ข่าวนี้ที่ 1

กูรูหวั่นนโยบายค่าแรงรัฐบาลใหม่ ฉุดหุ้นรับเหมาฯ-ค้าปลีก-อาหาร

กูรูหวั่นนโยบายค่าแรงรัฐบาลใหม่ ฉุดหุ้นรับเหมาฯ-ค้าปลีก-อาหาร

    โบรกฯรอดูโฉมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คาดเริ่มปฎิบัติหน้าที่ ก.ค.นี้ หวังเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นห่วงนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามที่หาเสียงไว้ หวั่นเพิ่มภาระให้ประชาชน กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง-ค้าปลีก-อาหาร-อิเล็กทรอนิคส์ เผยการเมืองที่ชัดเจนขึ้นฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

***  รอโฉมหน้ารัฐบาลใหม่  คาดปฎิบัติหน้าที่ ก.ค.นี้
    บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุ  พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ลำดับกระบวนการนับจากนี้จะเป็นเรื่องการจัดวางตัวบุคคลที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ซึ่งแม้จะมีกระแสการต่อรองในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็เชื่อว่าจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าน่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในกรอบเวลาไม่เกินสัปดาห์หน้า และเมื่อได้การโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ก็จะเป็นกระบวนการในการที่ต้องแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อดำเนินกระบวนการต่างๆ แล้วเสร็จ ภายใน 15 วัน รัฐบาลเดิม และ คสส. ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ค. 2562 ผลสรุปของกระบวนการนี้คือการได้มาซึ่งรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือหน้าตารัฐบาลใหม่ ว่าจะมีบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ
     ประเด็นเร่งด่วนที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่ง น่าจะเป็นเรื่องการจัดทำงบประมาณ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะปฎิบัติ โดยน่าจะเน้นในส่วนของการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายภาคครัวเรือนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดำเนินการผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ การจัดทำโครงการ ช็อปช่วยชาติ  การปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นต้น อย่างไรก็ตามในขั้นตอนของการจัดทำงบประมาณคาดว่าน่าจะเห็นการเริ่มพิจารณาวาระที่ 1 ใน สภาผู้แทนราษฎร์ ในเดือน ก.ย.2562 และหากไม่มีการเร่งรัดใดๆ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ก็อาจมีผลบังคับใช้ต้นปี 2563 ซึ่งถือว่าล่าช้า นอกจากนี้ยังต้องติดตามเรื่องของ เสถียรภาพรัฐบาล เนื่องจากมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร์ อยู่ในระดับปริ่มน้ำ โดยภาพรวมประเด็นทางการเมืองในช่วงนี้ไม่น่าจะมีน้ำหนักในการสร้างแรงกดดันต่อ SET Index มากนัก

*** หวังวางนโยบายกระตุ้นบริโภคตามที่หาเสียง
           ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส มองว่า  เศรษฐกิจไทยปี 2562  คาดขยายตัว  2.7% ชะลอจาก 4.1% ในปี 2561  โดยคาดแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2-4/62  จะอ่อนตัวต่อเนื่อง  จากผลกระทบของภาคส่งออกชะลอตัว   และการเบิกจ่ายงบประมาณอาจจะล่าช้า ตามการจัดตั้งรัฐบาล  ทำให้ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากภายในประเทศ  คือ การลงทุนขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน   และมาจากการบริโภคภาคครัวเรือน ที่คาดว่ายังมีแรงหนุนจากมาตการกระตุ้นต่างๆ ของภาครัฐบาลชุดเดิมที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ หลักๆ มุ่งไปที่บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้เงิน 300-500 บาท/เดือน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 จนถึง 30 ก.ย. 2562  (รัฐบาลใช้เงินอัดฉีดมาตรการนี้ 3 พันล้านบาท/เดือน ล่าสุด รัฐบาลมีวงเงินเหลือสำหรับมาตรการนี้ราว 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอจนถึงสิ้นปี) และยังมีมาตรการอื่นๆ อาทิ นำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองมาลดหย่อนภาษี  1.5 หมื่นบาท 
            และเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำจะสานต่อนโยบายต่างๆที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท/วัน, ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 10%ทุกระดับขั้น    
     ส่วนบล.ฟินันเซีย ไซรัส  ประเมินงานแรกของรัฐบาลใหม่คือเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนซัมมิทปลายปีนี้ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2563 เราเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเร่งอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาการชะลอของเศรษฐกิจ  กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น CPALL, BJC, ROBINS, HMPRO, GLOBAL, KTC ได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เร่งสานต่อโครงการลงทุนต่างๆ เป็นบวกต่อ CK, SEAFCO

*** ห่วงค่าแรงขั้นต่ำ400-425 บาท/วัน กระทบ 
     นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับสำนักข่าว "อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมของนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำของพรรคพลังประชารัฐที่จะปรับเพิ่มขึ้น 400-425 บาทต่อวัน มองว่าหากสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้จะส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจอาหาร ที่มีจำนวนแรงงานรายวันเป็นจำนวนมากเพราะมีต้นทุนเพิ่ม แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของรายละเอียดการปรับขึ้นดังกล่าวคงต้องรอดูอีกครั้ง ว่าจะเป็นลักษณะการปรับขึ้นในครั้งเดียว ทยอยปรับขึ้น หรือเป็นในลักษณะใด
    "นโยบายจะขยับค่าแรงขึ้นเป็น 400 บาทต่อวันคงต้องรอดูว่าจะขึ้นทันทีรึเปล่าและทำจริงจะขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้คงต้องรอดูก่อนว่าพรรคใดจะได้ประจำกระทรวงไหน นโยบายใดเร่งรีบจะดำเนินงานก่อน และหากขึ้นค่าแรงจะมีมาตรการใดๆช่วยเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาบ้าง ซึ่งเบื้องต้นประเมินการปรับขึ้นค่าแรงคงส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มใช้แรงงานอย่างค้าปลีก รับเหมา อาหาร ที่ต้องจ่ายค่าแรงรายวัน " นางสาวธีรดากล่าว 
      บล.เอเซีย พลัส มองว่ามีโอกาสที่รัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอลง หลักๆให้น้ำหนักที่   นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น   400-425 บาท/วัน  หรือปรับเพิ่มราว  23% จากปัจจุบันอยู่ที่ 330 บาท/วัน จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน แต่ในทางตรงกันข้ามจะกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ คือ  
      กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  โดยเฉลี่ยค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนรวม  10-15% ของต้นทุนก่อสร้าง  ASPS คาดหากมีการปรับขึ้นค่าแรง 23% ดังกล่าวจะทำให้บริษัทรับเหมามีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงประมาณ 2% โดยปัจจุบันบริษัทรับเหมาฯมี Gross margin เฉลี่ย 8-12% และมี Net Profit margin 2-6%  โดยบริษัทที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริษัทมีอัตรากำไรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และใช้แรงงานสูง อย่าง   ITD, NWR อย่างไรก็ตามปัจจุบัน บริษัทรับเหมามีการปรับวิธีการทำงานด้วยการนำเครื่องจักรมาใช้ ลดการใช้แรงงานคน และใช้วิธี Sub contract งานเป็นส่วนๆออกไปให้กับผู้รับเหมาช่วง  โดยเชื่อว่างานประมูลภาครัฐจำนวนมากที่กำลังจะออกมา น่าจะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้างลดลง ส่งผลต่ออัตรากำไรของงานก่อสร้างใหม่ๆในอนาคตที่จะดีขึ้น เมื่อถัวเฉลี่ยกับงานใน Backlog เดิมที่จะถูกกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง
     กลุ่มค้าปลีก  พบว่าโดยเฉลี่ยอุตสาหรรม จะมีค่าใช้จ่ายพนักงานราว 30% ของ SG&A และ 6%   ของยอดขายรวม โดยประเมินหากมีการปรับขึ้นค่าแรงจะกระทบต่อกลุ่มที่มีการใช้แรงงานทักษะทั่วไป ซึ่งมีค่าจ้างที่ต่ำกว่า 400 บาท อาทิ กลุ่มร้านสะดวกซื้อ CPALL, ไฮเปอร์มาร์เก็ตและค้าส่ง BJC MAKRO และ ห้างสรรพสินค้า ROBINS 
     ขณะที่กลุ่มร้านค้า Specialty Store (HMPRO, COM7 และ BEAUTY) คาดกระทบจำกัด เนื่องจากเน้นไปที่กลุ่มพนักงานที่ต้องมีทักษะการขายสูงกว่า ทำให้มีโครงสร้างค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว และมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น  อย่างไรก็ตามการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคคาดช่วยชดเชยผลกระทบ 
     กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายแรงงานในประเทศ สัดส่วนราว  5-8% ของต้นทุนรวม(บางบริษัทมีแรงงานอยู่ต่างประเทศ อาทิ DELTA HANA ราว 2%ของต้นทุนรวม)  เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มชิ้นส่วนฯ ราว 11.7% จากปัจจุบัน  นำโดย SVI ,HANA , KCE , และ DELTA ตามลำดับ              
     กลุ่มเกษตร-อาหาร มีค่าใช้จ่ายแรงงานในประเทศ ราว 1.5-8% ของต้นทุนรวม หากรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 23% เป็น 400 บาท/วัน จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มเกษตร-อาหารราว  32.9% จากปัจจุบัน   
      กลุ่มยานยนต์  มีค่าใช้จ่ายแรงงานทางตรงราว 5%-10% ของยอดขาย(ยกเว้น PCSGH งวด 3Q61 นับเฉพาะโรงงานในไทยมีต้นทุนแรงงาน 17.4% ของยอดขาย)  และ SAT มีพนักงาน อยู่ในแผนกผลิตจำนวน 1,396 คน กรณีที่มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ23%  จะส่งผลให้ค่าจ้างพนักงานในแผนกผลิตเป็น 134 – 142 ล้านบาท / ปี หรือกระทบต่อกำไรประมาณ 20 – 30 ล้านบาท/ปี  เป็นต้น    

*** เชื่อมั่นฟื้น หนุนต่อกลุ่มนิคม-แบงก์-ค้าปลีก
    บล.เอเซียพลัส ระบุอีกว่า หลังกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น เชื่อว่าจะเกิดการเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่เศรษฐกิจต่อ ทั้งการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และวัฏจักรการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ (ลงทุนใหม่ และสานต่อโครงการเดิม) รวมไปถึงโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC ผนวกกับประเด็นสงครามการค้า ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นนักลงทุนลงจีนจะย้ายหรือขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มนิคมฯ WHA (FV@B4.89), AMATA (FV@B35.70) และ FPT (FV@B20.30) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ภาพรวมในช่วงที่ผ่านมาจะผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัว แต่เชื่อว่าปัจจัยบวกพิเศษจากโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้น จะหนุนสินเชื่อให้เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 2H62 ทำให้การเติบโตของสินเชื่อสุทธิทั้งปี 2562 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 5.7% yoy ยังเป็นไปได้ ขณะที่ NIM ยังค่อนข้างทรงตัว และในช่วงครึ่งปีหลังไม่น่าจะมีผลกระทบจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน ตาม พรบ. แรงงานฉบับใหม่ เพราะได้บันทึกไปในช่วงก่อนแล้ว ด้วยมุมมองธุรกิจที่เป็นบวกมากขึ้น และราคาหุ้นในกลุ่มฯ ผ่านการปรับฐานไปมากแล้ว โดย P/BV กลุ่มฯ อยู่ที่ 1.03 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ยกลุ่มฯ 8 ปีย้อนหลัง ที่ 1.45 เท่า ขณะที่ BBL(FV@B227) มี P/BV เพียง 0.88 เท่า (ต่ำสุดในธ.พ.ขนาดใหญ่) และยังมี Div Yield ที่สูงกว่า 4% จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในยามนี้
    ด้านบล.เออีซี  คาดกลุ่มค้าปลีก  ได้ประโยชน์จากการเมืองไทยที่ชัดเจนมากขึ้นบวกกับได้อานิสงส์บวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่คาดมุ่งเป้ามาที่การบริโภคของภาคเอกชนเป็นอันดับต้นๆ แนะนำ CPALL (ตั้งเป้ายอดขายปี 62 โตไม่ต่ำกว่า 7%YoY หนุนด้วยแผนเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องที่ 700 สาขา ส่วนภาพใหญ่มีเป้าหมายใหม่ที่จะขยายสาขาให้ครบ 13,000 สาขาภายในปี 2564 ) และ ROBINS (ทั้งปี 62 คาดมีปัจจัยหนุนจากการเปิดสาขาใหม่1สาขา ตจว. และอีก 1 สาขา กทม. รวมถึงการขยายพื้นที่ 3 สาขา ตจว.ที่มีศักยภาพสูง  (+11.5%) ส่งผลให้พื้นที่เช่าเพิ่มบวกกับ SSSG ที่คาดโตขึ้นเล็กน้อยและตั้งเป้ารักษาการโตของสินค้า Private Brand ที่มีมาร์จิ้นสูงคาด GP ปี 62 โตได้ราว 30-40bps.)

*** การเมืองชัดดึงฟันด์โฟลว์กลับ
    บล.ไอร่า ระบุ อยู่ระหว่างติดตามการฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่ คาดชัดเจน 1 – 2 สัปดาห์นี้ หลังโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี  และภายใต้ความชัดเจนทางการเมืองที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง พร้อมคาดการดำเนินงานนโยบายและการบริหารงานต่างๆ มีความต่อเนื่อง ทำให้คาด Fund Flow มีโอกาสไหลกลับต่อเนื่อง โดย YTD กลับมาซื้อสุทธิสะสม ประมาณ 10,000 ล้านบาท แนะติดตามกลุ่มธนาคาร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่คาดเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากรัฐบาลใหม่   
     







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด