ข่าวนี้ที่ 1

ศก.ส่อแววไม่รุ่ง กนง.-KBANKพร้อมใจหั่นเป้าจีดีพี-ส่งออก

ศก.ส่อแววไม่รุ่ง กนง.-KBANKพร้อมใจหั่นเป้าจีดีพี-ส่งออก

 กนง.-ศูนย์วิจัยกสิกรฯ พร้อมใจหั่นเป้าจีดีพี กนง. คาดเหลือโตแค่ 3.3% จากเดิม 3.8% ส่งออกเหลือ 0% รับผลกระทบสงครามการค้า และเบิกจ่ายงบฯล่าช้า ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ให้โตเพียง 3.1% ส่วนส่งออกไม่โต หลังก่อนหน้าหลายหน่วยงานเอกชน นำร่องหั่นเป้าทั้ง KTB-BAY-ม.หอการค้าไทย ด้าน "สมคิด"ยังมองโลกแง่ดี เชื่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาเป็นปกติ เพราะได้รัฐบาลใหม่ ส่วน มติกนง. เมื่อวาน มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% เหตุเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าคาด จากส่งออก-ท่องเที่ยวชะลอตัว 

*** กนง.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโต 3.3%
     นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า  ที่ประชุม กนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี ปีนี้ลดลงเหลือ 3.3% จากเดิมคาด 3.8%  และปีหน้า  ปรับลดเศรษฐกิจไทยเหลือเติบโต 3.7% จากเดิม 3.9% 
    นอกจากนี้ได้ลดเป้าการเติบโตการส่งออกเหลือ 0% จากเดิม 3% ขณะที่ปี 63 ปรับเพิ่มเป้าการเติบโตเป็น  4.3% จากเดิม 4.1%  ด้านนำเข้าปีนี้ปรับลดลงเป็นติดลบ 0.3% จากเดิมคาดเติบโต 3.1% ขณะที่ปี 2563 คาดเติบโต 4.8% 
    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ และ 2563 ยังคงไว้ที่ 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คงคาดอยู่ที่ 0.7% และปีหน้าคงไว้ที่ 0.9% 
      ทั้งนี้ การส่งออกสินค้ามองว่าชะลอตัวลงกว่าที่ประเมินไว้มากตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ และจีน ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก 
     ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงแต่การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป ด้านการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากการใช้พ.ร.บ.งบประมาณ ปี.2563 ที่คาดว่าจะล่าช้าและการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง

***  คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.75%
    จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ จากการส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัว  ทำให้ กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ต่อปี   ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่ต้องติดตาม 
      “มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามแรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ กนง.จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป”นายทิตนันทิ์ 
      ด้านภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ด้านการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง 
     อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากการประกาศใช้พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2563 ที่คาดว่าจะล่าช้า และการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง 

*** เกาะติดสงครามการค้า-บาทแข็ง-หนี้ครัวเรือน
      ทั้งนี้ กนง. จะติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศ จากมาตรการกีดกันทางการค้า แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐจีน และประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งจะติดตามการดำเนินนโนบายของรัฐบาลใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป 
     ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาทยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน โดยยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งธปท.จะมีการบริหารจัดการที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนมาตรการที่จะออกมาดูแลนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและคาดว่าจะออกมาในเร็วๆ นี้  
     “ในการประชุมมีการพูดถึงและหารือกันมากขึ้น ถึงสถานการณ์ค่าเงินบาท และปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าและครั้งนี้มีสัญญาณที่ชัดว่า เงินบาทเคลื่อนไหวเร็ว และไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น ในช่วงถัดไปการดูแลจะมีความเข้มข้นมากขึ้น สำหรับมาตรการมีอยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว แต่ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราเห็นเงินเข้ามาลงทุนในบอนด์ระยะสั้นที่เข้ามาพัก ซึ่งมาตรการในการดูแลคงออกมาไม่ช้า ”นายทิตนันทิ์ กล่าว 
     สำหรับเงินที่ไหลเข้ามาพักในพันธบัตรระยะสั้น ส่วนหนึ่งมีทั้งมาจากการเก็งกำไร และจากการเห็นเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยด้วย จึงไม่สามารถระบุได้ชัดว่าเป็นการเก็งกำไรทั้งหมด ทำให้มาตรการดูแลก็จะต้องพิจารณา ซึ่งยังไม่สามารถระบุมาตรการที่ออกมาใช้ได้
     ส่วนปัจจัยในประเทศต้องติดตามการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ การขยายสินทรัพย์และความเชื่อมโยงภายในของสหกรณ์ออมทรัพย์ การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ภายหลังการปรับปรุงการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV)

*** ศูนย์วัจัยกสิกรฯ หั่นจีดีพีเหลือโต 3.1%
    นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ระบุว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 3.1% จากเดิมที่ 3.7% จากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการค้าโลก หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีโอกาสยืดเยื้อ และได้รับลดประมาณการส่งออกเป็นโต 0% จากเดิมที่ 3.2% โดยต้องติดตามผลการประชุม G20 และ การหาทางออกของเกมการเมืองของทั้งสองประเทศรวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท
    "หากมีสัญญาณบวกจากการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนมากขึ้น การส่งออกยังมีโอกาสโตในแดนบวก ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ตัวเลขจีดีพีเอียงเข้าหากรอบบนของช่วงประมาณการใหม่ที่ 2.9-3.3% ได้”
    อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ 3.2% ซึ่งดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโต 2.9% หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง เช่น นโยบายประชารัฐ ประกันรายได้พืชผลเกษตร รวมถึงนโยบายเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย และ แรงกระตุ้นเหล่านี้น่าจะเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบจากความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณประจำปี 63 ได้
    สำหรับการบริโภคภาคเอกชนปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเติบโต 4.2% จากเดิม 3.6% โดยมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนการบริโภคของภาครัฐทรงตัวจากประมาณการเดิมที่ 2.5% แต่ได้ปรับลดการเติบโตการลงทุนภาครัฐ มาอยู่ที่ 1.5% จากเดิม 5% เนื่องจากช่วงจัดตั้งรัฐบาล ต้องใช้เวลาในจัดทำงบประมาณก่อนจะมีการเบิกจ่าย และ ลงทุนในระยะถัดไป ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัวที่ 4.2%

*** เชื่อ กนง.ตรึงดอกเบี้ยตลอดปีนี้
    ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยนั้น มองว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยให้น้ำหนักกับประเด็นเชิงเสถียรภาพคู่ขนานไปกับการติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีอยู่มาก ขณะที่คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ราว 1-2 ครั้งในปีนี้ หลังสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มอ่อนแรงลง
    ส่วนทิศทางค่าเงินบาทนั้น สิ้นปีนี้ยังคงกรอบเดิมที่ 31.00 บาท/ดอลลาร์ แต่หากเฟดลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในการประชุม เดือนก.ค. นี้ จะส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าที่ระดับ 30.50 บาท/ดอลลาร์ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าประมาณ 6% ซึ่งถือว่าแข็งค่าในระดับใกล้เคียงกับสกุลอื่นๆในภูมิภาค
     "กนง.น่าจะคงดอกเบี้ยไปถึงสิ้นปีนี้ เพื่อรอประเมินสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทางกนง.จะใช้มาตรการดูแลค่าเงินไม่ให้สวิง หรือ ผันผวนจนเกินไป และ ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด"

 *** ศก.ทรุดทำสินเชื่อหด
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมินว่า จากบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทให้ความต้องการสินเชื่อเติบโตช้าลง โดยปีนี้คาดว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทย เติบโต 4.5% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดเติบโต 5%  มาจากสินเชื่อภาคธุรกิจเติบโตช้า รวมถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปีที่คงทยอยรับรู้ผลกระทบจากการเร่งซื้อล่วงหน้าไปแล้วก่อนมาตรการ LTV มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จึงคาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปีนี้จะเติบโต 4% จากเดิม 5%
    ขณะที่หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) แม้จะมีโอกาสปรับขึ้นในช่วงระหว่างปี โดยเฉพาะจากหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างไปแล้ว (Re-Entry) แต่สิ้นปีนี้ก็น่าจะรักษาระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารแต่ละแห่ง
    "NPL กรอบใหม่สิ้นปีนี้มองไว้ที่ 2.98-3.00% จากเดิม 2.97-2.98% โดยพบว่ากลุ่มที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วกลับมาเป็น NPL ใหม่ ซึ่งมาจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและรายย่อย โดยไตรมาส 1/62 NPL อยู่ที่ 2.94% หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 4.53 แสนล้านบาท ไตรมาส 2/62 คาดอยู่ที่ 2.96% หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 4.65 แสนล้านบาท ซึ่งสิ้นปีนี้เรามองไว้ที่ 3.00% หรือ คิดเป็นเม็ดเงิน 4.7-4.8 แสนล้านบาท"

*** "สมคิด" มั่นใจครึ่งปีหลัง ศก.ฟื้น 
     นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะกลับมาเป็นปกติหลังจากได้รัฐบาลใหม่ชัดเจน เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่ากลางเดือนก.ค.จะได้รัฐบาลใหม่ ทุกอย่างก็จะดีขึ้น  จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายไปข้างหน้าได้ หลังจากที่ครึ่งปีแรกชะลอตัวจากปัญหาการเมืองที่ไม่ชัดเจน     
      "ขณะนี้เป็นรอยต่อของรัฐบาลเก่าและใหม่ ครึ่งปีแรกยังไม่ชัดเจนเราทำไรมากไม่ได้  แต่หลังได้รัฐบาลใหม่อยากให้มั่นใจว่างานต่างๆจะเดินไปข้างหน้าโดยไม่สะดุด" นายสมคิดกล่าว 
    ส่วนประชุมกับคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตร ธ.ก.ส.  ได้ให้ธ.ก.ส.เตรียมพร้อมการช่วยเหลือเกษตรกร ในปีนี้เพราะได้ข่าวว่าปีนี้จะแล้งมาก ขณะที่ รัฐบาลต้องการยกระดับเกษตรกรให้เป็นอุตสาหกรรมเพื่อให้สินค้าเกษตรมีการยกระดับให้มีมูลค่ามากขึ้น  โดยให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมสหกรณ์ มาช่วยสนับสนุน

*** ภาคท่องเที่ยวหวังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น  
     นางสุมาลี ว่องเจริญกุล เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ทั้งในด้านการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม และภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงซบเซาทำให้กำลังซื้อลดลงส่วนการได้รัฐบาลใหม่ มองว่าน่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการท่องเที่ยว 
       "ภาพลักษณ์สู่ภายนอก หลังการเมืองนิ่ง สงบมากขึ้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่เป็นดาวรุ่ง เช่น อินเดีย หรืออาเซียน  โดยเฉพาะหลังเปิด  Free VISA on Arrival ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ไทยมากขึ้น รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อประเภท Cruises ก็นิยมมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น"นางสุมาลี กล่าว
    นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดการณ์ว่าในปี 2562 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 40.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.65% จากปี 61 และสร้างรายได้ 2.13 ล้านล้านบาท ขยายตัว 6.23% จากปี 61โดยคาดว่าคาดว่า ครึ่งปีแรกของปี 62 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนประมาณ 19.89 ล้านคน สร้างรายได้ 1.05 ล้านล้านบาท
     ขณะที่คาดการณ์ว่าในไตรมาส 3/62 หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9.70 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.06% จากจากช่วงเดียวกันปีก่อน   แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศอาเซียน 2.78 ล้านคน นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก 4.3 ล้านคน  นักท่องเที่ยวจากยุโรป 1.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.88%

*** KTB ลดจีดีพีเหลือโต 3.3%          
    ก่อนหน้านี้ ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB  ระบุ ธนาคารได้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 3.3% จากเดิมที่คาดที่ 3.8% ส่วนการส่งออกได้ปรับลดประมาณเติบโตมาอยู่ที่ 0.8% จากเดิมที่คาดที่ 4% หลังสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อส่งออก และ การลงทุนของภาคเอกชน
     ในขณะที่ค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ยังคงกรอบเดิมไว้ที่ 32.00 บาท/ดอลลาร์ แม้ว่าช่วงนี้เงินบาทจะแข็งค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 31.00 บาท/ดอลลาร์ โดยถือว่าเงินบาทแข็งค่าอย่างไม่ทราบสาเหตุ
     และปีนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เห็นว่า ภาคธุรกิจจะต้องบริหารจัดการสภาพคล่องให้ดี เนื่องจากธุรกิจเอสเอ็มอียังเจอปัญหาเรื่องหนี้เสีย และ การเข้าถึงเงินทุน โดยสินเชื่อรวมในระบบปีนี้คาดเติบโตมากกว่า 5% มาจากสินเชื่อรายย่อยเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ และ ที่อยู่อาศัย ส่วนสินเชื่อรายใหญ่ และ สินเชื่อเอสเอ็มอียังโตไม่มาก 

*** BAY หั่นจีดีพีเหลือ 3.2%
    เช่นเดียวกับ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า วิจัยกรุงศรีปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 3.2% จากเดิมคาด 3.8% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ผ่านมาชะลอตัวกว่าคาด กอปรกับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้นตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน 
    ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้คาดว่าจะกลับมาหดตัวที่ -1.5% จากเดิมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.5% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 40.2 ล้านคน ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 41.1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีหากปัจจัยภายในประเทศปรับไปในทิศทางเป็นบวกมากขึ้น โดยเฉพาะการมีรัฐบาลชุดใหม่ที่สร้างความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจและโครงการสำคัญๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และช่วยหนุนให้กิจกรรมเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
     ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของทางการที่ 1-4% ในช่วงที่เหลือของปี โดยมีปัจจัยบวกจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการพยุงเศรษฐกิจกลางปีวงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท  และคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.1%
     “ด้านแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ เนื่องจากยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน อาทิ การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการก่อหนี้ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ” ดร.สมประวิณกล่าว

*** หอการค้า มองศก.ปีนี้แย่กว่าคาด
    สอดคล้องกับที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 62 มีสัญญาณที่แย่กว่าคาดมากขึ้น ทั้งเป็นผลจากสงครามการค้าสหรัฐ กับจีน และ การเมืองที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเติบโต 3.5% จากเดิม 3.8% บนพื้นฐาน Base Case ที่สหรัฐและจีนไม่ปรับภาษีขึ้นไปมากกว่าระดับที่อยู่ในปัจจุบัน และ การเมืองมีเสถียรภาพ
     ส่วนกรณีที่แย่ที่สุดหากสถานการณ์สงครามการค้าจีนและสหรัฐเข้มข้นขึ้น และ การเมืองขาดเสถียรภาพจนทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโต  3.3% และ กรณีที่ดีที่สุดหากสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐผ่อนคลายลงและ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงจนทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนมีความเชื่อมั่นก็จะส่งผลให้ เศรษฐกิจไทยเติบโต 3.7% 
      นอกจากนี้ได้ลดเป้าเติบโตการส่งออกปีนี้เหลือ   0.5% จากเดิมคาด 3.9% ซึ่งถือว่าเป็นกรณีฐาน Base Case กรณีที่ดีที่สุดส่งออกจะกลับมาเติบโตได้  2.4% โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ไทยจะต้องมีมูลค่า ส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 21,250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยปีก่อนไทยส่งออกเดือนละ 20,000 ล้านดอลลาร์ แต่หากกรณีเลวร้ายที่สุด ถ้าหากในช่วงที่เหลือของปีนี้ส่งออกได้เดือนละ 19,000 ล้านดอลลาร์  มีความเป็นไปได้สูงที่ส่งออกหดตัวมากกว่า 5% ได้ ซึ่งมากกว่าเดิมที่คาดว่าจะเลวร้ายสุดที่ติดลบ 2.2%  ซึ่งมีโอกาสสูงที่ส่งออกปีนี้จะหดตัว หรือ ติดลบ หากสถานการณ์สงครามการค้ายังไม่ได้ข้อสรุป
     สำหรับปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ มาจาก ครม.ชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศและรัฐสภาในระบบสองสภาตามแบบสาก การส่งออกมีความเป็นไปได้ที่ขยายตัวเป็นบวก   การท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากเหตุการณ์เรือล่ม การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐมีโอกาสเร่งตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน , การลงทุนของภาคเอกชนเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นตลอดจนธนาคารกลางทั่วโลกชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
     ส่วนปัจจัยลบ จากสงครามการค้าสหรัฐกับจีนมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่เคยคาดเอาไว้  เศรษฐกิจจีนประสบปัญหาเฉพาะตัวกว่าที่เคยคาดเอาไว้   ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวน  ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หนี้เสีย ของสถาบันการเงิน และ การเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด