ข่าวนี้ที่ 1

กูรูเปิดโผหุ้นปลอดภัย เน้นพี/อีต่ำ-ปันผลสูง รับมือตลาดผันผวน

กูรูเปิดโผหุ้นปลอดภัย เน้นพี/อีต่ำ-ปันผลสูง รับมือตลาดผันผวน

 

    โบรกฯ แนะกลยุทธ์ลงทุนช่วงตลาดผันผวน เลือกหุ้น P/Eต่ำ - ปันผลสูง ชู SCC-LH-BCH เชียร์เก็งกำไรกลุ่มอิงงานรัฐ ชู STEC-BBL เตือนตลาดหุ้นมีโอกาสลงต่อจาก 3 ปัจจัยหลัก น้ำมันดิบร่วง-ต่างชาติขายหนัก-ปัญหาการเมืองภายในกดดัน ด้าน SETดิ่งต่อปิดแดนลบ 1734.54 จุด -6.67 จุด หรือ -0.38% กลุ่ม ปตท.ถ่วงดัชนี ต่างชาติขายสุทธิ 2.8 พันลบ. 

    ตลาดหุ้นไทย ต้นสัปดาห์นี้ยังคงปรับลงอย่างต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิติดต่อกัน 8 วัน มีมูลค่ารวม 2.69 หมื่นล้านบาท และมากสุดในภูมิภาค โดยหุ้นที่กดดัชนี คือ กลุ่ม ปตท. ได้แก่ PTT PTTEP และ PTTGC หลังราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับลง จากที่ขึ้นมาตั้งแต้ต้นปีถึงปัจจุบันเกิอบ 20% สาเหตุที่น้ำมันเริ่มย่อตัวลง ขานรับข่าวทางการซาอุดีอาระเบีย-รัสเซีย ได้หารือกันถึงแนวทางเพิ่มซัพพลายน้ำมันในตลาด

***แนะพักเงินในหุ้นปลอดภัย SCC-LH-BCH
            บล.เอเซียพลัส  แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนและมีโอกาสปรับลงต่อ โดยแนะนำลงทุนในหุ้น PER ต่ำ - ปันผลสูง อาทิ SCC (แนะซื้อ Buy:FV@B600)คาดกำไร 2Q61 จะฟื้นตัว หนุนด้วยธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จากการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเงินปันผลจากธุรกิจลงทุน และ LH (Buy: FV@B13.40) ยอด Presale ยังจะคงสูงขึ้นจากการเปิดคอนโดฯ ใหม่ บวกกับการขายอพาร์ทเม้นท์สหรัฐ 1 แห่ง หนุนกำไรพิเศษปีนี้ และปันผลที่สูงถึง 7.3% (ราว 0.8 บาท)
             และหุ้นปลอดภัยที่มีความผันผวนต่ำ อย่างหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล BCH (Buy: FV@B19.30) แรงหนุนจากผู้ป่วยจีนที่กลับมาใช้บริการ World Medical หลังชะลอตัวใน 1Q61 ซึ่งตรงกับเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้ การเปิดและขยายโรงพยาบาลใหม่รองรับฐานผู้ป่วยที่รักษาโรคยากใน Excellent Center ช่วยหนุนให้ทั้งรายได้และอัตรากำไรเพิ่มขึ้น

***ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานลงต่อ
          บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานลงต่อ จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบโลก  ถัดมาแม้ระดับ PER ของไทยถูกลง 15.86 เท่า เทียบกับภูมิภาค อินโดนีเซีย 15.41 เท่า  ฟิลิปปินส์ 17.40 เท่า มาเลเซีย 16.20 เท่า เวียดนาม 16.22 เท่า และเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว Dow Jones 16.30 เท่า S&P500 17.14 เท่า โซนยุโรป 13.32-14.92 ท่า และญี่ปุ่น 16.31 เท่า แต่ยังไม่จูงใจให้เกิดการลงทุนมากนัก ตราบที่ Fund Flow ยังไม่ไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากส่วนต่างของผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ 
          และปัญหาการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะวันที่ 30 พ.ค. นี้ ซึ่งศาลฯ จะนัดลงมติ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ ว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากผลออกมาว่าไม่ขัดฯ คาดจะเกิดการเลือกตั้งได้ไม่เกินเดือน พ.ค.2562 แต่ผลออกมาในทางตรงกันข้าม จะยิ่งเป็นผลกดดันตลาดในเชิงลบ ขณะเดียวกันการเมืองต่างประเทศที่เริ่มส่อเค้าลุกลาม นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีน้ำหนักกดดันต่อดัชนี จากนี้มากยิ่งขึ้น 

***ต่างชาติขายหุ้นไทยหนักสุดในภูมิภาค
            วันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นในภูมิภาคเป็นวันที่ 3 ด้วยมูลค่า 340 ล้านเหรียญ แต่เป็นการซื้อสุทธิเฉพาะ 2 ประเทศเดิม คือ เกาหลีใต้ซื้อสุทธิ 389 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3) และอินโดนีเซีย 55 ล้านเหรียญ 
(ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3 หลังจากขายสุทธิติดต่อกันนานถึง 21 วัน) ส่วนตลาดหุ้นที่เหลืออีก 3 ประเทศยังขายสุทธิ คือ ไต้หวันขายสุทธิ 15 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 4) ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 5 ล้านเหรียญ (ขายสุทธิเป็นวันที่ 8) และไทยขายสุทธิมากสุดในภูมิภาคกว่า 83 ล้านเหรียญ หรือ 2.66 พันล้านบาท (ขายสุทธิติดต่อกัน 7 วัน มีมูลค่ารวม 2.41 หมื่นล้านบาท)  สวนทาง สถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิ 1.40 พันล้านบาท
             ส่วนทางด้านตราสารหนี้ ต่างชาติซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3 อีก 6.60 พันล้านบาท เนื่องจากหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาดหุ้น และให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงผลตอบแทน Bond Yield 10 ปี ของ
ไทยที่จูงใจมากขึ้น โดยยืนอยู่ในระดับ 2.85% แต่ยังมีค่าน้อยกว่า Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ที่ 2.93% ทำ
ให้ Fund Flow ยังมีโอกาสไหลออกอีก

*** กลุ่มอิงงานภาครัฐยังเล่นเก็งกำไรได้ ชู STEC-BBL
    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เเนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดค่อนข้างมีความผันผวน ให้นักลงทุนเก็งกำไรในกลุ่มที่ได้รับอนิงสงส์จากลงทุนของภาครัฐบาล อาทิ กลุ่มรับเหมา STEC กลุ่มแบงก์ BBL และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ LH ขณะเดียวยกันในหุ้นที่ PER ต่ำ และมีปันผลสูง บริษัทมองว่าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่บริษัทแนะนำ อย่างกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่บางตัวมี PER ไม่ถึง 10 เท่าและให้ผลตอบแทนถึง 6-7% ได้แก่ LH -GLAND 
     นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย แนะนำให้นักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักการลงทุน จากการปลดล็อคในปัจจัยต่างประเทศที่เริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว ขณะเดียวกันปัจจัยในประเทศค่อนข้างสดใสจากจีดีพีที่เติบโตดี, กำไรบริษัทจดทะเบียนที่โตต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่น่าสนใจ อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ BBL กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC PYLON SYNTEC และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ SC SIRI LH SPALI ทั้งนี้ บริษัทมองว่ากลุ่มหุ้นที่ PER ต่ำ และมีปันผลสูงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เเนะนำ ประกอบไปด้วย ADVANC-INTUCH-SIRI-LH-SPALI และ SC 
       







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด