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% ขณะที่การตั้งสำรองไม่มากทำให้ Coverage Ratio ลดลงมาเหลือ 50% จากเดิม 81% ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งสำรองที่สูงขึ้น 
    เบื้องต้นปรับคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "เปลี่ยนตัวลงทุน" ไปซื้อ MTC ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีการดำเนินธุรกิจคล้ายกัน แต่ผลประกอบการยังโตโดดเด่น และควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดีกว่า
    บล.เคทีบี ระบุว่า จากกำไรสุทธิที่ต่ำกว่าคาด ทำให้ปรับประมาณการกำไรในปี 61-62 ลง 25% และ 34% มาเป็น 2.5 พันล้านบาท และ 2.7 พันล้านบาท ตามลำดับ และปรับเพิ่ม NPL ปี 61 เป็น 5.4% จากเดิม 4.3% จากการบริหารสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งจากปัจจัยข้างต้นจะทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนที่ลดลง แม้ระยะยาวจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อที่สูง 
    แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท ลดลงจากเดิมที่ 67 บาท
    บล.เอเชีย เวลท์ เผยว่า NPL เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากจะต้องตั้งสำรองมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ยังมี IFRS9 ที่ยังรออยู่อีก ทำให้ปรับอัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อเฉลี่ย(Credit Cost)ขึ้น 20bps เป็น 210bps ขณะที่ NIM ในปีนี้จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ช้ากว่าคาด แม้ยังคงสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อปี 61 ที่ 30% จากการขยายสาขา จึงได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ลง 19% มาอยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท
    ปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" และปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 48 บาท จากเดิม 77 บาท และชอบ MTC มากกว่าเนื่องจากผลการเติบโตและคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง และมี Coverage ratio สูงถึง 261%

*** บางค่ายแนะ "ซื้อ" มองราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบแล้ว

     บล.เออีซี เผยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/61 แย่กว่าคาด หรือคิดเป็นเพียง 15.3% ของทั้งปี ทำให้ปรับประมาณการกำไรลงตั้งแต่ปี 61 เฉลี่ยปีละ 25.1% โดยคาดว่าจะมีกำไรปกติในปี 61 อยู่ที่ 2,737 ล้านบาท โต 15% จากปีก่อน 
    แต่ยังแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 59 บาท จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลงสะท้อนความกังวลไปแล้ว จนทำให้ราคาหุ้นมีอัพไซด์ถึง 34.9% อีกทั้งยังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของ NIM ตั้งแต่ไตรมาส 3/61 เป็นต้นไป ตามสัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเงินกู้ยืมที่ปล่อยผ่าน BFIT และการเติบโตของธุรกิจในประเทศกัมพูชา เวียดนาม หลังพ้นช่วงปรับโครงสร้างไปแล้ว
    บล.ฟิลลิป ปรับลดประมาณกำไรปีนี้ลงเหลือ 2.8 พันล้านบาท จากเดิมที่ 3.2 ล้านบาท เนื่องจากผลประกอบการที่น้อยกว่าคาด และการตั้งสำรองที่อาจเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่เหลือของปี แนะนำ "ซื้อ" แม้ปรับราคาพื้นฐานลงเหลือ 57 บาท เนื่องจากราคาหุ้นยังมีอัพไซด์อยู่มากจากราคาปัจจุบัน 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด